หนุนปฏิรูปกฎหมายแร่ต้องมีธรรมาภิบาล

เวทีประชาสังคมเผยปฏิรูปกฎหมายแร่ต้องมีธรรมาภิบาล ระบุที่ผ่านมารัฐได้ไม่คุ้มเสีย ผลประโยชน์ตกอยู่ในมือต่างชาติ ด้านนโยบายขยายพื้นที่สัมปทานต้นตอชุมชนรอบเหมืองล่มสลาย แหล่งอาหารของประเทศถูกทำลาย

เช้าวันนี้ (28  ก.ย.) ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.) จัดเวที “จับตาร่างกฎหมายแร่ การอนุญาตให้สำรวจและสัมปทานแร่ ภายใต้ภาวะอำนาจพิเศษ” โดยนักวิชาการและภาคประชาสังคม ณ ห้องอิศรา อมันตกุล ชั้น 3  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  เพื่ออภิปรายนโยบายสำรวจและสัมปทานเหมืองแร่ทองคำ  การทำเหมืองแร่ทองคำ รวมทั้งร่างพระราชบัญญัติแร่ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่กำลังเดินหน้าอยู่ ณ ขณะนี้

“สุรพล ดวงแข” รองประธานมูลนิธิเพื่อนช้าง กล่าวว่า ทุกวันนี้เราสามารถเปิดดูรายงานพิกัดการทำงานของหน่วยงานต่างๆ อาทิ รายงานการดำเนินการด้านเกี่ยวกับคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางเว็บไซต์ของศูนย์ทรัพยากรธรรมชาติ ว่าที่ผ่านมาปัญหาต่างๆในเรื่องของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพได้เคยถูกแก้ไขหรือไม่ ยกตัวอย่างกรณีใหญ่ๆอย่างนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตั้งแต่ปี 2526 ซึ่งเคยตั้งเป้าว่าจะทำให้ประเทศชาติโชติช่วงชัชวาล จากการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่หลังจากนั้นมากว่า 30 ปี กลับมีแต่ความทุกข์และความแตกแยก จนกระทั่งเมื่อปี 2552 มีการฟ้องศาลปกครองและมีคำสั่งให้แก้ไข แต่เมื่อค้นดูพบว่างบลงทุนแก้ไขที่ถูกใช้มาตั้งแต่ปี 2552-2555 จำนวนกว่า 6 พันล้านบาท แต่คนในพื้นที่แม้แต่หน่วยงานราชการกลับไม่สามารถตอบได้ว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง คนที่อยู่ในพื้นที่ก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรดีขึ้น

นอกจากนี้ในหลายเรื่องที่เกิดขึ้นก็ไม่สอดคล้องกับหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนและการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังที่ระบุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดในปีนี้ คือการพัฒนาจะต้องมีทางเลือก และต้องให้ประชาชนมีชีวิตที่อยู่ดีกินดี และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม 2555-2559 ซึ่งเป็นแผนต้นแบบที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดทำ แล้วถูกเห็นชอบให้นำมาประกอบการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯฉบับดังกล่าว ซึ่งได้ระบุในหลายเรื่อง ยกตัวอย่างหลักการสากลอย่างเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาประเทศ การบริหารจัดการเชิงระบบนิเวศน์ที่ให้คำนึงถึงสภาพแวดล้อมธรรมชาติ หรือเรื่องของการป้องกันล่วงหน้า เมื่อเกิดเหตุสามารถหยุดได้ไม่ต้องรอให้ประชาชนมาฟ้องร้อง หลักการเหล่านี้ผู้ที่มีอำนาจอนุมัติโครงการไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.), กระทรวงอุตสาหกรรม หรือแม้แต่กระทรวงอื่นๆ เคยพิจารณาหรือไม่

และหากพูดถึงเหมืองแร่ ปัญหาหนึ่งที่สำคัญคือการไม่ปฏิบัติตามที่กำหนดในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งตัวมาตรการในรายงานเองก็ถูกเขียนไว้อย่างง่ายๆและล่องลอย ยกตัวอย่างเช่น การระเบิดหินเพื่อทำเหมืองไม่ต้องคำนึงถึงสัตว์ป่า เนื่องจากเมื่อระเบิดแล้วสัตว์ก็จะหนีไปเอง ซึ่งนับได้ว่าเขียนโดยไม่ใช้หลักการใดๆ รวมถึงมาตรการที่ขาดรายละเอียดสิ่งที่ต้องตรวจสอบ ในการปฏิบัติจริงก็ไม่มีการบังคับควบคุม

ด้าน “ศศิน เฉลิมลาภ” ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร  เห็นว่าสิ่งที่ควรกังวลไม่ได้อยู่ที่ พ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ เพราะแม้อนุญาตให้สำรวจแหล่งแร่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ  ได้  แต่ในทางทฤษฎีเพียงแค่การขุดสำรวจไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย  ทั้งนี้กฎหมายยังกำหนดให้อธิบดีสามารถสั่งห้ามได้ถ้าเห็นว่าการขอขุดสำรวจจะก่อให้เกิดผลกระทบ  หรืออีกข้อกำหนดที่หลายฝ่ายกังวลคืออนุญาตให้รัฐมนตรีสามารถยื่นขอประทานบัตรได้  ก็ต้องเป็นพื้นที่ที่ก่อประโยชน์หรือสำคัญในระดับชาติเท่านั้น

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือในปัจจุบันพื้นที่แร่ส่วนใหญ่ที่ขออาชญาบัตร  โดยเฉพาะเหมืองแร่ทองคำอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งพบว่าไม่มีแหล่งแร่ที่สมบูรณ์หลงเหลืออยู่แล้ว และหลายพื้นที่คือที่อยู่อาศัยและแหล่งทำกินของชาวบ้าน แต่ด้วยวิธีการขุดที่ต้องระเบิดพื้นที่เป็นจำนวนมากถึงจะได้จำนวนแร่ที่คุ้มค่า ซึ่งหากกระบวนทำเหมืองเกิดข้อผิดพลาด จะกลายเป็นผลกระทบต่อประชาชนในหมู่บ้านใกล้เคียง และทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ แหล่งต้นน้ำ และพื้นที่การเกษตร

ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรยังกล่าวต่อว่า ปัญหายังอยู่ที่ขั้นตอนการทำประชาคมที่ถามความเห็นขององค์กรบริหารส่วนตำบลทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงทำให้เสียงออกมาเห็นด้วย จนทำให้เสียงของชาวบ้านในส่วนที่ได้รับผลกระทบจริงและไม่เห็นด้วยถูกมองข้ามไป ทั้งนี้ยังพบว่าขั้นตอนการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐยังคงบกพร่อง โดยพบว่าบางจังหวัดที่อนุญาตให้ประกอบการเหมืองแร่ยังมีจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ

“ศยามล ไกยูรวงศ์” รองเลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวว่า คปก.เองมีหลักการที่จะต้องสนับสนุนการทำกฎหมายให้กับภาคประชาชน ซึ่งการปฏิรูปกฎหมายต้องมีหลักการที่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยดูข้อมูลจากทั้งราชการและความคิดเห็นจากภาคประชาสังคม จึงเป็นที่มาของร่างการพัฒนากฎหมายแร่ ที่จะต้องพัฒนาสังคมไทยให้เป็นประชาธิปไตยในทุกเรื่อง ที่รวมไปถึงธรรมาภิบาลในการออกใบอนุญาตประทานบัตร เพราะกระบวนการพัฒนากฎหมายไม่ควรเกิดขึ้นจากส่วนราชการเพียงฝ่ายเดียว

อย่างร่างกฎหมายแร่นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2510 ในสมัยที่ประเทศชาติยังต้องการใช้ทรัพยากรจากเหมืองแร่ ดังนั้นเมื่อมีการทำเหมืองหมดไปหลายแห่งแล้ว ก็จะมีแหล่งแร่ที่ยังหลงเหลืออยู่ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของทุกคนเพราะฉะนั้นการให้ทำประโยชน์จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการแก้ไขกฎหมายไปแล้ว 3 ครั้ง ก็ยังไม่มีหลักการเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนเนื่องจากได้บังคับใช้มานานแล้ว ซึ่งตามหลักการทรัพยากรแร่เป็นของส่วนร่วมที่รัฐจะต้องเข้าไปควบคุม เมื่อผู้ประกอบการทำพื้นที่เหมืองแล้วจะต้องฟื้นฟูให้กลับมาดีดังสภาพธรรมชาติ เพราะโดยสภาพการทำเหมืองแร่ไม่ว่าอย่างไรก็มีผลกระทบ จึงต้องมีหลักเกณฑ์ที่เรียกว่าการฟื้นฟูและปิดเหมืองให้ดีและมีประสิทธิภาพ แต่ข้อมูลเหล่านี้คนในพื้นที่จะไม่มีโอกาสรู้ เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐบาลไม่จัดการแก้ปัญหาได้ทันท่วงที นี่จึงเป็นข้อจำกัดของกฎหมายและนโยบายที่ละเลยเรื่องเหล่านี้

เราจึงพิจารณาหลายอย่างประกอบกันว่าถ้าจะพัฒนากฎหมายแร่ ต้องนำหลักสิทธิมนุษยชนและหลักธรรมาภิบาล ที่ทุกคนต้องได้รับความเป็นธรรม และผลประโยชน์จากทรัพยากรก็เป็นของทุกคน เมื่อผู้ประกอบการลงทุนแล้วก็ต้องมีความรับผิดชอบ และทุกคนต้องรับรู้ข้อมูลเท่ากัน ไม่ว่าคนในพื้นที่ ในแง่ของต้นทุนทางทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในระดับนโยบาย ที่สำคัญรัฐบาลต้องจัดทำแผนนโยบายแร่แห่งชาติ และมีคณะกรรมการนโยบายแร่ที่จะต้องประเมินทั้งต้นทุนสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่รัฐจะต้องจ่ายไป ในการเยียวยาผลกระทบแบ่งเป็นในแต่ละระดับ เพื่อให้ทุกภาคส่วนและกลไกเปิดทั้งหมด

อีกหนึ่งความกังวลคือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับแหล่งอาหารของคนทั้งประเทศ  โดย “สมนึก จงมีวศิน” ที่ปรึกษาเครือข่ายเพื่อนตะวันออกสะท้อนว่า  ภาคตะวันออกเคยอนุญาตให้ทำเหมืองมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5  จนตอนนี้แหล่งแร่หมดไปแล้ว  และต่อมาในหลายสมัยก็มีโครงการพัฒนาอื่น ๆ ตามมา  ทั้งนิคมอุตสาหกรรม  ท่าเรือน้ำลึก  หรือตัดถนนสายอุตสาหกรรม 304  สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ทำให้พื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรกรรมลดลงต่อเนื่อง

ซึ่งจากสภาพพื้นที่ของภาคตะวันออกที่เป็นรอยต่อผืนป่ากินพื้นที่ 5 จังหวัด และเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำบางประกง จึงกลายเป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่ อาทิ มะม่วง หรือเห็ดฟางที่ส่งขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ แหล่งกุ้งกุลาดำ 30 % และปลาน้ำจืดกว่า 50% ของประเทศไทยมาจากแม่น้ำสายนี้ หรือแม้กระทั่งรายได้ 8 หมื่นล้านบาทต่อปีของ จ.จันทบุรี ก็มาจากภาคการเกษตร  ทำให้การกลับมาอีกครั้งของโครการเหมืองแร่ทองคำ จึงนำมาสู่ความกังวลต่อพื้นที่อาหารเหล่านี้ เพราะถ้าการทำเหมืองผิดพลาดจะส่งผลให้พื้นที่เกษตรซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญของไทยต้องปนเปื้อนสารพิษ

“หาญณรงค์ เยาวเลิศ” ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทลงทุนด้านกิจการเหมืองทองคำนั้น เสียภาษีที่ไม่ยุติธรรม จ่ายภาษีไม่คุ้มกับสภาพพื้นที่ที่ทำเหมือง เนื่องจากได้รับสิทธิพิเศษจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ อย่างกรณีบริษัทอัครา รีสอร์ทเซส นั้นประมาณ 10 กว่าปีที่แล้วขออาชญาบัตรนับล้านไร่ มีการงดจ่ายภาษีนำเข้าสารไซยาไนด์นานมาราว 5 ปี แร่ที่ขนออกไปยังฮ่องกง ออสเตรเลียสร้างรายได้ประมาณ 7,000 ล้านบาท เสียภาษีแค่ 200 ล้านบาท ดังนั้นข้อท้วงติงเดียวที่ตนมีคือ หากประเทศไทยปรับเพดานภาษีไม่ดีพอ ไม่เต็มที่ก็เท่ากับว่าเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาทำกำไรจากธุรกิจแร่ทองคำอย่างมหาศาล แล้วรับผิดชอบชีวิตประชาชนไม่ได้ ก็ควรปิดเหมืองไปทันทีและระงับการให้อาชญาบัตรด้วย

ผลกระทบต่อพื้นที่อาหารยังเกิดขึ้นในอีกหลายพื้นที่  ตัวแทนชาวบ้านจาก อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก “อนันต์  วิลัยฤทธิ์” ยังกังวลว่าการขยายตัวขอพื้นที่สัมปทานเหมืองแร่ทองคำที่ขยายตัวมาจาก ต. เขาเจ็ดลูก อ. ทับคล้อ จ. พิจิตร  จะส่งผลกระทบต่อแหล่งปลูกมะม่วงส่งออก ซึ่งพบว่าทำรายได้มากกว่า 5 พันล้านบาทต่อปีให้กับคนทั้งอำเภอ  ไม่นับข้าวและข้าวโพดซึ่งเป็นอีกผลผลิตสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบ

“เราไม่อยากให้ขยาย เรารับไม่ได้ เราเคยเห็นตัวอย่างมาแล้วว่าชุมชนต้องล่มสลาย พี่น้องล้มตาย พืชผักอาหารกินไม่ได้ เราพยามต่อสู้ทุกวิธีทาง เราไปทุกที่ที่คิดว่าจะช่วยเราได้ เราขอยืนหยัดว่าเราไม่เอาเหมือง เราคัดค้านนโยบายนี้”

นอกจากมุมมองจากนักวิชาการและภาคประชาสังคมแล้ว ยังมีเวทีสานเสวนาชุมชน “สะท้อนความจริง: นโยบายขยายเหมืองทอง ชุมชนขอกำหนดอนาคตเอง” โดยมีตัวแทนประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสัมปทานเหมืองแร่ทองคำทั้ง 12 จังหวัดมาร่วมเวที