หมดฝนผจญแล้ง นักวิชาการพ้องเสียง แล้งวิกฤติหนักสุดรอบ 20 ปี

นักวิชาการเผยผันน้ำทิ้งปี 55 เหตุน้ำแล้งวิกฤติหนัก ระบุอดทำนาเพราะกว่าครึ่งของลุ่มน้ำเจ้าพระยาถูกผันไปเป็นประปาให้คนกรุงฯ ชี้แผนรับมือภัยแล้งสุดเหลื่อมล้ำระหว่างคนกรุง-ชนบท แนะใช้น้ำประหยัด ผลักกระบวนการบริหารจัดการน้ำสู่ท้องถิ่น

วันนี้ (21 ก.ย.) ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดเวทีเสวนาวิชาการ “แล้งนี้เผาหลอก แล้งหน้าเผาจริง ชาวนาไทยเสี่ยงเจ๊งแสนล้าน” ที่อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาเกษตรศาสตร์ บางเขน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ระหว่างนักวิชาการ ข้าราชการ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ประชาชนทั่วไป นิสิตนักศึกษา สื่อมวลชน และเพื่อเตรียมความพร้อมในสถานการณ์น้ำขาดแคลนซึ่งอาจจะทวีความรุนแรงขึ้นในปีหน้า

หลังจากหน้าแล้งที่ผ่านมา ชาวนาในหลายพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาประสบปัญหาน้ำขาดแคลนถึงขั้นวิกฤต พร้อมกับคำถามที่ว่า “ทำไมชาวนาต้องยอมให้ข้าวแห้งตายเพื่อให้คนกรุงเทพมีน้ำกินน้ำใช้?” และแม้ในขณะนี้จะมีฝนตกในหลายพื้นที่ แต่ปริมาณน้ำเก็บกักในเขื่อนหลักของประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ และมีการคาดการณ์ว่าอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการการใช้น้ำในปีหน้าหากยังไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์การจัดสรรน้ำที่เป็นธรรมและปรับเปลี่ยนกลไกการบริหารจัดการน้ำที่นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

“เลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์” เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า ภาวะน้ำแล้งในขณะนี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากสภาวะอากาศที่แปรปรวน อย่างเช่นเรื่องของอิทธิพลเอลนีโญ แต่ในอีกส่วนหนึ่งเกิดจากมนุษย์เองที่เป็นผู้ทำ อย่างในช่วงปี 2555 ที่มีการระบายน้ำออกจากเขื่อนเกินไปกว่า 5 พันล้าน ลบ.ม. ก็ได้ส่งผลให้ขาดต้นทุนน้ำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสถานการณ์น้ำที่ติดลบมาตลอดช่วงปีที่แล้วก็ทำให้มีคำสั่งงดทำนาปรังไป แต่ก็ยังมีการปลูกเกิดขึ้นกว่า 3 ล้านไร่ ซึ่งในปี 2557 ประเทศไทยมีน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอยู่ 6 พันล้าน ลบ.ม. เมื่อมาจนถึงเดือน พ.ย. 2558 นี้จึงควรจะมีเหลือ 3.5 พันล้าน ลบ.ม. เพื่อให้พอทำนา แต่ความจริงต้อนนี้มีอยู่เพียง 2 พันล้าน ลบ.ม.เท่านั้น และในช่วงพายุเราก็ได้น้ำเข้ามาเติมใน 4 เขื่อนหลักประมาณ 200 ล้าน ลบ.ม. แต่เราจะหาอีกกว่า 1 พันล้าน ลบ.ม.เข้ามาเติมให้ได้ภายในเดือน ต.ค.ได้อย่างไร นี่จึงเป็นเหตุการณ์ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน

ทางกรมชลประทานเองได้วางแผนบริหารจัดการไว้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าหากเราไม่สามารถหาน้ำได้แล้วจะทำอย่างไร จะมีคำสั่งเลื่อนการทำนาอีกหรือไม่ ก็จะเป็นปัญหาซับซ้อนอีก สิ่งที่จะบอกคือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้านั้นไม่ง่ายที่จะจัดการ ในส่วนของภาคเอกชนบางรายเองก็มีการเตรียมการไปบ้างแล้วโดยไม่รอให้ธุรกิจเขาเสียหาย เช่นสั่งเครื่องทำน้ำเค็มเป็นน้ำจืด ในส่วนภาครัฐเองจึงต้องเริ่มมีมาตรการรณรงค์บ้างแล้ว แทนที่จะยังปฏิบัติเหมือนเดิม เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำนาปีได้ตามฤดูกาล ซึ่งการงดทำนาปรังของปี 2558 ทำให้เกิดการสูญเสียไปแล้วกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท และนาปีอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากสามารถปฏิบัติได้เร็วที่สุดความสูญเสียก็จะน้อยลง โดยในวันพรุ่งนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะมีการพิจารณาตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาใน 6 มาตรการ ก็ต้องติดตามดันอีกที

“รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน” คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ไม่เคยเห็นตัวเลขสถานการณ์น้ำของประเทศไทยต่ำเท่านี้มาก่อน และได้สร้างความเดือดร้อนกระทบไปในวงกว้าง จะมีก็เพียงพื้นที่ภาคใต้ที่จะไม่ค่อยกระทบ หากมองย้อนกลับไปแล้วไม่น่าจะมีปีใดที่เดือน ก.ย.ฝนตกน้อยขนาดนี้ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันนับได้ว่าวิกฤติหนักมาก เขื่อนกว่า 448 แห่งทั่วประเทศส่วนใหญ่มีน้ำอยู่ในระดับต่ำถึงต่ำมาก ตอนนี้รัฐบาลจึงต้องหันมารณรงค์เรื่องการประหยัดน้ำแล้วว่าธุรกิจใดที่ต้องลดการใช้น้ำบ้าง ไม่ว่าจะสนามกอล์ฟหรือรีสอร์ทก็ดี ตลอดจนพฤติกรรมของประชาชนเอง ซึ่งแนวโน้มสิ่งที่คาดการณ์ได้ในตอนนี้คือ นาปรังจะไม่สามารถทำได้แน่นอน ส่วนจะสามารถปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยได้บ้างหรือไม่อาจยังต้องรอดูอีกที

ในอดีตเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้วหรือประมาณปี 2537 ประเทศไทยก็เคยประสบภาวะแล้งเช่นนี้มาก่อน แต่ปัญหาครั้งนี้รุนแรงและต่อเนื่องกว่าเพราะเราไม่มีน้ำต้นทุนเหลืออยู่เลย เพราะฉะนั้นเราจะให้คนมาบริหารจัดการน้ำอย่างเดิมไม่ได้ เมื่อบริบทประเทศเปลี่ยนมีการใช้น้ำอุปโภคบริโภคมากขึ้น หากจะแก้ปัญหาในระยะยาวนั้นยังมีทางออกอยู่ อันดับแรกจะต้องเกิดงานวิจัยเพื่อการประหยัดน้ำ อย่างเช่นการปลูกข้าวแบบประหยัดน้ำนั้นสามารถทำได้ มีทั้งเครื่องมือ มีทั้งวิธีการที่พร้อม รวมถึงเปลี่ยนทรรศนะใหม่เรื่องการใช้น้ำ หรือแม้แต่การออกกฎหมาย แต่หากจะเอาเงินไปถมเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในแบบเดิมนั้นไม่เกิดประโยชน์อีกแล้ว

ด้าน “ณรงค์ฤทธิ์ ศรีสถิตย์นรากูล” รองผู้ว่าการการประปานครหลวง เปิดเผยว่า แหล่งน้ำดิบของการประปานครหลวง (กปน.) นั้นได้มาจากสองแห่ง คือจากแม่น้ำเจ้าพระยาวันละ 4.3 ล้าน ลบ.ม. และจากเขื่อนแม่กลองอีกวันละ 1.6 ล้าน ลบ.ม. เพื่อส่งไปให้โรงงาน 4 แห่งผลิตน้ำประปาออกมาได้ 5.7 ล้าน ลบ.ม. หากคิดเฉลี่ยทั้งปีจึงต้องการน้ำดิบเกือบ 1.5 พันล้าน ลบ.ม. เพราะฉะนั้นแค่การผลิตน้ำประปาเพื่อใช้ในกรุงเทพมหานคร ก็ใช้น้ำไปถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนน้ำในลุ่มเจ้าพระยาแล้ว การจะเหลือเพื่อให้เกษตรกรปลูกข้าวจึงนับว่าเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งปัญหาน้ำดิบของ กปน.นั้น เนื่องจากว่าใช้น้ำผิวดินเพราะฉะนั้นคุณภาพของน้ำจึงเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ซึ่งปัญหาในช่วงหน้าแล้งคือน้ำดิบมีจำนวนสาหร่ายสูง เกิดการอุดตันของบ่อกรอง จึงทำให้ต้องใช้น้ำล้างบ่อกรองมากขึ้นด้วย หรือการหนุนของน้ำทะเลที่มาเพิ่มความเค็มให้น้ำดิบ ทำให้น้ำประปาอาจมีรสกร่อย

ทางแก้ปัญหาจึงอาจต้องลดการผลิต บริหารการสูบน้ำดิบ หรือจ่ายสารเคมีเพื่อฆ่าสาหร่าย โดยในช่วงต้นปีก็ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำดิบให้ แต่ในขณะนี้ก็กำลังมีแนวคิดที่จะนำน้ำจากแหล่งที่อยู่เหนือขึ้นไปจากในปัจจุบัน โดยอยู่ในขั้นตอนการศึกษา หากลงมือก็น่าจะเสร็จในช่วงเดือน ก.พ. 2559 หรือในช่วงหน้าแล้งพอดี ทั้งนี้กรมชลประทานนั้นแบ่งความสำคัญของการแจกจ่ายน้ำโดย อันดับแรกให้เพื่อการอุปโภคบริโภคซึ่งก็คือน้ำประปา อันดับต่อมาคือใช้ในด้านระบบนิเวศเช่นการไล่น้ำเค็ม หลังจากนั้นจึงเป็นเพื่อการเกษตร

“รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร” นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า คนที่อาศัยอยู่ในเมืองจะเดือดร้อนก็เมื่อน้ำท่วม เมื่อน้ำแล้งกลับไม่เดือดร้อนเพราะยังคงมีน้ำประปาให้ใช้อย่างปกติ ซึ่งเงินชดเชยเมื่อเกิดน้ำท่วมก็มากกว่าตอนเกิดภัยแล้งมากมาย สิ่งเหล่านี้จึงสะท้อนให้เห็นชัดว่านโยบายถูกกำหนดโดยใคร ส่วนสถานการณ์ภาวะต้นหน้าแล้งมีน้ำน้อย แต่พอหน้าฝนกลับมีน้ำน้อยลงไปอีก ภาวะเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นสองปีติดแบบในขณะนี้ ดังนั้นสิ่งที่คาดคะเนว่าจะเกิดขึ้นได้คือความขัดแย้ง ภาวะที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา และกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอำนาจเข้ามาแทรกแซงการบริหารจัดการ

ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำจะต้องเป็นแบบปีต่อปี เพราะความต้องการใช้น้ำนั้นเพิ่มขึ้นตลอด แต่ปริมาณน้ำนั้นผันผวนและไม่แน่นอน ตามความรุนแรงของปัญหาสภาพอากาศที่มากขึ้น หากไม่ทำอะไรแล้วสถานการณ์คงจะลุกเป็นไฟ เราจึงต้องฉวยจังหวะนี้เพื่อแปลงวิกฤติเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลง เริ่มแรกคือการประหยัดน้ำ ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่กว่า 80% ของโรงงานอุตสาหกรรมนั้นบำบัดน้ำใช้ซ้ำ แต่โรงงานของเราใช้น้ำใหม่ก็เพราะน้ำจากการชลประทานราคาถูก ไม่คุ้มกับต้นทุนการบำบัดน้ำ หากจะเรียกร้องให้ผู้ใช้น้ำประหยัดแล้ว เรื่องราคาจึงเป็นสิ่งสำคัญ และต้องบอกด้วยว่าเวลานี้น้ำไม่ใช่ของฟรีอีกต่อไป เพราะอุปสงค์อุปทานได้เปลี่ยนไปแล้ว

เรื่องถัดมาคือในปัจจุบันเราเป็นระบบแบบรวมศูนย์ ทางกรมชลประทานควรจะชวนกลุ่มผู้ใช้น้ำทั้งหลายมาตกลงกันว่าหน้าแล้งถัดไปจะทำอย่างไร ต้องเริ่มต้นคุยกันได้แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคแต่เป็นเรื่องทางสังคมด้วย เราเรียกร้องการจัดการแบบมีส่วนร่วมมาตลอดและจะต้องใช้จังหวะนี้สร้างขึ้นให้ได้ จะเป็นระบบอุปถัมภ์ไม่ได้อีกแล้วเพราะชาวบ้านมีความรู้และความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ นี่จึงจะเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การแก้ปัญหาในระยะยาว รวมไปถึงเกษตรกรที่จะต้องปรับตัวเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ไม่ลดลง ตามการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศที่จะแปรปรวนและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต เช่น เปลี่ยนเป็นชนิดพันธุ์พืชที่ใช้น้ำน้อย ปลูกพืชเชิงผสมผสานมากขึ้น เปลี่ยนเป็นการเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

ในส่วนของ “รศ.ดร.สุวัฒนา จิตตลดากร” อดีตรองประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการจัดการทรัพยากรน้ำ ระบุว่า ตั้งแต่หลังเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554 หรือการปล่อยน้ำทิ้งมหาศาลในปี 2555 ที่เป็นสภาวะต่อเนื่องกันมา ก็ได้มีการถอดบทเรียนกันไปหลายต่อหลายครั้ง จัดเสวนาและได้ข้อเสนอกันเยอะแยะมากมาย แต่หลังจากนั้นกลับไม่เคยเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ แม้แต่หน่วยงานในกรมชลประทานเองก็ยังไม่ได้ปรับตัว ทั้งนี้โดยปกติแล้วพบว่าผู้คนที่อยู่นอกเขตชลประทานนั้นสามารถปรับตัวได้เมื่อเกิดภัยพิบัติไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง แต่ผู้ที่อยู่ในเขตชลประทานนั้นแค่ไม่มีน้ำก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้แล้ว

ดังนั้นเรื่องของงานบริหารจัดการอาจไม่ใช่การก่อสร้างเพียงอย่างเดียว โครงการใหญ่เกิดขึ้นยากส่วนหนึ่งไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เมื่อทรัพยากรมีน้อยก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง สิ่งที่ควรทำคือเรื่องที่ง่ายกว่าอย่างการปรับตัวขั้นพื้นฐาน หากในท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้ สามารถที่จะบรรเทาภัยได้ตั้งแต่ต้น ไม่เป็นเหมือนกับเด็กที่ยังต้องแบมือขออะไรตลอดเวลา การมีบ่อหรือสระขนาดเล็ก หรือการให้มีคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อยลุกขึ้นมาจัดการตนเอง เพราะคนที่รู้จักพื้นที่ดีที่สุดก็คือคนที่อยู่ในพื้นที่นั่นเอง

“ปราโมทย์ ไม้กลัด” อดีตประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการจัดการทรัพยากรน้ำ สภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา หากจะให้อยู่ในระดับปกติแบบไม่สมบูรณ์นักก็ต้องมีสัก 4.5 พันล้าน ลบ.ม. หรือหากจะให้สมบูรณ์ก็ต้องมีถึง 8 พันล้าน ลบ.ม.ขึ้นไป ซึ่งในขณะนี้นั้นมีอยู่ราว 2 พันล้าน ลบ.ม. เท่านั้น น้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้วถึงสองเท่า หากสถานการณ์ตอนนั้นยังทำให้โอดครวญได้ก็คงไม่ต้องบอกว่าปีนี้เราจะเจอกับอะไร

ดังนั้นเราจึงต้องมียุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤติการณ์ให้ได้ ซึ่งเป็นทางเดียวและเป็นทางที่ได้ยืนยันมาตลอด รวมถึงภาครัฐที่จะสั่งการเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องลงไปบริหารจัดการในพื้นที่ด้วย หรือการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายก็สำคัญ ให้มีทั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำระดับชาติ และคณะกรรมการในแต่ละลุ่มน้ำ เมื่อเกิดภาวะวิกฤติแล้วกรมชลประทานหรือกรมทรัพยากรน้ำไม่ได้จัดการทั้งหมด ให้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการภาพใหญ่ แต่ในรายละเอียดต้องมีกระบวนการบริหารจัดการที่ชัดและคลอบคลุมโดยคณะกรรมการในลุ่มน้ำอื่นๆ

 

 

…วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม รายงาน