เปิดโครงการ “LESS” ชวนร่วมลดก๊าซเรือนกระจก

วันนี้ (25 ส.ค.) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดตัวโครงการ “สนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก” (Low Emission Support Scheme: LESS) เพื่อเชิญชวนทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน-ท้องถิ่น ร่วมมีส่วนในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท

“ประเสริฐสุข จามรมาน” ผู้อำนวยการ อบก. เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในปี พ.ศ.2553 จำนวน 219.91 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมีแนมโน้มที่จะปล่อยเพิ่มขึ้นทุกปี หากไม่มีการดำเนินการใดๆ ประเทศไทยจะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นถึง 498.7 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี พ.ศ.2563

ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ อบก.จึงได้พัฒนารูปแบบโครงการที่ให้ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม หน่วยงานราชการ หน่วยงานเอกชน หน่วยงานส่วนท้องถิ่น อาคารพักอาศัย ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรืออื่นๆ ทั้งในรูปแบบการดำเนินกิจกรรมด้วยตนเอง ให้การสนับสนุนผู้อื่น หรือขอรับการสนับสนุน ซึ่งข้อสำคัญคือไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมโครงการ

อบก.จึงขอเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนแล้ว ยังก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมอื่นๆ เช่น ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ลดปริมาณขยะ เพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างระบบนิเวศน์ให้ดีขึ้น ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และสุดท้ายหากทุกภาคส่วนร่วมกันทำกิจกรรมที่เหมาะสมในแต่ละหน่วยงาน ก็จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมา อบก.ได้รับรองกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกไปแล้วกว่า 160 กิจกรรม นับเป็นตัวเลขก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้กว่า 5.9 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

“จักรพงษ์ แย้มยิ้ม” นักวิชาการชำนาญการ อบก. กล่าวว่า ผู้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้จะต้องเป็นผู้ที่ได้ดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสามารถคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ โดยจะเป็นผู้ที่ดำเนินกิจกรรมด้วยตนเอง ผู้ที่ให้การสนับสนุนผู้อื่นในการดำเนินกิจกรรม ซึ่งอาจเป็นหน่วยงานที่ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) แต่อาจขาดเวลาหรือบุคลากร หรืออาจเป็นผู้ที่ได้รับการสนับสนุนเพื่อดำเนินกิจกรรม เช่น ชุมชน วัด หรือโรงเรียน ต่างก็สามารถเข้าร่วมได้เช่นกัน เนื่องจากไม่มีการจำกัดขนาดของโครงการหรือกิจกรรม

โดยวัตถุประสงค์หลักของโครงการนั้น ก็เพื่อยกย่องผู้ที่ทำความดีให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่งจะทำการมอบใบประกาศเกียรติคุณ (Letter of Recognition: LoR) ให้แก่ผู้ดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงส่งเสริมการพัฒนากิจกรรม และการสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการพัฒนาโครงการสู่ระดับที่สามารถซื้อ-ขาย เครดิตได้

สำหรับประเภทของกิจกรรมที่สามารถเข้าร่วมโครงการ LESS นั้นได้แก่ กลุ่มที่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน, กลุ่มที่ลดการใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน, กลุ่มที่มีการจัดการในภาคอุตสาหกรรม, กลุ่มที่ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินทาง, กลุ่มที่จัดการขยะอย่างถูกวิธี คัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิล, กลุ่มที่ลดการใช้ปุ๋ยเคมีในการเกษตร และกลุ่มที่ปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยสำหรับหลักการขั้นตอนพื้นฐานนั้น หลังจากที่ได้ดำเนินกิจกรรมที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว ก็สามารถนำมายื่นเพื่อขอการรับรอง โดยที่ อบก.จะเป็นผู้พิจารณา ประเมินผล และเป็นผู้ออกใบประกาศเกียรติคุณ ที่ไม่สามารถนำไปซื้อ-ขายได้

สำหรับหลักการคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกนั้น “สาธิต เนียมสุวรรณ” ผู้จัดการ อบก. อธิบายว่า จะต้องมีการเก็บข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อน โดยจะเป็นตัวเลขของ “ปริมาณการใช้พลังงาน” คูณกับ “ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก” หรือค่าก๊าซที่ถูกปล่อยออกมาต่อการใช้พลังงานหนึ่งหน่วย หลังจากนั้นจึงนำมาลบกับข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เก็บได้หลังดำเนินกิจกรรมแล้ว

ซึ่งวิธีการคำนวณ “ปริมาณการใช้พลังงาน” นั้น หากเป็นด้านการใช้ไฟฟ้า สามารถคิดได้จากกำลังไฟฟ้าในหน่วยกิโลวัตต์ คูณกับชั่วโมงการใช้งาน หรือหากเป็นด้านการใช้เชื้อเพลิง ก็สามารถคิดได้จากปริมาณการใช้เชื้อเพลิงในระยะเวลาหนึ่ง คูณกับค่าความร้อนที่เกิดขึ้นในหน่วยเมกะจูลต่อหน่วยเชื้อเพลิง โดยวิธีการคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้โครงการ LESS จะมีอยู่ 24 วิธีการด้วยกัน เป็นด้านการใช้ไฟฟ้า 16 วิธีการ และด้านการใช้พลังงานเชื้อเพลิงอีก 8 วิธีการ หรือหากผู้ดำเนินกิจกรรมจะคำนวณด้วยตนเองก็สามารถทำได้ โดยให้ อบก.เห็นชอบกับวิธีการนั้น

“ปวีณา พาณิชยพิเชฐ” ผู้จัดการสำนักวิเคราะห์และติดตามประเมินผล อบก. กล่าวว่า หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญที่ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน คือก๊าซมีเทนและก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งเกิดจากการย่อยสลายหรือการเผาไหม้ของสารอินทรีย์ในขยะและน้ำเสีย โดยจากค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก พบว่าก๊าซมีเทน สามารถทำให้โลกร้อนได้มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า และก๊าซไนตรัสออกไซด์สามารถทำให้ร้อนได้มากกว่าถึง 298 เท่า

โดยน้ำเสียที่มีปริมาณสารอินทรีย์สูง ได้แก่ น้ำชะจากขยะ น้ำเสียจากฟาร์มปศุสัตว์ หรือน้ำเสียจากกระบวนการผลิตเอทธานอล, สกัดปาล์มน้ำมัน, ผลิตแป้งมันสำปะหลัง เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งวิธีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากน้ำเสียได้ก็คือการบำบัด ที่มีระบบบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศอันเป็นการรวบรวมก๊าซมีเทนเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานความร้อน และผลิตพลังงานไฟฟ้าได้

ในส่วนของขยะมูลฝอยนั้นสามารถจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้หลากหลายวิธี บางวิธีสามารถนำก๊าซมาใช้งานเพื่อให้พลังงานความร้อนหรือใช้ผลิตไฟฟ้า เช่นวิธีการฝังกลบ, การหมักแบบไร้อากาศ, การเผาโดยเตาเผา บางวิธีก่อให้เกิดวัตถุดิบที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่นวิธีการหมักทำปุ๋ย ที่สามารถนำไปใช้ในการเกษตรแทนปุ๋ยเคมี, การบำบัดแบบเชิงกลและชีวภาพ ที่สามารถคัดแยกพลาสติกออกมาผลิต RDF หรือน้ำมันดิบได้, การรีไซเคิล ที่สามารถนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้ หรือบางวิธีก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด เช่นการเผาในที่โล่ง เหล่านี้เป็นต้น

 

 

…วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม รายงาน