เวทีประชาสังคมเผย จ.สุราษฎร์ฯ นายทุนครองที่ สปก.อื้อ ชาวบ้านเตรียมโดนไล่

เวทีถกโฉนดชุมชนใต้ เผยข้อมูลที่ดินสุราษฎร์ฯพบนายทุน 10 ตระกูลครองที่ สปก.อื้อ ชาวบ้านแฉ สปก.เตรียมขับไล่ชาวบ้านออกนอกพื้นที่ ขณะที่อดีตกก.สิทธิฯระบุ รัฐจัดสรรและปฏิรูปที่ดินล้มเหลวเอื้อเฉพาะนายทุน ด้านเกษตรกรใต้เปิดอนุสรณ์รำลึก 4 ศพเซ่นการต่อสู้สิทธิที่ดินทำกิน

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2558 ที่ชุมชนคลองไทรพัฒนา ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ได้จัดพิธีเปิดอนุสรณ์สถานนักต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน เพื่อรำลึกถึงการเสียชีวิตของเกษตรที่ร่วมต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิในที่ดินทำกินเป็นของตนเอง พร้อมทั้งจัดเวทีสาธารณะเพื่อร่วมกันถกปัญหาและหาทางออกต่อทิศทางการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิทำกินในรูปแบบโฉนดชุมชนของประชาชนในพื้นที่

“สุรพล สงฆ์รัก” กรรมการบริหารสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ เปิดเผยว่า อนุสรณ์สถานนี้จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงเกษตรกรที่เสียชีวิตจากการถูกลอบสังหารจำนวน 4 คน ได้แก่ “สมพร พัฒภูมิ” เสียชีวิตเมื่อปี 2553 จากการถูกลอบยิงภายในหมู่บ้าน “ปราณี บุญรักษ์” และ “มณฑา ชูแก้ว” เสียชีวิตเมื่อปี 2555  โดยการถูกลอบยิงที่บริเวณสวนปาล์มในพื้นที่พิพาท และ “ใช่ บุญทองเล็ก” เสียชีวิตในปีนี้ ด้วยการถูกลอบยิงในพื้นที่หมู่บ้านเช่นเดียว ซึ่งนอกจากการรำลึกถึงผู้เสียชีวิตทั้ง 4 คนแล้ว รูปแบบของอนุสรณ์สถานยังมีความหมายถึงการต่อสู้ของเกษตรกรที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย

ซึ่งภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีเปิดอนุสรณ์สถานแล้ว ได้มีการจัดเวทีสาธารณะเพื่อร่วมถกปัญหาและหาทางออกต่อทิศทางการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิทำกินในรูปแบบโฉนดชุมชนของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ โดยมีตัวแทนจากเครือข่ายภาคประชาสังคม  ภาครัฐ และภาคเอกชน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการจัดการสิทธิที่ดินทำกินของเกษตรกรเข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ด้วย

“ประทีป ระฆังทอง” ตัวแทนชาวบ้านชุมชนคลองไทร เล่าว่า ชาวบ้านได้เริ่มเข้ามาอาศัยในพื้นที่นี้เมื่อปี 2551 จำนวน 69 ครัวเรือน และได้จัดสรรพื้นที่เพื่อการเกษตรกรรมที่ยั่งยืน โดยได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลงเกษตรกรรม แปลงปลูกธัญพืชและพืชหมุนเวียนตามแบบแนวทางเกษตรอินทรีย์ พื้นที่สาธารณะประโยชน์ พื้นที่ปลูกป่า พื้นที่ทำปศุสัตว์ พื้นที่สร้างที่อยู่อาศัย นอกจากนี้แล้วยังได้รับการผ่อนผันจากคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ให้ทำกินในที่ดินดังกล่าว

อย่างไรก็ตามยังมีบริษัทเอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวด้วย ซึ่งบริษัทเอกชนได้บุกรุกพื้นที่ในเขตป่าไม้โดยไม่ได้ขอสัมปทานจำนวน 1,952 ไร่ ต่อมาในปี 2537 ได้มีการประกาศให้พื้นที่บุกรุกดังกล่าวเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หลังจากนั้นปี 2546 ได้มีการชุมนุมโดยเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจนภาคใต้และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพื้นที่นี้ ทำให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (สปก.) ได้เป็นโจทย์ยื่นฟ้องบริษัทเอกชนให้ออกนอกพื้นที่ที่ได้บุกรุก จนปัจจุบันชนะคดีและคดีถึงที่สุดแล้ว

แต่ทาง สปก.กลับไม่มีการบังคับให้เอกชนออกนอกพื้นที่ รวมทั้งยังไม่มีการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกร แต่กลับมีคำสั่งในวันที่ 6 ก.ค. 2558 ให้บริษัทเอกชน บริวาร และชาวบ้านคลองไทรพัฒนาออกนอกพื้นที่โดยให้เหตุผลว่าชาวบ้านเป็นผู้บุกรุกที่ดินของสปก. ซึ่งจากคำสั่งศาล คำว่า “บริวาร” ไม่ได้หมายถึง ชุมชนคลองไทร เพราะชาวชุมชนอยู่ที่นี่ในฐานะเกษตรกร ที่ต้องการที่ดินทำกินเพื่อความมั่นคงทางด้านอาหาร ไม่ใช่ถือครองที่ดินเพื่อนำไปเป็นสินค้า และมีการจัดสรรที่ดินทำกินที่เป็นระบบที่ใช้ประโยชน์ในรูปแบบโฉนดชุมชน ไม่ใช่การเป็นเจ้าของแบบปัจเจก และเชื่อว่าจะเป็นต้นแบบในการจัดการที่ดินให้หลายพื้นที่ได้ ตนจึงอยากวิงวอนให้ สปก.ยกเลิกคำสั่งขับไล่ชาวบ้านออกนอกพื้นที่และเร่งจัดสรรที่ดินทำกินให้กับชาวบ้านเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องการจัดสรรในที่ดินทำกินและสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับชาวบ้านอย่างแท้จริง

“บุญ แซ่จุง” เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง กล่าวว่า ตนได้ติดตามการต่อสู้ของชาวบ้านคลองไทรพัฒนามาโดยตลอด เมื่อมี่คำสั่งศาลออกมาก็ดีใจแทนชาวบ้านที่จะได้รับรองสิทธิในที่ดินทำกิน ซึ่งมีการรับรองในมติคณะรัฐมนตรี และมีการประกาศใช้ออกมาชัดเจนว่าชาวบ้านสามารถอยู่ในพื้นที่ได้ แต่เหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้นเพราะ สปก.กลับนิ่งเฉย ซ้ำร้ายยังมีคำสั่งขับไล่ชาวบ้านให้ออกจากพื้นที่ แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของ สปก.ต่อการแก้ปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้าน

นอกจากนี้จากการลงพื้นที่เก็บมูลพบว่า ใน จ.สุราษฏร์ธานี มีนายทุนถือครองที่ดินอยู่ 10 บริษัท ใน 10 ตำบล โดยมีการครอบครองที่ดินเป็นแสนไร่ และในจำนวนนี้มีที่ดินที่เป็นของ สปก.อยู่ด้วย ในทางกลับกันชาวบ้านต้องใช้เลือดเนื้อและชีวิตในการต่อสู้เพื่อที่ดินเพียงไม่กี่สิบไร่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรพิจารณาการปฏิบัติหน้าที่ของตน และควรปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินตามแนวทางโฉนดชุมชน ซึ่งในมาตรา 30 ของ พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ได้ให้อำนาจ สปก.ในการจัดสรรที่ดินให้กับสถาบันเกษตรกรได้ ซึ่งมีนัยยะเหมือนกับเรื่องโฉนดชุมชนที่มติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยแนวทางการบริหารจัดการที่ดินตามแนวทางโฉนดชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับชาวบ้านได้

ในขณะที่ “สถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ” ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน กล่าวว่า กรณีที่ สปก.มีการออกประกาศให้ชาวบ้านชุมชนคลองไทรออกจากพื้นที่ ถือเป็นมุมมองที่ไม่มีการเข้าใจในระบบการบริหารทรัพยากรที่ดิน คือเมื่อที่ดินเป็นของรัฐ ต้องรู้จักการแบ่งปันให้กับผู้ด้อยโอกาส ไม่ใช่การมองภาพไปในลักษณะของการเก็งกำไร เสมือนกับเป็นการเปิดโอกาสให้นายทุน มาแสวงหาผลประโยชน์ ที่มีการทำกันอย่างแพร่หลายเหมือนเช่นที่ผ่านมา

“สปก.ต้องปรับเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ จากเดิมทีมองในเรื่องที่ดินเป็นเรื่องของการเก็งกำไร ต้องมามองเป็นการแบ่งปันโดยมองประชาชนที่ด้อยโอกาสเป็นพวกของตัวเอง ซึ่งในส่วนของภาคประชาชนทราบมาว่ามีการจัดการที่ดีโดยอยู่ในรูปแบบของสหกรณ์ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกันแบ่งสรรอย่างเท่าเทียม ซึ่งในส่วนของ สปก.เองก็มีหน้าที่เพียงควบคุมดูแล หรือคัดเลือกคุณสมบัติแก่ผู้ที่เหมาะสมที่จะมาถือครองที่ดิน การคำนึงถึงข้อกฎหมายเป็นหลักไม่มีการยืดหยุ่นเหมือนเช่นที่ผ่านมาก็จะเป็นการปิดโอกาสแก่คนที่ไม่มีที่ดินทำกิน และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” นายสถิตพงษ์กล่าว

ด้าน “สุนี ไชยรส” อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าภาครัฐในทุกยุคทุกสมัยมีความล้มเหลวเรื่องการจัดการที่ดิน โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาที่ดินของเกษตรกร ก็ไม่สามารถจัดการปัญหาที่ดินให้กับชาวบ้านได้อย่างแท้จริง ต้องเข้าใจว่าชาวบ้านไม่ได้บุกรุกที่ดินของภาคเอกชนและไม่ได้บุกรุกที่รัฐ เจตนารมณ์หลักในการทำงานของ สปก.คือการจัดหาที่ดินทำกินให้กับคนที่ด้อยโอกาส ดังนั้น สปก.เองควรส่งเสริมสิทธิของชาวบ้านไม่ใช่ไปไล่ที่ให้ชาวบ้านออกไปเหมือนที่สปก.กำลังทำอยู่

ในกรณีของชุมชนคลองไทรพัฒนา สปก.สามารถใช้อำนาจของตนเองในการแก้ปัญหาได้เลย เพราะชุมชนมีความพร้อมในหลายด้าน ทั้งในเรื่องของการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งภายในชุมชน การบริหารจัดการที่ดินในชุมชน การกำหนดกฏระเบียบในการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมโดยไม่มีโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปให้ใคร ซึ่งจะเป็นการดีต่อการทำงานของ สปก.ที่จะไม่กระทบต่อการทำงานของหน่วยงานอื่น

“สปก.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐ มักจะใช่คำกล่าวอ้างที่ว่า ที่ดินไม่เพียงพอต่อการจัดสรรให้กับประชาชน แต่ในความเป็นจริง สปก.มีที่ดินอยู่ในมือจำนวนมาก แต่ที่ดินเหล่านั้นไม่ได้รับการจัดสรรลงมาสู่ชาวบ้าน กลับถูกให้นายทุนเช่า ซึ่งชาวบ้านต้องเรียกร้องและต่อสู้ด้วยตนเอง จนเสียเลือดเสียเนื้อกว่าจะได้ที่ดินมาทำกิน ดังนั้นหน่วยงานรัฐควรที่จะมีแนวคิดในการปฏิรูปที่ดิน ที่สามารถเป็นประโยชน์ให้กับชาวบ้านที่ไม่เป็นประโยชน์กับนายทุนเหมือนเช่นปัจจุบัน” นางสุนีกล่าว

ในส่วนของ “อภิชัย เชียรศิริกุล” ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสุราษฏร์ธานี กล่าวว่า การบริหารจัดการที่ดินของชาวบ้านชุมชนคลองไทร เข้าข่ายแนวนโยบายการจัดสรรที่ดินของ คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี (คทช.) ซึ่งมีหลักเกณฑ์การพิจารณาอยู่ 3 ข้อ คือ 1.ต้องมีการจัดที่ดินให้กับชาวบ้านที่ยากไร้ และไม่มีที่ดินทำกิน 2.ต้องทำให้ที่ดินที่จัดสรรเป็นกรรมสิทธิ์รวม และ 3.พัฒนาระบบสาธารณูประโภคในที่ดิน ถ้าเข้าข่ายเราก็จะจัดสรรให้ได้ จึงอยากให้ชุมชนไปยื่นเรื่องที่ผู้ว่าราชการจังหวัดให้มีการจัดสรรที่ดิน แล้วผู้ว่าราชการจังหวัดจะพิจารณายื่นเรื่องให้ สปก.กลางพิจารณา เพื่อประกาศให้ชาวบ้านมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินต่อไป