ย้อนรอย 2 ปี คดีเหมืองถ่านหินบ้านแหง

ความไม่ยุติธรรม คือจุดเริ่มต้นการฟ้องร้องหน่วยงานรัฐของชาวบ้านบ้านแหง  หลังที่อยู่อาศัยและที่ทำกินกำลังกลายเป็นพื้นที่เหมืองถ่านหิน  ทนายเจ้าของคดีชี้มีชุมชนอีกกว่า 20 แห่งที่ถูกละเมิด  แนะหน่วยงานรัฐต้องฟังเสียงประชาชน

2 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านบ้านแหง อ.งาว  จ.ลำปางกว่า 400 คน ตัดสินใจฟ้องศาลปกครองถึง 2 คดี  จากกรณีการอนุญาตให้เหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ของบริษัท  เขียวเหลือง  จำกัด  ดำเนินกิจการในพื้นที่

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านที่ไม่เคยมีความรู้ทางด้านกฎหมาย  ไม่มีเงินทองมากมาย  ยอมเสียเวลาเสียแรงฟ้องผู้มีตำแหน่งสูงกว่า  เป็นเพราะก่อนหน้านั้นพวกเขาเคยตกอยู่ในฐานะ “จำเลย” มาก่อน

ปี 2555  ชาวบ้านปราศรัยหน้าศาลากลางจังหวัด  เพื่อสะท้อนกระบวนการทำประชามติที่ได้มามิชอบ  รวมทั้งเอกสารที่แสดงคำพูดของชาวบ้านในการสนับสนุนเหมืองล้วนเป็นเท็จ  ทำให้ผู้ใหญ่บ้านและปลัดอำเภอซึ่งเป็นผู้ดำเนินการจัดเวทีประชาพิจารณ์ร่วมกันฟ้องชาวบ้าน 5 คนในข้อหาหมิ่นประมาท

ทั้งนี้ชาวบ้านเคยยื่นหนังสือต่อหน่วยงานรัฐเพื่อตกลงว่าชาวบ้านต้องรับรู้ทุกครั้งถ้าบริษัทจะดำเนินกิจกรรมใด ๆ ในพื้นที่  เมื่อมีพนักงานบริษัทดังกล่าวเข้ามาวัดพิกัดในชุมชน  ชาวบ้านจึงเข้าไปสอบถาม  ด้วยความเข้าใจผิดว่าชาวบ้านจะเข้ามาทำร้าย  พนักงงานบริษัทจึงวิ่งหนี  ส่วนชาวบ้านก็คิดว่าพวกเขาวิ่งหนีเพราะกระทำผิดไว้  จึงเข้าจับตัวและกักไว้เพื่อสอบถาม  บริษัทจึงฟ้องชาวบ้าน 13 คนในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว

“เราไม่มีทนาย  ไม่มีความรู้  ตอนนั้นชาวบ้านกลัวมากเพราะไม่เคยขึ้นศาลในคดีร้ายแรงอย่างนี้มาก่อน  ที่สำคัญคนฟ้องคือผู้ใหญ่บ้านของเราเองที่มาฟ้องลูกบ้าน  ที่ฟ้องก็ฟ้องแต่คนเฒ่าคนแก่  วันแรกที่ไปขึ้นศาลก็มีคนแก่วิ่งลงมาจากศาลเพราะกลัวมาก”  แววรินทร์ บัวเงิน หนึ่งในชาวบ้านผู้ฟ้องคดี  กล่าว  

แม้การฟ้องร้องทำให้ชาวบ้านบางส่วนถอดใจ  แต่ด้วยผลกระทบที่จะเกิดขึ้น    พวกเขาจึงยังคงต่อสู้คัดค้าน  จนได้รับความช่วยเหลือจากทนายความศูนย์ข้อมูลชุมชน  ชาวบ้านจึงตัดสินใจฟ้องกลับในปีถัดมา  ในคดีแรกฟ้องสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง  และหน่วยงานท้องถิ่นที่ลงชื่อกำกับในใบไต่สวนประกอบการพิจารณาประทานบัตรเหมืองแร่  ซึ่งเห็นว่ากระบวนการได้มาของใบไต่สวนไม่ถูกต้อง  โดยคดีอยู่ในชั้นศาลปกครองสูงสุด

และในปี 2557  ชาวบ้านฟ้องเพิ่มเติมอีกคดียังศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อขอให้ศาลพิจาณาเพิกถอนใบอนุญาตใช้พื้นที่ป่า  โดยฟ้องกรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ออกใบอนุญาตดังกล่าวให้บริษัทเหมืองแร่โดยมิชอบ

.รัตนมณี พลกล้า ทนายความศูนย์ข้อมูลชุมชน  กล่าวว่า  แม้ชาวบ้านจะได้รับการช่วยเหลือในแง่กฎหมาย  แต่การเดินทางไปศาลแต่ละครั้งชาวบ้านต้องรับภาระในส่วนนี้  รวมไปถึงข้อมูลที่ใช้ประกอบคดี  อย่างแผนที่ชุมชนชาวบ้านก็ลงมือสำรวจและผลิตเอกสารด้วยเงินตนเอง  ซึ่งพบว่าคดีนี้มีความยุ่งยากในการสืบค้นเอกสารเพราะต้องนำมาจากหน่วยงานรัฐ

“อุปสรรคมีอยู่บ้าง  ยอมรับว่าเวลาเป็นคดีปกครองเอกสารอยู่ในหน่วยงานรัฐ  เราก็ไปเอาจากหน่วยงานรัฐมาไม่ได้  ก็ต้องให้ศาลสั่งเรียก  ซึ่งก็อยู่ที่ดุลยพินิจศาลว่าจะเรียกหรือไม่” 

ทั้งนี้มีคดีในลักษณะเดียวกันที่มีโครงการของเอกชนและหน่วยงานรัฐดำเนินการโดยละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนของชาวบ้านในพื้นที่ก่อสร้างโครงการที่ศูนย์ข้อมูลชุมชนกำลังช่วยเหลืออยู่กว่า 20 คดี  ซึ่งพบว่าทุกคดียังไม่เสร็จสิ้นแม้ว่าดำเนินการมาหลายปีแล้วก็ตาม  เช่น  คดีสลายการชุมนุมผู้คัดค้านโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย  ที่ขณะนี้ยังมีคดีอาญาที่ยังไม่แล้วเสร็จ  เป็นผลให้ชาวบ้านยังไม่ได้รับเงินเยียวยาอย่างครบถ้วน

“สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาเรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะแค่พื้นที่นี้แต่เป็นพื้นที่อื่นๆ  ก็ตาม  คือรัฐคิดว่ารัฐตัดสินใจถูกต้อง  โดยไม่ฟังเสียงประชาชน  ก็เลยเป็นการผลักดันให้ชาวบ้านต้องใช้สิทธิทางศาลและสิทธิการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ  เรียกร้องเพื่อยุติโครงการ  เพราะชาวบ้านเขาอยู่ตรงนั้น  เขาได้รับผลกระทบ  ถ้ารัฐไม่รับฟังผู้ได้รับผลกระทบว่าเขาคิดเห็นอย่างไร  ก็จะเป็นปัญหาอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ”  ทนายความกล่าว

แม้คดีที่ชาวบ้านบ้านแหงตกเป็นจำเลยจะจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยยอมความ  แต่ยังมีคดีย่อยอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันซึ่งบางคดีชาวบ้านถูกตัดสินให้ผิดจริง  ส่วนคดีที่ชาวบ้านเป็นผู้ฟ้องซึ่งกำลังจะสิ้นสุดกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริง  และจะเริ่มต้นการตัดสินของศาลปกครองในไม่ช้า  ชาวบ้านจึงมีความหวังว่ากระบวนการยุติธรรมทางศาลจะเป็นหนทางที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้

“ทีแรกก็คิดว่าจะสู้ไม่ได้  แต่ชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมจริง ๆ  เราก็จะใช้ข้อเท็จจริงในการต่อสู้ทางคดี  แม้ท้ายที่สุดกระบวนการศาลจะช่วยอะไรไม่ได้  ชาวบ้านก็จะเดินหน้าต่อสู้ต่อไป”  ชาวบ้านบ้านแหงกล่าวทิ้งท้าย

ขวัญชนก  เดชเสน่ห์  สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม รายงาน

ขอบคุณภาพจากเพจเฟสบุ๊ค “เหมืองแร่ลำปาง”