ชี้ “น้ำมันปาล์ม” ทางเลือกไฟฟ้ากระบี่

เวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนเรื่องการพัฒนาไฟฟ้าภาคใต้ ชาวกระบี่เผยมีน้ำมันปาล์มสร้างไฟฟ้าได้มากมาย ด้าน กฟผ.ชี้รัฐก็ส่งเสริมพลังงานทดแทนเต็มศักยภาพ

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. คณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “การพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสมและยั่งยืนของภาคใต้” ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพฯโดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว นักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชน เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับจากเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในการปฏิรูปการอนุรักษ์พลังงานและการดูแลสิ่งแวดล้อมต่อไป โดยบนเวทีเสวนาได้มีการให้ข้อมูลในหัวข้อต่างๆดังนี้

สถานการณ์การใช้ไฟฟ้าในภาคใต้

“จิราพร ศิริคำ” ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า-แหล่งผลิต การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การไฟฟ้าในปัจจุบันว่า ขณะนี้มีความต้องการใช้สูงสุดในแต่ละปีอยู่ที่ราว 27,000 เมกะวัตต์ และจะเติบโตขึ้นอีกประมาณ 3.9-4% ในอีก 20 ปี จากการประมาณการของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เป็นตัวชี้ ซึ่งพบว่าในปี 2558 นี้ ได้เกิดความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ในเดือน มิ.ย. ซึ่งถือว่าแปลกและกำลังทำการหาสาเหตุ เพราะปกติมักจะเกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อนเดือน เม.ย.-พ.ค. อันเป็นผลจากการใช้เครื่องปรับอากาศ

โดยแหล่งผลิตไฟฟ้าในประเทศนั้นมาจากวัตถุดิบหลักคือก๊าซธรรมชาติ เป็นสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 66% ถ่านหิน/ลิกไนต์ 20% พลังงานหมุนเวียน 13% และส่วนอื่นอีก 1% ทั้งนี้ผู้ที่จะกำหนดนโยบายของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) นั้นคือรัฐบาล ซึ่งนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ก็มีอยู่ 3 ประการคือ 1.ต้องมีความมั่นคงระบบไฟฟ้า 2.ต้องมีราคาที่เหมาะสม 3.ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งภายหลังจากเหตุการณ์ไฟฟ้าดับภาคใต้ในปี 2556 รัฐบาลก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก และต้องการให้เกิดความมั่นคงในทุกพื้นที่ เมื่อพบว่าภาคกลางเองในบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็มีปัญหาใกล้เคียงกัน แผนพีดีพีฉบับนี้จึงมุ่งเน้นมาที่สองภาคดังกล่าว

นอกจากนี้ยังต้องดูเรื่องของความมั่นคงในการกระจายอัตราส่วนเชื้อเพลิง เช่นหากเรามีอัตราส่วนใช้ก๊าซมาก เมื่อก๊าซในอ่าวไทยหมด ก๊าซที่พม่าขายให้เราก็จะหมดต่อ ดังนั้นหากยังมีการใช้ในสัดส่วนนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟฟ้าดับ รัฐจึงต้องกระจายประเภทเชื้อเพลิงให้เหมาะสม โดยมีแผนเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนขึ้นอีกสองเท่า และเพิ่มสัดส่วนของถ่านหินด้วยประมาณ 25% ไม่มากเท่าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ก็ได้ตั้งคณะอนุกรรมการฯจากหลายภาคส่วนเพื่อร่วมทำแผนพีดีพีฉบับนี้ ทั้งหน่วยงานภาครัฐอย่าง กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.), สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.), สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), สภาพัฒน์ ประกอบกับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าทั้งภาครัฐและเอกชน ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญและสภาอุตสาหกรรมภาคเอกชนต่างๆ

ทั้งนี้ทาง สนพ.ก็ยังมีแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี (EEDP) ที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะสามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 89,700 ล้านหน่วย ซึ่งก็ได้นำมาลดจากการประมาณการตามแผนอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อได้ความต้องการแล้วจึงไปพิจารณาหาแหล่งที่มา ซึ่งสุดท้ายทางเลือกที่มีอยู่คือ 1.ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเมื่อเราหมดก็ต้องนำเข้าในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีต้นทุนสูงกว่าอ่าวไทยเรา 2.ถ่านหิน ซึ่งใช้กันอยู่ทั่วโลก แต่เราจะพิจารณาเลือกระบบด้วยไม่ใช่ว่าอะไรก็ได้ 3.พลังงานทดแทน ซึ่งรัฐตั้งใจส่งเสริมให้ได้มากที่สุดตามศักยภาพที่ทำได้ นอกจากนี้ในส่วนที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยปกติแล้วจะพิจารณาในเรื่องของราคาด้วย

ส่วนด้านของกำลังไฟฟ้าสำรองที่จากตัวเลขเห็นว่ามีอยู่มาก เพราะว่าในอดีตยังมีความเสี่ยงในเรื่องของการจัดหาก๊าซธรรมชาติที่ยังไม่สามารถไว้วางใจได้ รัฐจึงตั้งเป้าไว้ว่าภายใน 20 ปีข้างหน้า ให้อัตราส่วนของก๊าซเหลือ 20% ถ่านหินเพิ่มเป็น 25% และพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเป็น 20% แต่ก็ปรับเปลี่ยนได้ตลอดตามสถานการณ์ไฟฟ้า ที่ทางกระทรวงพลังงานต้องคอยติดตามและกลับมาทบทวนว่าเป็นไปตามประมาณการหรือไม่ และยังอยากฝากไว้ว่าความมั่นคงของระบบไฟฟ้าที่ภาคใต้ เป็นเรื่องของความต่อเนื่องที่จะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าติดๆดับๆไม่ได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว นอกจากนี้การใช้ถ่านหินก็มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ติดกับทะเล จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมถึงต้องเป็นที่ภาคใต้

“ศรีวรรณ บูรณโชคไพศาล” ผู้จัดการฝ่ายแผนงานโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเภทของโรงไฟฟ้าที่จะนำมาเข้าในแผนนั้น ทาง กฟผ.จะดูที่ข้อมูลเชิงเทคนิค โดยยึดตามสถานการณ์โลกว่าพัฒนาไปถึงไหนในปัจจุบัน จึงเลือกเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดที่ใช้กันในเชิงพาณิชย์และเป็นที่ยอมรับแล้ว และจัดให้มีการแข่งขันตามนโยบายของรัฐ นอกจากนี้ในแผนยังต้องดูเรื่องของการพัฒนาโครงการ เพราะโรงไฟฟ้าแต่ละประเภทใช้เวลาในการสร้างไม่เท่ากัน อาทิ โรงไฟฟ้าก๊าซใช้เวลาประมาณ 3 ปี ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินประมาณ 6-7 ปี การวางแผนจึงต้องมีเวลาเผื่อที่รวมไปถึงในขั้นตอนของการประมูลด้วย

ถ่านหินสะอาดมีจริงหรือไม่

“ธนพล เพ็ญรัตน์” อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า เพื่อคลายข้อสงสัยที่หลายคนต่างตั้งคำถามถึงความสะอาดของถ่านหิน ตนจึงได้พยายามรวบรวมคำตอบโดยค้นคว้าจากงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ หรือจากองค์กรสากลที่เป็นกลาง ซึ่งก็ได้พบว่าถ่านหินทุกตัวนั้นล้วนมีส่วนประกอบของโลหะหนักอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น คำกล่าวที่ว่าถ่านหินบิทูมินัสสะอาดกว่าลิกไนต์นั้นไม่เป็นความจริง ขึ้นกับแหล่งที่มามากกว่า แต่ที่สามารถบอกได้ว่าก่อให้เกิดมลพิษต่ำกว่าก็เนื่องจากบิทูมินัสนั้นให้พลังงานมากกว่า เมื่อผลิตกระไฟฟ้าในปริมาณที่เท่ากันจึงใช้ถ่านหินบิทูมินัสในจำนวนน้อยกว่าเพียงเท่านั้น

ส่วนผลกระทบจากมลพิษของถ่านหินก็สามารถมีได้ทั้งก่อนเผาและหลังเผา หากอยู่ในระหว่างขนส่งแล้วตกลงสู่ทะเลก็จะมีผลทั้งกายภาพและเคมี คือทำให้น้ำขุ่นและอาจมีค่าเป็นกรด พืชไม่สามารถสังเคราะห์แสง เกิดการขัดสีตัวปลา ส่วนถ่านหินเมื่อเผาแล้วก็จะเกิดมลพิษในรูปของแก๊ส ฝุ่น คาร์บอน หรือปรอท ซึ่งมลพิษบางตัวเหล่านี้สามารถอยู่ในอากาศได้นานเป็น 10 วัน ดังนั้นระบบจัดการจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้ถ่านหินคือการนำคาร์บอนเก่าอายุร้อยล้านปีมาใช้และเพิ่มปริมาณคาร์บอนให้กับโลก ที่สามารถสรุปได้ว่ามีมลพิษอย่างแน่นอน ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเราจะมีกฎหมายรับรองอย่างไร ซึ่งหากจะทำให้พร้อมกว่านี้ก็ต้องปรับอีกหลายอย่าง ทั้งการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ไปจนถึงกฎหมายของประเทศ

พลังงานหมุนเวียนกับแผนพัฒนากำลังไฟฟ้า

“ศุภกิจ นันทะวรการ” ผู้จัดการฝ่ายนโยบายสุขภาวะ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ กล่าวว่า ภาพรวมโรงไฟฟ้าของประเทศในขณะนี้มีกำลังการผลิตสำรองที่เกินมาตรฐานอยู่ถึงร้อยละ 27.2 และการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าสูงสุดในแผน PDP2015 ก็มากกว่าตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงถึง 1,705 เมกะวัตต์ (MW) หรือเทียบได้กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 โรง ซึ่งการสร้างโรงไฟฟ้าที่เกินความต้องการนั้น แม้จะผลิตหรือไม่ได้ผลิตไฟฟ้า ผู้บริโภคก็ต้องจ่ายทั้งหมดทุกอย่างผ่านค่าไฟฟ้า ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาการพยากรณ์ในแผนฉบับต่างๆ ก็ล้วนมากกว่าความต้องการสูงสุดจริงในปริมาณมากเกือบทั้งสิ้น

แต่ทั้งนี้รัฐบาลก็ยังคงมีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 25 โรงในช่วง 2558 – 2568 ที่จะทำให้กำลังการผลิตสำรองล้นเกินมาตรฐานถึง 9,500 MW ในปี 2567 โดยสาเหตุหนึ่งของกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่สูงเนื่องจากผลของ GDP ที่ลดลงและผลของการประหยัดพลังงานตามแผนอนุรักษ์ฯที่มากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนคือ ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นจาก 3.75 บาท/หน่วย เป็น 5.26 บาท/หน่วย ในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ภายใน 11 ปี โดยมีสาเหตุมาจากรัฐบาลสร้างโรงไฟฟ้ามากเกินไป

ประเด็นต่อมาในเรื่องของกำลังผลิตไฟฟ้าสำหรับภาคใต้ พบว่าหากเพิ่มพลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงานอีกบางส่วน ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่แห่งใหม่เลยสักโรง โดยที่กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองภาคใต้จะมีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ตลอด 22 ปี ซึ่งข้อสังเกตหนึ่งที่ทำให้ กฟผ.จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าให้มาก เนื่องจากรัฐบาลและกระทรวงพลังงานกำหนดกรอบให้อัตราผลตอบแทนของกิจการ (ROIC) ของ กฟผ. ขึ้นอยู่กับการลงทุน หากลงทุนมากผลตอบแทนก็มาก ซึ่งปัจจุบันกำหนดอยู่ที่ร้อยละ 7.5

ทั้งนี้ทางเลือกพลังงานสำหรับภาคใต้ พบว่าเฉพาะโรงงานปาล์มใน จ.กระบี่ ก็สามารถผลิตไฟฟ้าได้พอใช้ทั้งจังหวัด โดยโรงงานปาล์มทั้ง 32 แห่ง มีศักยภาพผลิตไฟฟ้าได้ 160 MW จากน้ำเสียและชีวมวลในโรงงาน เทียบกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของจังหวัดที่ 110 MW แม้หากเพิ่มขึ้น 6% ต่อปี ในอีก 5 ปีก็ยังมีปริมาณเพียงพอ โดยประโยชน์ที่จะได้คือ การบำบัดน้ำเสียอย่างน้อย 2.15 ล้าน ลบ.ม./ปี ผลิตไฟฟ้าได้รายได้อย่างน้อย 280 ล้านบาท/ปี หรือทดแทนน้ำมันดีเซลได้ 34.7 ล้านลิตร นอกจากนี้ยังได้ปุ๋ยอินทรีย์จากระบบก๊าซชีวภาพ ไปใช้ประโยชน์ในการเกษตร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 80,000 ตัน CO2/ปี เมื่อเทียบกับถ่านหิน รวมไปถึงมลพิษอื่นๆ

และยังมีพลังงานหมุนเวียนอื่นๆสำหรับภาคใต้ ที่เกิดจากนวัตกรรมของชาวบ้าน อย่างการประยุกต์ใช้วัสดุต่างๆ ทำบ่อหมักก๊าซชีวภาพจากขยะอินทรีย์ของชุมชน ที่สามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบประมาณ 0.6 MW ตลอดจนเครื่องแก๊สชีวมวล, ระบบผลิตไฟฟ้า “ชีวพลัส”, กังหันน้ำ/กังหันลมขนาดเล็ก ไปจนถึงโซลาร์เซลล์ แต่ทั้งนี้การอนุรักษ์พลังงานหรือการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน คือทางเลือกที่มีต้นทุนถูกที่สุด ซึ่งแผน EEDP ปี2554-2573 ของกระทรวงพลังงานเป็นแผนที่มีความคุ้มค่ามากในการลงทุน โดยในช่วง 5 ปีแรกจะใช้เงินสนับสนุนจากภาครัฐ 29,500 ล้านบาท เพื่อผลการประหยัด 55,700 ล้านบาท/ปี ลดความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ถึง 20,446.7 MW

การผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงชีวมวล

“อธิราษฎร์ ดำดี” ผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม บจก.กระบี่ปาล์มออยล์ซิตี้ กล่าวว่า ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเกษตรอุตสาหกรรม ที่หมายความว่าปลูกและได้ผลผลิตจำนวนมาก จึงต้องบริหารจัดการตั้งแต่สวน การเก็บเกี่ยว ตลอดจนการผลิตในรูปแบบของอุตสาหกรรม ซึ่งใน จ.กระบี่ มีอยู่เกือบ 1 ล้านไร่ ได้ผลผลิตปีละกว่า 3 ล้านตัน เฉลี่ยไร่ละประมาณ 3.5 ตัน ซึ่งโดยปกติทลายปาล์มจะได้น้ำมันประมาณ 20-25% อีกกว่า 80% คือส่วนชีวมวลต่างๆที่เหลือจากโรงงานสกัด

อาทิ เมล็ดในที่นำไปสกัดเป็นน้ำมันมะพร้าว และส่วนอื่นเช่น กะลาปาล์ม, ทลายเปล่า, ไฟเบอร์ปาล์ม ที่โรงงานสกัดน้ำมันทุกโรงนำไปผลิตไฟฟ้าเพื่อนำมาใช้เองอยู่แล้ว ตลอดจนน้ำเสียที่ปล่อยทิ้งสู่แหล่งธรรมชาติไม่ได้ก็นำมาบำบัดด้วยไบโอแก๊ส สามารถกำจัดน้ำเสียและได้พลังงานไฟฟ้าเป็นผลพลอยได้ จึงเป็นผลให้ในขณะนี้ทุกโรงงานต่างก็มีระบบบำบัดด้วยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม แต่หลังจากที่ลงทุนไปมากมายจนทุกโรงงานกลายเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียน และต้องการนำไฟฟ้าเหล่านี้ไปส่งขายแก่ กฟผ. กลับพบว่าเกิดความขัดข้องตั้งแต่ระดับนโยบาย ที่ทำให้กว่า 70 โครงการไม่สามารถขายไฟฟ้าได้

 

 

…วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม รายงาน