ชาวพีพีลงขันผูกทุ่น หวังลดปัญหาเรือท่องเที่ยวทิ้งสมอทำลายปะการัง

ชาวพีพีหัวใจอนุรักษ์ลงเงินลงแรงทำทุ่นกลางน้ำ  หวังลดปัญหาการทิ้งสมอเรือของภาคการท่องเที่ยวต้นเหตุแนวปะการังเสื่อมโทรม  ล่าสุดกรมอุทยาน ฯ เตรียมยื่นมือเข้าช่วย  หลังชาวบ้านทำมา 10 ปีแล้วได้ผล

สำนักข่าวสิ่งแวดล้อมติดตามจิรศักดิ์  พุทธวรรณ  และสมาชิกกลุ่มพิทักษ์พีพีที่ใช้เวลาตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา เตรียมอุปกรณ์สำหรับ “การผูกทุ่นลอยกลางน้ำ”  ได้แก่ ทุ่นลอยผิวน้ำ  ทุ่นลอยเล็กกลางน้ำ เชือกขนาดต่าง ๆ และยางรถยนต์ ทยอยลงเรือ  เมื่อถึงเวลาเที่ยงวันสมาชิกและอุปกรณ์ครบถ้วนจึงมุ่งหน้าเดินเรือจากท่าเรืออ่าวต้นไทรไปที่อ่าวโล๊ะซามะ  ซึ่งเป็นจุดจอดเรือของภาคการท่องเที่ยว  และแหล่งดำน้ำสำคัญของเกาะพีพี

แท่งปูนขนาดต่าง ๆ ถูกหย่อนลงไปตามความลึกของน้ำทะเลจนถูกปักลงไปยังพื้นทราย  ซึ่งแต่ละแท่งห่างกันประมาณ 20-30 เมตร  ก่อนนำเชือกที่ร้อยทุ่นกับยางรถยนต์ไว้เรียบร้อยแล้วลงไปผูกยังแท่งปูนด้านล่างก็ถือว่าเสร็จสิ้น

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นมามากกว่า 10 ปี  โดยการช่วยกันบริจาคเงิน  อุปกรณ์ต่าง ๆ  และช่วยกันลงแรงของชาวบ้านและผู้ประกอบการหัวใจอนุรักษ์บนเกาะพีพี  ที่เห็นว่าเมื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเริ่มเติบโตขึ้น  นักท่องเที่ยวและจำนวนเรือมากขึ้น  จนส่งผลให้เกิดปัญหาหลากหลายจากการทิ้งสมอเรือ  ซึ่งพวกเขาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งจากการใช้ประโยชน์บนเกาะพีพีจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาเหล่านี้

จิรศักดิ์เล่าให้ฟังว่าบ่อยครั้งแม้มีนักท่องเที่ยวลงดำน้ำอยู่  แต่กลับมีเรือเข้ามาจอดในจุดเดียวกัน  ก่อนทิ้งสมอเรือผ่านลงไป  ส่งผลกระทบด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

“มันไม่เคยมีอันตรายอะไรร้ายแรงหรอก  แต่สมอมันเฉียวหัวไปเลยเวลานักท่องเที่ยวลงไปดำน้ำ  แล้วเราจะรอให้อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นก่อนหรอ”  

นอกจากนี้ปะการังก็ถือเป็นอีกส่วนสำคัญที่ได้รับผลกระทบจากการทิ้งสมอเรือ  เพราะเมื่อสมอถูกทิ้งลงยังพื้นทรายใต้ทะเลแล้ว  ก็ต้องลากต่อไปเพื่อให้สมอติดพื้น  ส่งผลให้ปะการังตลอดแนวการลากถูกทำลายเสียหาย

“เมื่อ 10 ปีที่แล้วอ่าวโล๊ะซามะสมบูรณ์มาก 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ลดลงมาสัก 50 เปอร์เซ็นต์ได้แล้ว  เรือมันลากสมอไปหมดเลย  คิดดูว่าเวลาปะการังจะโตขึ้นมาได้สัก 1 เซนติเมตรต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี  แต่สมอเรือลำเดียวทิ้งลงมา  ใช้เวลาเพียงไม่ถึงนาทีลากปะการังตลอด 10 เมตรเสียหายหมด”  จิรศักดิ์กล่าวเสริม

สอดคล้องกับข้อมูลของ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการทางทะเล ที่โพสท์ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว Thon Thamrongnawasawat แสดงความเสียหายของแนวปะการังบริเวณอ่าวปิเละที่เกาะพีพีเล ซึ่งพบว่าในระยะเวลา 13 ปี  แนวปะการังได้ถูกทำลายจนไม่มีท่าทีฟื้นฟูได้ และสาเหตุที่ปะการังตายนั้นก็มาจากน้ำมือมนุษย์ เช่น สมอเรือ น้ำเสีย อวนติดปะการัง ฯลฯ  ซึ่งท้ายที่สุดทำให้เกาะพีพีสวรรค์ของนักท่องเที่ยวถูกจัดอันดับให้เป็นพื้นที่ที่ทรัพยากรธรรมชาติเสียหายในขั้นวิกฤติ

การผูกทุ่นจึงกลายมาเป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วยลดปัญหาดังกล่าว  ซึ่ง “นายเอกทัศน์ นาวีว่อง”  หนึ่งในสมาชิกเล่าให้ฟังว่าได้นำแนวคิดการผูกทุ่นลักษณะนี้มาจากมาเลเซีย  จากปกติเมื่อเรือจอดจำเป็นต้องทิ้งสมอลงไปใต้ท้องทะเล  แต่เมื่อมีทุ่นก็สามารถนำเชือกบนเรือมาคล้องที่ทุ่นเพื่อจอดเรือได้เลย  ซึ่งจะยึดเรือให้สามารถจอดได้โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งสมอลงไปอีก

เมื่อเริ่มเห็นผลหน่วยงานรัฐอย่างกรมอุทยานแห่งชาติ  สัตว์ป่า  และพันธุ์พืช  จึงเข้ามามีส่วนร่วมกับชาวบ้านด้วยการสนับสนุนงบประมาณ  7 ล้านบาท  และผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการมาร่วมกันวางแผนผูกทุ่น   ซึ่งจะลงมือทำจริงก่อนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

แต่ถึงอย่างไรต้องยอมรับว่าจำนวนเรือยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  ซึ่งบางลำยังคงทิ้งสมอเรืออยู่  บ้างขับเร็วเกินกว่ากำหนด  หรือขับโดยไม่ระวังจนทำลายทุ่นที่ผูกไว้  “นายจารีต ณ ตะกั่วทุ่ง”  ประธานชมรมธุรกิจท่องเที่ยวเกาะพีพี  จึงเข้ายื่นหนังสือต่อหัวหน้าอุทยานแห่งชาตินพรัตน์ธารา – พีพี  เพื่อขอให้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจตราเรือที่ยังคงกระทำผิด  และเสนอให้มีการอบรมพนักงงานขับเรือและผู้ช่วยเพื่อให้รู้วิธีการจอดเรือที่ถูกต้อง

การลงทุนลงแรงด้วยตนเองมานับ 10 ปี  แต่ผลที่เห็นด้วยตาคือทรัพยากรธรรมชาติเริ่มฟื้นตัว  ปะการังที่เป็นเหมือนบ้านของสัตว์น้ำน้อยใหญ่ได้มีโอกาสได้เจริญเติบโต  ก็ถือว่าสิ่งที่พวกเขาได้ทำคุ้มค่า ซึ่งภายหลังเมื่อมีการช่วยเหลือจากภาครัฐก็ยิ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้มีพลังที่จะสานต่องานอนุรักษ์นี้ต่อไป

ขวัญชนก  เดชเสน่ห์  สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม รายงาน