ณ ที่ซึ่งวิถีชุมชนถูกกลืนกิน ‘บางกะเจ้า’ เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

… ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน /วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร

การพัฒนาอย่างไร้ทิศทาง กัดกร่อนวิถีชุมชนอย่างเลือดเย็น

ไม่เว้นแม้แต่ “คุ้งบางกะเจ้า” … The Best Urban Oasis of Asia ปี 2549 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ อ.พระประแพง จ.สมุทรปราการ

ที่แห่งนี้ ประกอบด้วย 6 ตำบล ได้แก่ บางกะเจ้า บางน้ำผึ้ง บางกอบัว บางกระสอบ บางยอ และทรงคะนอง มีเนื้อที่รวม 18,118 ไร่

บางกะเจ้าในวันนี้ กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

ว่ากันว่า พื้นที่สีเขียวซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “ปอดของกรุงเทพฯ” กำลังตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้านหนึ่งมีความพยายามอนุรักษ์ อีกด้านถูกรุกไล่จากกระแสการพัฒนาที่ไม่อาจจะต้านทาน

ในความทรงจำของ พิชญ์สินี แก้วรุ่งเรือง ซึ่งเกิดและเติบโตในบางกะเจ้า เต็มไปด้วยความหลังอันงดงาม พื้นที่แห่งนี้รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่-ร่มรื่น มีบ้านเรือนกระจายตัวอยู่อย่างหลวมๆ สงบเงียบ ชาวบ้านยังชีพด้วยการทำเกษตร และค้าขายเล็กๆ น้อยๆ

เป็นวิถีความพอเพียงของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน

มนต์เสน่ห์ของบางกระเจ้าดำรงอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งเข้าสู่ปี 2534 ที่กลายเป็น “จุดเปลี่ยน”

ความหวังดีของภาครัฐที่ต้องการอนุรักษ์พื้นที่สีเขียว ก่อกำเนิดเป็นโครงการ “สวนกลางมหานคร” แรกเริ่มใช้วิธีเวนคืนที่ดิน มีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นแม่งานหลัก

“วิธีการของ สผ.คือปล่อยพื้นที่ไว้เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร แล้วก็ห้ามชาวบ้านเข้ามาใช้ประโยชน์ด้วย เขาคิดว่าเมื่อทิ้งไว้แล้วต้นไม้จะโตขึ้นเองตามธรรมชาติ ที่สุดแล้วก็กลายเป็นพื้นที่รกร้าง กลายเป็นจุดทิ้งขยะ น้ำเน่าเสีย เพราะไม่มีใครช่วยดูแล” เปรมปรีย์ ไตรรัตน์ ประธานป่าชุมชนเมืองสวนป่าเกดน้อมเกล้า เล่าถึงอดีต

แม้ว่าในเวลาต่อมาพื้นที่แห่งนี้จะได้รับการพลิกฟื้นคืนความสมบูรณ์สำเร็จ ภายหลัง สผ.ได้โอนภาระกิจอนุรักษ์ให้กับกรมป่าไม้ ซึ่งเปิดช่องให้ชาวบ้านขอเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา หากแต่การดำเนินการของ สผ.ในช่วงแรกกลับส่งผลต่อ “คุ้งบางกะเจ้า” มาจนถึงปัจจุบัน

เปรมปรีย์ ให้ภาพว่า ในอดีตเฉพาะพื้นที่ป่าชุมชนเมืองสวนป่าเกดน้อมเกล้ากว่า 75 ไร่ เป็นสวนมะพร้าว ต่อมาเมื่อมีการเวนคืนและมีการเปิดให้ซื้อขายเพื่อสร้างปอดให้คนกรุงเทพฯ จึงทำให้ที่ดินของคนในพื้นที่เริ่มเปลี่ยนมือไป

เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ที่ “คุ้งบางกะเจ้า” ได้รับการโปรโมท โดยเฉพาะในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ “บางกะเจ้า” ถึงขั้นติดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวที่ทุกคนต้องไป

“ตอนนี้มีทัวร์จักรยานเต็มไปหมด ส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง พวกนี้มีไกด์จัดการให้ทุกอย่าง ทั้งเช่ารถ อาหารการกิน ที่พัก ทุกอย่างไม่เกี่ยวกับคนในพื้นที่เลย เหมือนเขาแค่เข้ามาใช้พื้นที่ใช้ทรัพยากรของเรา แต่พวกเราไม่เคยได้ประโยชน์เลย” ชาวบ้านรายหนึ่ง เล่าให้ฟัง

“คุณเชื่อไหม วันนี้บางกระเจ้าแทบไม่เหลือคนท้องถิ่นอยู่อีกแล้ว เป็นคนนอกทั้งนั้น รถราก็วิ่งเร็วจนเกิดอุบัติเหตุ ปัญหาอาชญากรรมก็เกิดขึ้นมากมาย ปัญหายาเสพติดนี่ก็เพิ่งเข้ามาในระยะหลังนี่เอง” ชาวบ้านอีกราย กล่าวเสริม

จักรพันธ์ ตรวจมรคา ผู้ประสานงานกลุ่ม BIG Trees โครงการบางกระเจ้า บอกว่า ราคาที่ดินในบางกระเจ้าสูงขึ้นอย่างมาก ที่ติดถนนพุ่งถึงไร่ละ 25 ล้านบาท ทำให้เจ้าของที่ดินที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ตัดใจขาย

จึงไม่แปลกที่ “บางกะเจ้า” ในวันนี้ จะเต็มไปด้วยนักลงทุนที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ ห้องพัก-รีสอร์ทผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด รอบนอกพื้นที่อนุรักษ์ปรากฏตึกสูง-คอนโดมิเนียมให้เห็นอย่างชินตา

พื้นที่เกษตรกรรม-สวนมะพร้าว ซึ่งเป็นอาชีพดั่งเดิมของชาวบ้านสูญสลาย หนึ่งในอาชีพที่ได้รับผลกระทบคือการผลิต “น้ำตาลมะพร้าว”

พงษ์ศักดิ์ แถวเถื่อน ชาวสวนในวัย 50 ปลาย ผู้ผลิตน้ำตาลมะพร้าวคนสุดท้ายของคลุ้งบางกะเจ้า เล่าว่า ปัจจุบันเช่าที่ดินซึ่งเป็นสวนมะพร้าวอยู่ แต่ล่าสุดเจ้าของที่ดินได้ประกาศขายที่ดินผืนนี้ไปแล้ว

“ตอนนี้ทำอยู่เจ้าเดียว เป็นเจ้าสุดท้ายแล้ว คนอื่นๆ เขาขายที่ดินไปหมด” ลุงพงษ์ศักดิ์ เล่า

แต่ละวัน ลุงพงษ์ศักดิ์ ทำน้ำมันพร้าวได้ประมาณ 7 กิโลกรัม ขายได้กิโลกรัมละ 40 บาท ขณะที่ก่อนหน้านี้สามารถผลิตได้ถึงวันละ 25-35 กิโลกรัม

“ตอนนี้มะพร้าวหายากมาก สวนมะพร้าวถูกขายหมดจนไม่เหลือมะพร้าวสำหรับทำน้ำตาลขาย คนขายที่ดินกันหมด ลูกหลานก็เข้าเมืองทำงานบริษัท ผมคิดว่าผมคงจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่ทำแล้ว” คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจากปากคำของผู้ผลิตน้ำตาลมะพร้าวคนสุดท้ายของชุมชน

นิวัฒน์ อนันตริยะเวช นักสื่อสารสังคมออนไลน์ด้านการท่องเที่ยว เจ้าของเฟซบุ๊กสะดุดตาดอทคอม เสนอว่า แม้บางกะเจ้าจะมีศักยภาพในเนชิงภูมิศาสตร์สูง เหมาะสมกับการท่องเที่ยว การปั่นจักรยาน แต่จำเป็นต้องจัดระเบียบให้สมดุลระหว่างการพัฒนากับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ในอนาคต

ยังมีเวลาทบทวน … ก่อนที่การพัฒนาจะบดขยี้วิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นแหลกละเอียด