โครงการ ‘ปลูกป่า’ รุมทึ้งเมืองน่าน ประโคม ‘สร้างวัตถุ’ แต่ ‘ไม่สร้างคน’

โครงการ ‘ปลูกป่า’ รุมทึ้งเมืองน่าน ประโคม ‘สร้างวัตถุ’ แต่ ‘ไม่สร้างคน’

เมื่อเอ่ยถึงปัญหาเขาหัวโล้น เชื่อได้ว่า “น่าน” ย่อมเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ถูกสายตาจับจ้อง หรือตีตราว่าเป็นผู้สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กินเวลามายาวนาน ตั้งแต่การทำลายป่าไปจนถึงหมอกควัน โดยทั้งหมดมีเกษตรกรตกเป็นจำเลย

โจทย์ดังกล่าวกลายเป็นความท้าทายให้โครงการพัฒนาต่างๆ พุ่งเป้าเข้ามายังพื้นที่ตอนเหนือของประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลอดช่วงปีที่ผ่านมา มีการผุดโครงการอันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความสนใจที่ล้นหลาม หรือที่ทุ่มงบประมาณมหาศาลหลักพันล้าน เพื่อหวังคืนพื้นที่สีเขียวให้กับจังหวัดแสนเนิบนาบแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม มุมมองจากสายตานักอนุรักษ์เจ้าของพื้นที่อย่าง พระครูสุจิณนันทกิจ หรือ พระสมคิด จรณธมฺโม เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ ต.ดู่พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน หนึ่งในพระนักพัฒนาผู้คร่ำหวอดในพื้นที่ ตลอดช่วงชีวิตวัย 55 ปี และเห็นแนวทางการแก้ปัญหามานักต่อนักจากหลากองค์กรหลายโครงการ กลับมีความคิดที่ต่างออกไป กล่าวคือ รู้สึกไม่เห็นด้วยกับโครงการปลูกป่าที่เข้ามา

—– “ปลูก” ไม่สำคัญเท่า “ปล่อย” และ “ปาก” —–

พระอาจารย์ กล่าวว่า จ.น่าน มีโครงการปลูกป่าเข้ามาในแต่ละปี ตั้งเป้ารวมแล้วเป็นแสนเป็นล้านต้น แต่ไม่เคยมีข้อมูลว่าต้นไม้ที่ปลูกไปแล้วเติบโตขึ้นมาได้จำนวนเท่าใด กลายเป็นการปลูกที่วนเวียนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“เรื่องของป่าไม้ ถ้าเราเข้าใจเราไม่ต้องไปปลูกมัน การเพิ่มพื้นที่ป่าเราแค่ปล่อยป่าให้มันขึ้น ตรงไหนถ้าไม่ขึ้นก็ค่อยเข้าไปปลูก” พระสมคิด อธิบายในหลักการ

“โครงการปลูกป่าเป็นเพียงเงื่อนไขที่ทำให้เราได้เห็นพลังของคน เป็นสัญญาว่าเรามาพร้อมกันแล้ว เราต้องมาดูแลปกป้องรักษาป่านะ เป็นเรื่องอุบายมากกว่าการทำได้จริง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องปาก ป่าจะอยู่ได้ก็ต้องสร้างเรื่องปากท้องของพี่น้องชาวบ้าน เมื่อท้องอิ่มเขาย่อมปกป้องสิ่งที่ดีเอง”

พระนักอนุรักษ์แห่ง อ.สันติสุข วิพากษ์ว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐให้ความสำคัญกับ “ปลูก” อย่างเดียว ละเลย “ปล่อย” และ “ปาก” ขณะที่บางมูลนิธิดำเนินโครงการโดยมองข้ามองค์ความรู้และภูมิปัญญาของพื้นที่ มีหลักการดีแต่เมื่อโครงการปฏิบัติกลับนำเงินมาสร้างวัตถุมากกว่าการสร้างคน นำนักวิชาการ งานวิจัย สารเคมี ตลอดจนพืชพันธุ์ใหม่ๆ จากภายนอกเข้ามา

“ความตั้งใจของอาตมา คือ อยากให้โครงการเข้ามาปลูกฝังชาวบ้านให้หันมาพึ่งพาตนเอง สามารถพัฒนาบนฐานคิดของตัวเอง เอาชาวบ้านเข้ามาคุยกันก่อน ร่วมกันถอดบทเรียนต่างๆ ให้เขาได้ร่วมขยับและสร้างกลุ่มของเขา แต่กลับกลายเป็นว่าจนป่านนี้ยังต้องเอากล้าผักมาแจกชาวบ้านให้ไปปลูก แล้วเมื่อไรชาวบ้านจะหลุดจากความโง่สักที”

พระสมคิด เท้าความกลับไปในช่วงยุคหลังปี 2545 ซึ่งเป็นช่วงที่วิถีการทำเกษตรบนฐานทุนมีความรุนแรง ด้วยปัจจัยของเทคโนโลยี อำนาจรัฐ และอำนาจทุน ที่ผนวกกัน กระแสดังกล่าวจึงเข้ามากระแทกและเปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นเขาหัวโล้น

แต่เมื่อผ่านไปอีกสิบปี ในหลังปี 2555 เป็นต้นมา ผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงจนกลายเป็นกระแสของความตื่นตัว คือจุดที่ทำให้พระอาจารย์ท่านนี้มองเห็นถึงทิศทางที่ดี ที่ผู้คนตื่นขึ้นและเป็นโอกาสของการใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการทางความคิด

—– เปลี่ยนเกษตรจากฐาน “ทุน” เป็นฐาน “ธรรม” —–

“เมื่อก่อนคนทำเกษตรบนฐานทุน ยังไงมันก็มีปัญหา ใช้ทุนเป็นฐาน งานเป็นเงิน บุญเป็นส่วนเกินของชีวิต จะทำอะไรก็ตามคุณมีทุนไหม ถ้าไม่มีแล้วจะเอาอะไรมาให้ คนไม่เข้าใจเรื่องวิถีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จะทำงานได้สักอย่างต้องถามว่ามีค่าจ้างไหม จ้างเท่าไร ถ้าอย่างนั้นเราต้องเปลี่ยนมาเป็นเกษตรบนฐานธรรม ใช้ธรรมเป็นฐาน งานเป็นทุน บุญเป็นเป้าหมาย”

พระอาจารย์ขยายความเพิ่มว่า ธรรมเป็นฐาน คือการที่คนมีความเข้าใจในธรรมชาติ เข้าใจในเรื่องของธรรมะที่เป็นคำสั่งสอน ธรรมที่เป็นองค์ความรู้และภูมิปัญญาเชื่อมโยงกับวิถีของตน งานเป็นทุน คือการใช้แรงมาทำอะไรร่วมกันเป็นกลุ่ม ช่วยเหลือเกื้อกูล ร่วมมือกันสร้างพลัง ส่วนบุญเป็นเป้าหมาย คือเมื่ออยู่ในกรอบของธรรมชาติ ไม่มีการใช้สารพิษสารเคมี ธรรมชาติต่างๆ ย่อมดีขึ้น และสิ่งที่ดีตามมาคือสุขภาพ

“บุญในที่นี้จึงเป็นการเสียสละ การแบ่งปัน การได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี หรือเรียกว่าบุญที่จับต้องได้ มิใช่เพียงบุญสวรรค์ชั้นฟ้า”

ในแง่ของการสร้างคน พระรูปนี้ยกตัวอย่างว่า เมื่อชาวบ้านมักมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทำผิดกฎหมายป่าไม้ ก็ควรสร้างสถาบันหรือที่ปรึกษาทางกฎหมายเพื่อร่วมพูดคุยหรืออบรมให้ความรู้แก่ชาวบ้าน ทว่าการอบรมที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง กลับมีแต่การร้องรำทำเพลงที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

ขณะที่ในแง่ของปากท้อง คือการพัฒนาการเกษตรบนวิถีของชาวบ้าน หรือที่จะใช้คำว่า “เกษตรเชิงประณีต” ซึ่งหมายถึงการทำเกษตรบนฐานคิด ปลูกสิ่งใดก็ตามจะต้องจัดการได้

“ถ้ามีแนวคิดว่ายิ่งปลูกมากยิ่งได้มาก หากต้องการรายได้มากขึ้นก็เพิ่มพื้นที่ปลูกไปเรื่อยๆ แต่ก็ลืมมองดูฐานตัวเองว่าต้องเพิ่มต้นทุนอะไรบ้าง ตลาดคงที่ไหม แต่เกษตรเชิงประณีตบอกว่าถ้าอยากได้มากขึ้น คุณก็ลองใช้วิธีคิดใส่ลงไป เช่น ถ้าเราต้องการรายได้วันละ 300 บาท บนเนื้อที่ขนาด 1 ไร่ จะทำอย่างไร…”

“…ลองสำรวจข้อมูลดูว่าคุณกินอะไรบ้าง ทุกคนกินพริก แต่ถ้าคุณจะปลูกพริกทั้งหมด คุณก็มีปัญหาเรื่องโรคพริกหรือราคาพริกอีก สินค้าอาจล้นตลาดและคุณเองก็กินไม่หมด ถ้าอย่างนั้นคุณก็ลองปลูกพริกสัก 20 ต้น ทุกคนกินมะเขือ กินตำลึง กินผักบุ้ง เราก็ใส่ลงไป ถ้าเราปลูกสัก 30 ชนิด ขายชนิดละ 10 บาท ก็ได้ 300 บาท มันไม่ใช่เรื่องยากเลย”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกษตรกรส่วนใหญ่ที่นี่ปลูกพืชเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด ที่ต้องใช้พื้นที่ปลูกจำนวนมาก พระสมคิดมองว่า “ยิ่งทำยิ่งจน ยิ่งทำ
ยิ่งจม” จึงเป็นที่มาของสูตร 50-30-20 ที่พระอาจารย์ท่านนี้ใช้เป็นโมเดลของโครงการ “สวมหมวกให้ภูเขา สวมรองเท้าให้ตีนดอย” เพื่อแก้ไขปัญหาการทำลายป่าเพื่อการเกษตร

กล่าวคือ ในการจัดสรรพื้นที่การเกษตรทั้งหมด 50% ยังทำเหมือนเดิมได้ เนื่องจากการหักดิบเปลี่ยนทีเดียวนั้นยาก ขณะที่อีก 30% จะเปลี่ยนหรือไม่ก็ได้ แต่อย่างน้อยอีก 20% ให้มาปรับทำการเกษตรเชิงประณีต

ผลลัพธ์ที่ได้ เมื่อชาวบ้านทำแล้วปรากฏว่าสำเร็จ เพราะใช้พื้นที่น้อยแต่มีเวลาเอาใจใส่มาก พร้อมกับทำให้สามารถอยู่ได้และมีรายได้ด้วย ที่สำคัญคือสามารถปลดหนี้ให้กับชาวบ้านเกษตรกร ทำให้คนเหล่านี้เลิกปลูกข้าวโพดต่อไป

เมื่อยืนยันว่าเทคนิคเป็นเรื่องที่ไม่ยาก พระอาจารย์ท่านนี้จึงได้มีรูปธรรมแสดงให้เห็นอยู่ในรูปแบบของแปลงสาธิตที่มีอยู่หลายสิบแปลง หนึ่งในนั้นคือพื้นที่ที่อยู่ภายในวัดโป่งคำ ซึ่งมีขนาด 3 ไร่ มีสภาพเป็นผืนป่าที่สอดแทรกด้วยแปลงเกษตรหลายชนิด ควบคู่ไปกับการเลี้ยงสัตว์อย่างผสมผสาน

“แปลงนี้เมื่อก่อนโล้นหมดเลยแต่พระอาจารย์ก็อยากทดลองในพื้นที่ 3 ไร่นี้ ก่อนทดลองก็ให้เด็กๆไปเดินสำรวจเก็บข้อมูล พบว่ามีต้นไม้อยู่12 ชนิด และมีอยู่ไม่กี่ต้น แต่เมื่อให้เด็กๆ ไปเก็บข้อมูลอีกครั้ง พบว่ามีพันธุ์ต้นไม้ 363 ชนิด โดยที่เราไม่ได้ปลูกแค่ปล่อยมันขึ้นเอง เป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์มาก”

—– เปลี่ยนความคิด ในหลากหลายมิติ —–

ในอีกแง่มุมหนึ่ง หากมีการส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวของ จ.น่าน พระสมคิด มองว่า ประโยชน์ก็ยังคงไม่ตกอยู่กับชาวบ้าน แต่จะตกอยู่กับนายทุนนอกพื้นที่ที่หลั่งไหลเข้ามาผุดโรงแรม ที่พัก หรือรีสอร์ท ส่วนชาวบ้านจะกลายเป็นเพียงผู้รับจ้าง หรือลูกหลานที่ทำงานบริการ ดังนั้นหากจะทำเรื่องของการท่องเที่ยวจริง จะต้องมองมาที่การเชื่อมต่อกับชุมชน ส่งเสริมชาวบ้านให้ทำที่พักโฮมสเตย์ ทำแปลงเกษตรให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

“เรามีเครือข่ายป่าชุมชนน่านอยู่กว่า 300 ชุมชน ทำไมไม่ส่งเสริมให้เขาพัฒนาเป็นที่พัก ให้นักท่องเที่ยวได้มาดูว่าอยากไปพักแปลงไหน พักแล้วอยากออกไปเก็บผักปลอดสารพิษมาทำอาหารเอง แบบนี้มีไหม อยากกินไก่บ้านอบฟางอร่อยๆ อยากกินข้าวหลามน่านที่ทำด้วยมือตัวเอง อยากนั่งเกวียน อยากเดินชมป่าชมลำห้วย ชมแปลงเกษตรของชาวบ้าน อยากฟังดนตรีพื้นบ้านของที่นี่…”

“…ถ้าการท่องเที่ยวเป็นในมิตินี้ ชาวบ้านก็จะแข็งแรงขึ้น มีรายได้อยู่ในแปลงเขาแค่ไม่กี่ไร่ เขาไม่ไปทำหรอก ปลูกข้าวโพดเป็นร้อยไร่ ยิ่งทำยิ่งจน ยิ่งทำยิ่งจม เราจึงไม่ได้บอกว่าปฏิเสธกระแสการท่องเที่ยวนะ เห็นด้วย แต่มันต้องมาคุยกัน ดูว่าผลได้ผลเสียมันตกอยู่กับใคร”

นอกเหนือไปจากการทำเกษตร สิ่งที่พระอาจารย์ท่านนี้สอนแก่ชาวบ้าน คือการสร้างคุณธรรมให้กับตนเอง ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นกับชีวิตออกไป ตัวอย่างเช่น สิ่งที่เกินขอบเขตของเครื่องดื่มอย่างเหล้าหรือน้ำอัดลม ซึ่งในเวลางานศพหรืองานบุญครั้งใด ชาวบ้านจะหมดเงินไปกับสิ่งเหล่านี้ไม่น้อย

“ไม่ใช่ว่าไม่ให้ดื่มนะ แต่ว่ามาดื่มของเราแทนได้ไหม นั่นคือมาดื่มสมุนไพรที่ก็ได้มาจากป่า พระอาจารย์ก็ไปส่งเสริมให้เกิดกลุ่มหมอยาผลิตสมุนไพร เวลามีงานก็เลี้ยงกันด้วยสมุนไพรต้ม จนเดี๋ยวนี้ที่วัดมีหม้อสมุนไพรเตรียมไว้ให้ใช้ และที่สำคัญยังสื่อไปถึงเด็กและเยาวชน ที่ไม่ต้องไปเห็นพฤติกรรมผู้ใหญ่กินเหล้า แล้วยังสามารถสืบทอดวิถีเหล่านี้ โตไปก็กลายเป็นหมอยาได้”

ไม่เพียงการสื่อสารกับชาวบ้านเท่านั้น พระนักอนุรักษ์จากวัดโป่งคำยังมีโอกาสได้บรรยายประเด็นต่างๆ ให้แก่หน่วยงานรัฐฟังไปแล้วหลายครั้ง ซึ่งก็ได้ชี้แจงว่าปัญหาของสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย คือคนรู้ไม่มีโอกาสได้ทำนโยบาย ขณะที่คนไม่รู้กลายเป็นคนมีอำนาจในการทำ

“การจะฟื้นฟูป่าทำไมคุณไม่ถามคนที่อยู่กับป่า ชาวบ้านเขาจะรู้หมดเลยว่าแต่ละต้นมีประโยชน์อะไร จะต้องรักษาด้วยวิธีไหน ถามว่าในรัฐบาลจะมีสักกี่คนที่รู้เรื่องต้นไม้ดี อย่างโครงการทวงคืนผืนป่านี่มันไม่ได้สร้างป่า แต่มันจะสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ทวงคืนผืนป่าแล้วจะให้ชาวบ้านกินอะไร ทำไมไม่สร้างป่าด้วยแล้วก็สร้างปากด้วย”

“ถ้าพระอาจารย์เป็นฆราวาส ป่านนี้อาจจะถูกไปปรับทัศนคติหลายครั้งแล้วนะ” พระสมคิด กล่าวทิ้งท้าย