ปากคำชาวโนนดินแดง ‘ทำไมทำเหมือนกับเราไม่ใช่คน’

… วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร

นโยบายทวงคืนผืนป่าของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หากวัดความสำเร็จด้วย “ตัวเลข” แน่นอนว่าบรรลุผลอย่างยิ่งยวด นั่นเพราะจนถึงขณะนี้สามารถดำเนินการทวงคืนได้แล้วกว่า 1 แสนไร่ จากเป้าหมายล่าสุดที่ 1.5 แสนไร่

ทว่า หากมาตรวัดความสำเร็จคือ “ความสุข-ชีวิต” ของประชาชน คำตอบคงเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ตลอดระยะเวลาดำเนินนโบายทวงคืนผืนป่า เกิดความเดือดร้อนขึ้นกับประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะการสูญเสียที่ดินทำกิน การสูญสิ้นที่อยู่อาศัย ทั้งๆ ที่เขาเหล่านั้น บางส่วนอยู่และหากินกับป่ามาตั้งแต่ก่อนถูกประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์

“โนนดินแดง” เป็นอำเภอหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์ มีชาวบ้านอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ และถูกไล่รื้อ-ไล่ล่า อย่างโดดเดี่ยวลำพัง

ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ที่ชาวบ้านถูกขับไล่จนต้องเร่ร่อนไร้อนาคต

ชาวบ้านโนนดินแดง เล่าว่า ทุกวันนี้ชาวบ้านกว่า 50 ครัวเรือน ถูกไล่ออกจากป่าและยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง บางส่วนที่ยังมีที่ไปก็ไปขออาศัยอยู่กับญาติ หรือสร้างห้องพักแคบๆ ไว้ในที่ดินของเพื่อนบ้าน ขณะที่ชาวบ้านอีกประมาณ 24 ครัวเรือน ซึ่งไม่มีที่ไปค่อนข้างหมดหนทาง

“ในช่วงแรกชาวบ้านได้ไปอาศัยรวมกันอยู่ที่วัดลำนางรอง ซึ่งเจ้าอาวาสก็อนุญาต แต่ทางเจ้าหน้าที่ทหารก็ได้ตามมาไล่ออกจากพื้นที่อีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าไม่ให้มีการชุมนุม และข่มขู่เจ้าอาวาสว่าหากช่วยเหลือชาวบ้านเหล่านี้เท่ากับว่าเป็นผู้กระทำผิดด้วย ทำให้ชาวบ้านทั้งหมดต้องจำใจต้องเร่ร่อนต่อไป” หญิงวัยกลางคนรายนี้ เล่า

ชาวบ้านจึงตัดสินใจเคลื่อนย้ายไปพักอาศัยอยู่ที่ศูนย์ทอผ้ากลุ่มสตรีอนุรักษ์ทอผ้าพื้นเมือง บ้านลำนางรอง ก่อนจะขยับขยายตัวออกไปตั้งเพิงขายของบริเวณทางหลวงโนนดินแดง–ตาพระยา หาเงินเลี้ยงปากท้อง แต่ก็ยังไม่รอดพ้นสายตาเจ้าหน้าที่รัฐ

ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ในนามแขวงทางหลวงบุรีรัมย์ ได้เข้ามาขับไล่ไม่ให้ชาวบ้านมาหากินในบริเวณนี้

“เราเคยพยายามคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐ ขอคำปรึกษาว่าช่วยเหลืออะไรได้ไหม จะให้เราทำอย่างไร แต่สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือไล่เราออกไป บอกอยู่ที่ไหนก็ไปทางนั้น ไม่ว่าจะหน่วยงานใหญ่หรือเล็ก เราไปขอความช่วยเหลือจนนับครั้งไม่ถ้วน ทุกคนตอบเหมือนกันว่าเป็นคำสั่งจากทหาร ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ” หญิงรายนี้เล่าอย่างหดหู่

“แม้แต่ศูนย์ดำรงธรรมเอง ยังเคยบอกให้เรายอมจำนนกับชะตากรรมที่เกิดขึ้น” เธอ ย้ำด้วยน้ำเสียงเศร้า

เธอ บอกว่า ขณะนี้ชาวบ้านจำนวนกว่า 19 ครัวเรือนไม่ต่างอะไรกับคนจรจัด เพราะต้องอยู่อย่างหลบซ่อนในป่าเพื่อให้พ้นสายตาของเจ้าหน้าที่ บ้านที่อาศัยมีโครงสร้างแค่ให้ได้กันแดดกันฝน และแทบไม่ต้องพูดถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นต่ำอย่างน้ำหรือไฟฟ้า แน่นอนว่าหากเจ้าหน้าที่ทราบว่าครอบครัวเธออยู่ที่ใด คงจะต้องตามไปไล่ล่าออกมาอีกเช่นเคย

“ถามว่าเราผิดอะไร เราไปฆ่าใครอย่างนั้นหรือ ทำไมถึงต้องทำกับพวกเราขนาดนี้ ไล่เหมือนหมูเหมือนหมา เหมือนกับว่าพวกเราไม่ใช่คน” เธอพูดย้ำๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

สำหรับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ ถูกประกาศให้เป็นป่าสงวนในปี 2502 ตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) โดยมีเนื้อที่ 631,250 ไร่ หรือ 1,010 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่รอยต่อของจังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี นครราชสีมา และบุรีรัมย์ มีแหล่งต้นน้ำที่สำคัญ 2 สาย คือลำนางรองและลำปลายมาศ

ในช่วงการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ประมาณปี 2509 รัฐเริ่มอนุญาตให้เอกชนเข้าสัมปทานตัดไม้ และยินยอมให้ชาวบ้านเข้าไปอาศัยในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเจริญ และสร้างเป็นแนวกันชน

แม้ว่าการต่อสู้จะมีความรุนแรงยิ่งขึ้นแต่ชาวบ้านก็ไม่ได้อพยพหนี กลับกันคือมีการเข้ามาตั้งที่อยู่อาศัยกันอย่างหลวมๆ ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบจากทางการ

จนราวๆ ปี 2522-2524 รัฐบาลได้มีโครงการพัฒนาพื้นที่ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประกอบกับสถานการณ์สู้รบเริ่มคลี่คลาย ขณะนั้นกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาคที่ 2 และกรมป่าไม้ ได้เข้ามาจัดตั้งหมู่บ้าน และจัดสรรที่ดินให้เป็นสิทธิการทำกิน (สทก.) อย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยสามารถทำกินแบบมรดกตกทอดแก่ทายาทได้ แต่ห้ามจำหน่ายจ่ายโอน

แน่นอนว่าการจัดสรรนั้นไม่ได้มีพื้นที่เพียงพอกับชาวบ้านทั้งหมดจึงต้องใช้การจับฉลาก หากคนที่ไม่ได้ก็อาจอาศัยอยู่กับญาติบ้าง หรืออพยพไปที่อื่นบ้าง แต่เมื่อจัดสรรเสร็จแล้วเหลือพื้นที่จำนวนหนึ่ง ชาวบ้านที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรจึงได้ร่วมพูดคุยนายทหารยศสูงในยุคนั้น และได้รับคำสัญญาว่าจะนำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรให้ผู้ไม่มีที่ดินและครอบครัวขยาย แต่รอเวลาให้ลูกหลานมีครอบครัวกันก่อน จะได้ดำเนินการในครั้งเดียวให้เสร็จ ตั้งแต่นั้นชาวบ้านจึงเฝ้ารอวันที่จะได้รับการจัดสรร

กระทั่งมาถึงช่วงปี 2528-2537 ปรากฏว่ารัฐได้อนุญาตให้เอกชนเป็นผู้เช่าปลูกสวนป่าในพื้นที่ ซ้อนทับพื้นที่ทำกินเดิมของประชาชน ประกอบกับปี 2539 ที่มีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ในเวลาพร้อมกันโดยไม่มีกระบวนการตรวจสอบพื้นที่ทำกินของราษฎรเดิม หรือกันพื้นที่ทับซ้อนออกก่อน จึงเป็นการสร้างปัญหาที่ดินเพิ่มเติม

ปี 2546 พื้นที่ที่เคยให้บริษัทเอกชนเช่าบางส่วนได้หมดสัญญาเช่าลง บริษัทจึงได้ยื่นหนังสือขอต่อสัญญาเช่า ทำให้ชาวบ้านรวมตัวกันออกมาคัดค้าน และเรียกร้องให้นำพื้นที่ติดกับที่ทำกินมาจัดสรรให้กับชาวบ้าน ส่วนพื้นที่ด้านในให้นำไปฟื้นฟูเป็นพื้นที่แหล่งอาหารของสัตว์ป่า

สุดท้ายแล้วก็ไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาแก้ไข และบริษัทเอกชนก็ต่อสัญญาเช่าได้

ตั้งแต่นั้นมาจึงนำมาสู่การต่อสู้เรียกร้องของชาวบ้านในหลายรัฐบาล ซึ่งก็ไม่เกิดความคืบหน้าใดๆ และชาวบ้านก็ยังคงเดือดร้อน บางรายถูกไล่ที่ บางรายก็ถูกจับกุมตั้งข้อหา จนมาถึงยุครัฐบาลหลังรัฐประหารปี 2557 ที่มาพร้อมคำสั่ง คสช.ที่ 64 และ 66 เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่รัฐผลักดันชาวบ้านจำนวน 700-800 คนออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่

คำถามคือ เหตุใดทหารซึ่งเป็นผู้ผลักดันให้ชาวบ้านเข้าไปอยู่ในป่า กลับเป็นผู้ขับไล่ให้ชาวบ้านต้องออกมาจากป่า