ภูมิอากาศโลกสลับขั้ว ไทยแล้งอีกยาว นักวิชาการเตือนวิธีรับมือ

นักวิชาการชี้ “เอลนีโญ่” ทำฤดูกาลโลกสลับขั้ว ไทยเจอวิกฤตแล้งอีกยาว เตือนปีหน้าหนักกว่านี้ กรมอุตุฯยังพยากรณ์ฝนไม่ได้ แนะทำบัญชีน้ำ-ขุดสระเพิ่ม-หาตุ่มเตรียมตุนน้ำ แนวทางแก้ไขต้องเปิดให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมจัดการ

จากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ที่เกิดขึ้นเร็วและมีความรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณอ่างเก็บน้ำของประเทศเลวร้ายที่สุดในรอบ 50 ปี นอกจากปัญหาการจัดการน้ำที่ส่งผลต่อการอุปโภคบริโภคแล้วนั้น วิกฤตภัยแล้งในครั้งนี้ยังส่งผลต่อการทรุดตัวของถนนในหลายจังหวัด เนื่องจากเกิดการวิบัติของลาดดินซึ่งเกิดจากระดับน้ำลดตัวอย่างรวดเร็ว

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้จัดเวที “วิกฤตภัยแล้ง : น้ำ ดิน อากาศและการรับมือ” เพื่อรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเสนอแนวทางการแก้ไข

นายดุษฏี สุขวัฒน์ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน อธิบายถึงการพยากรณ์ฝนว่าปัจจุบันยังทำได้ยาก เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาใช้การพยากรณ์เป็นรายฤดู โดยทำได้สองวิธีคือ การพยากรณ์ด้วยแบบจำลองภูมิอากาศ ซึ่งค่อนข้างน่าเชื่อถือ แต่ยังไม่สามารถเจาะจงพื้นที่เล็กๆได้ แต่ประเทศไทยยังไม่มีการดำเนินการเป็นของตัวเองเพราะต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่สมรรถนะสูงมาก ขณะที่อีกวิธีคือการพยากรณ์เชิงสถิติยังมีความแปรผันสูงในแต่ละปี ทำให้ความแม่นยำยังมีไม่มาก ปัจจุบันไทยใช้สองวิธีผสมผสานกันแต่ก็ยังเห็นว่าการพยากรณ์ฝนรายฤดูยังต้องมีการพัฒนาอีกมาก โดยการสนับสนุนจากรัฐ และ ณ ตอนนี้จากการพยากรณ์คาดว่าปีนี้ฝนจะน้อยลงกว่าปกติ แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่สามารถพยากรณ์ฝนได้ล่วงหน้าเกินกว่า 9 เดือน และยังมีอีกปัจจัยอย่างอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ่ร่วมด้วย ซึ่งการพยากรณ์อาจล่วงหน้าระยะยาวอาจไม่แม่นยำนัก แต่ก็จะมีการอัพเดทเรื่อยๆ

“กรมอุตุฯได้ทำการพยากรณ์อากาศด้วยแบบจำลองของกรม ตั้งแต่ปี 2000 ตอนนี้ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ปัจจุบันก็มีหลายหน่วยงานที่พยากรณ์ด้วยแบบจำลองมีฮาร์ดแวร์ ซอร์ฟแวร์ดีกว่ากรมอุตุฯ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาหนึ่ง ที่หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงกลับไม่ได้มีการสนับสนุนในด้านนี้”

นายสุจริต คูณธนกุลวงศ์ หน่วยปฏิบัติการวิจัยระบบการจัดการแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงสถานกาณ์ภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นคาดว่ายังคงยืดเยื้อต่อไปหลายปี และปีหน้าจะแล้งหนักกว่าปีนี้  คาดว่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้วของเอลนิโญ่ทั้งภูมิภาคจะแล้งต่อไปอีกยาวนาน ขณะที่คาดว่าฝั่งอเมริกาใต้ที่เคยแล้งจะมีฝน ตอนนี้มีน้ำในเขื่อนอยู่เพียงไม่เกิน 4-5 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มว่าฝนจะตกในเดือนสิงหาคมนี้แต่คาดว่าจะตกไม่เกิน 100 วัน หลังจากนั้นคาดว่าจะไม่ตกแล้ว ซึ่งต้องดูปริมาณน้ำในเขื่อนวันที่ 1 พฤศจิกายนว่าจะมีพอให้สามารถปลูกข้าวนาปลังในปีถัดไปได้หรือไม่

โดยสถานการณ์ตอนนี้มีแนวโน้มต้องประหยัดประปา เห็นว่าต้องกลับไปพึ่งน้ำบาดาลที่มีศักยภาพดีพอสมควร ขณะที่การปลูกข้าวก็จำเป็นต้องใช้น้ำ ต้องผันน้ำเพื่อการเกษตรด้วย ซึ่งต้องมีประหยัดโดยการเวียนน้ำกลับมาใช้ในแปลง ขณะที่กรุงเทพฯตอนนี้น้ำประปาอาจกร่อยขึ้นมาเรื่อยๆบ้าง เพราะน้ำขึ้นน้ำลง แต่คาดว่าคงไม่มีการขาดน้ำ เพราะถ้าจำเป็นจริงๆอาจมีการผันจากฝั่งธนบุรีมาช่วย

โดยได้เสนอมาตรการแก้ไขปัญหาเสนอให้ปลูกข้าวระยะสั้น และเสนอโมเดลบึงพระราม 9 ให้ขุดสระเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำ ทั้งแบบเดี่ยวและแบบเครือข่ายในแต่ละพื้นที่เพื่อเริ่มเก็บกักน้ำสำหรับฤดูแล้งปีหน้า ให้มีการบริหารจัดการกันเองภายชุมชน ลดการพึ่งพิงน้ำจากเขื่อนใหญ่

“สิ่งที่ต้องการจริงๆ การวิจัยจะต้องไปสำรวจบัญชีน้ำ ปัจจุบันเรามีน้ำที่เก็บเท่าไร ในแต่ละชุมชนจะต้องดูแลตนเอง ตุ่มที่เราเคยมีทุบทิ้งแล้ว มาเปิดน้ำประปา ตอนนี้ประปาไม่มีแล้วก็กลับไปหาตุ่ม จึงจำเป็นต้องทำบัญชีทั้งในส่วนของครัวเรือน ชุมชน รวมถึงจังหวัด ควรจะมีอย่างบึงพระราม 9 อยู่สองสามแห่ง เพื่อจะได้จัดการน้ำในเขื่อนตัวเองไม่ต้องพึ่งแต่น้ำในเขื่อนใหญ่ เรื่องนี้จะทำให้เกิดความรักน้ำของในแต่ละชุมชนมากขึ้น จากเดิมเรามีน้ำจากท่อมาให้ ก็เหมือนธรรมชาติไม่เกี่ยวกับเรา จากนี้ไปต้องกลับไปมองธรรมชาติใหม่”

ทั้งนี้ รศ.สุจริต เชื่อว่าการขุดสระเก็บน้ำจะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำนี้ได้ในระยะยาว โดยได้ยกตัวอย่างในพื้นที่ จ.ระยอง ที่มีการลงทุนการขุดบึงเก็บน้ำความลึกกว่า 20 เมตร ทำในลักษณะอ่างพวง มีการต่อท่อเข้าไปในพื้นที่ต่างๆกว่า อาจต้องมีการลงทุนสูงกว่าแต่เมื่อคำนวนระยะยาวแล้วพบว่าคุ้มค่ามากกว่าการลงทุนนำรถบรรทุกน้ำไปแจกอย่างที่ทำเช่นเดิม ซึ่งเสียงบค่าขนส่งไปกว่าล้านบาทในทุกๆปี และเชื่อว่าการขุดสระลักษณะนี้นอกจากจะเพื่อสำรองน้ำใช้ในฤดูแล้ง เก็บน้ำในหน้าฝนแล้วยังจะช่วยลดข้อพิพาทต่างๆระหว่างฝ่ายที่มีปัญหาเรื่องแย่งชิงน้ำหรือผลักดันน้ำอีกด้วย

นอกจากนี้ปัญหาสำคัญของการขาดแคลนน้ำคือปริมาณน้ำไม่ตรงกับความต้องการ เพราะมีการปลูกข้าวนาปลังเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก 5 เท่าตัว โดยเสนอว่าเราควรมีการวางแผนการเกษตรใหม่ให้มีการเพาะปลูกอย่างอื่นบ้าง เพื่อให้เหมาะสมกับทรัพยากรน้ำที่่มี ทั้งนี้ต้องมีกฎหมายแม่บทเรื่องน้ำของประเทศที่จะต้องเชื่อมโยงทุกมิติเข้าด้วยกัน

“สมัยก่อนปัญหามันน้อยเพราะเราปลูกนาปลังเพียง ล้านกว่าไร่ ตอนนี้เรามีนโยบายราคา เราปลูกถึง 5 ล้านกว่าไร่ ต่อให้มีน้ำเต็มเขื่อนซึ่งเขื่อนก็สู้ไม่ไหว นี่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่เรามี น้ำกับความต้องการไม่เท่ากันเราใช้น้ำกว่า 80 เปอร์เซ็นของน้ำที่อยู่ในเขื่อนมีเท่าไรใช้หมด ไม่มีเหลือข้ามปี”

ศ.อมร พิมานมาศ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงผลกระทบของภัยแล้งต่อกรณีถนนยุบตัวว่า เกิดจากการวิบัติของคันดินแบบเลื่อนหมุน โดยสามารถเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ และที่ผ่านมาก็ปัญหาดินถล่มเกิดขึ้นทุกปี แต่ปีนี้เกิดจังหวะเดียวกันและเกิดขึ้นช่วงภัยแล้ง โดยจากการลงพื่นที่ตรวจสอบใน อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา พบว่าไม่ได้เป็นสาเหตุมาจากโครงสร้างถนน แต่มาจากโครงสร้างดินเกิดการสไลด์ของดินและทำให้เกิดการทรุดตัว โดยความลึกของการทรุดขึ้นอยู่กับความอ่อนของดิน

“มักจะเป็นถนนที่ก่อสร้างบนชั้นดินอ่อน ถนนเลียบคลองส่วนมากก็มักดินที่อยู่ในคลองมาถม ปัจจัยส่วนมากคือน้ำลดเร็วเกินไป สาเหตุเพราะภัยแล้งทำให้เกิดการสูบน้ำ ถามว่าตอนออกแบบก็คำนึงแต่ระดับน้ำมันลดเยอะเกินไป และสภาพการออกแบบเดิมสูญเสียเพราะระดับน้ำลดลงไปเกินระดับที่จะรักษาสเถียรภาพของลาดดินไว้อยู่”

ทั้งนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆอีก เช่น การกัดเซาะของลำน้ำ การขุดลอกคลองโดยไม่ได้คำนึงการออกแบบโครงสร้างเดิม การถมถนนให้สูงขึ้นทำให้มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น  และน้ำหนักบรรทุกสัญจร ล้วนทำให้เกิดการความลาดชันของหน้าดินมากขึ้นและเกิดพังทลายได้ในเวลาต่อมา

โดยได้เสนอว่าการแก้ไขควรมีการวิเคราะห์ทั้งปัญหาภัยแล้วและน้ำท่วมด้วย เพราะเป็นมาจากทั้งสองสาเหตุที่ทำให้โครงสร้างลาดดินเปลี่ยน

 

 

 

…อภิสรา บรรทัดเที่ยง สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม รายงาน