ยุคขมขื่น…สิทธิชุมชนใต้เงา คสช.

ยุคขมขื่น…สิทธิชุมชนใต้เงา คสช.

นักวิชาการ-เอ็นจีโอประสานเสียง สิทธิชุมชนยุค คสช.ถูกจำกัดจนไร้พื้นที่ ไม่มีการฟังเสียงประชาชนทั้งปัญหาพลังงาน-เหมืองแร่-ป่าไม้-ทรัพยากรชายฝั่ง สิทธิเสรีภาพประชาชนถูกขัดขวางไม่เป็นไปตามร่าง รธน.มาตรา 4

กลุ่มประชาคมเกษตรศาสตร์เพื่อประชาชน กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ กลุ่มเสรีนนทรี ได้ร่วมกันจัดเวทีห้องเรียนสาธารณะในหัวข้อ “สิทธิชุมชนในวันที่ไร้สิทธิ” เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2558 ณ ห้องพันธุม เคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้ให้เห็นถึงมาตรา 4 ที่ว่าด้วยสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ยังคงมีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ 2558 แต่ทุกวันนี้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนยังคงถูกขัดขวาง ดังเช่นกรณีการถูกจับของกลุ่มขาหุ้นพลังงาน ที่เพียงแค่ออกมาเดินรณรงค์ให้มีการปฏิรูปพลังงานอย่างสันติเมื่อวันที่ 20-24 สิงหาคม 2557 หรือกรณีการจัดเวทีรับฟังความเห็นเรื่องแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) มีเพียงแค่ครั้งเดียว โดยอ้างว่าเป็นนโยบายที่ต้องเร่งรีบดำเนินการ

“สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสันติ สิทธิเสรีภาพในการที่จะเสนอความคิดเห็นต่อภาครัฐมันอาจไม่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์อย่างที่ประกาศไว้ในมาตรา 4 แต่สิ่งที่มันยากไปกว่านั้นคือ ดุลยพินิจอะไรที่มาใช้บอกว่าทำไมถึงทำไม่ได้ อันนี้เป็นคำถามที่สังคมไทยต้องถามว่าทำไมเราถึงชี้แจงเรื่องที่เราเห็นต่างจากภาครัฐในเรื่องไม่ได้ ทำไมเราถึงจะชี้แจงกับพี่น้องประชาชนของเราเองไม่ได้”

ด้านนายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา ระบุว่ารัฐบาลใช้มาตรา 44 จัด zoning เขตเศรษฐกิจพิเศษ สั่งบายพาสให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถสั่งอนุมัติรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ได้โดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิเศษ (คชก.) โดยให้กำหนดระยะเวลาเพียง 105 วัน ตัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนออกไป ประชาชนไม่สามารถมีส่วนร่วมได้แม้กระทั่งการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งต่างจากในสมัยรัฐบาลประชาธิปไตย

“แล้วเราจะพูดอะไรให้เขาฟัง เพราะเขาไม่เปิดโอกาสให้เราพูด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับกระบวนการขั้นตอน EIA ที่เป็นกระบวนการขั้นตอนที่สำคัญมากที่ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่โครงการพัฒนาขนาดใหญ่จะใช้ประโยชน์จากกฎหมายเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศในกาแสดงความคิดเห็น แต่ตอนนี้มันถูกปิดโอกาส”

นายเลิศศักดิ์กล่าวอีกว่า ขณะเรื่องการให้ประทานบัตรเหมืองแร่ mining zone พ.ร.บ.แร่ 2516 ที่ใช้อยู่ปัจจุบันมีการเสนอให้แก้ถึง 4 ครั้งจะ เพื่อให้สามารถมีการเข้าไปใช้พื้นที่ในเขตหวงห้าม หรือเขตพื้นที่ต้นน้ำที่แต่เดิมยังห้ามอยู่ แต่ว่าไม่ผ่านเพราะขัดต่อหลายเรื่องรวมทั้งสิทธิชุมชน แต่กลับผ่านในรัฐบาล คสช.อ่าน ซึ่งคณะรัฐมนตรีใช้เวลาอ่านร่างเพียงไม่ถึง 1 วัน ก่อนจะมีการผ่านร่างมติครม.ในวันถัดมา

ขณะที่ ดร.สุภาภรณ์ อนุชิราชีวะ หัวหน้างานจัดการทรัพยากรประมงชายฝั่ง มูลนิธิสายใยแผ่นดิน ชี้ให้เห็นการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งของไทย ว่าเป็นในลักษณะ มือใครยาวสาวได้สาวเอา ขณะที่รัฐบริหารแบบรวมศูนย์ไม่มีใครเป็นเจ้าของทรัพยากร ทำให้ไม่มีใครเห็นคุณค่าของการเก็บสะสมทรัพยากร ขณะชุมชนพยายามปกป้องจากการทำประทงทำลายล้าง แต่กลับไม่มีสิทธิมีเสียง เพราะกฎหมายลูกยังไม่มีมารองรับ

“ชุมชนต้องการสิทธิที่จะจัดการกับทรัพยากรที่มันจะถูกบัญญัติอยู่ ตราบใดที่กฎหมายลูกไม่ได้พูดถึงสิทธิชุมชน ในเชิงรูปธรรมก็จะนำไปสู่การปฏิบัติไม่ได้ อีกประเด็นหนึ่ง ตอนที่รัฐบาลบอกว่าจะไม่นิรโทษกรรมเรืออวนลากอวนรุนและจะจัดการ ในฐานะที่เราขับเคลื่อนมายาวนาน ผิดไหมที่เราจะรู้สึกดีใจ ก็ไม่ผิดเพราะเป็นการต่อสู้ของพี่น้องที่ต้องสูญเสียอะไรไปเยอะแยะ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ไม่ใช่ว่าความสำเร็จที่เราจะไม่ต้องทำอะไรต่อ”

หัวหน้างานจัดการทรัพยากรประมงชายฝั่ง มูลนิธิสายใยแผ่นดิน ชี้ว่าการเคลื่อนไหวขับเคลื่อนแก้ พ.ร.บ.ประมง ที่ดำเนินการมาอย่างยาวนานได้รับการผ่านร่างแล้วในครม.ชุดนี้ ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาใบเหลืองจากสหภาพยุโรป แต่กลับไม่ได้มีการใส่ใจในเนื้อหาทำให้ต้องมีการแก้ไขอีก

“กรณีใบเหลือง เดิมใช้ พ.ร.บ.ประมง 2490 มีการร่างฉบับใหม่ มีการร่างและล้มและเปลี่ยน ตอนแรกๆก็มีส่วนร่วมดี แต่ภายหลังเมื่อถึงกระบวนการที่ลึกขึ้นไป อำนาจการปรับเปลี่ยนกลับกลายไปอยู่ที่อำนาจรัฐ และกระบวนการมันยืดเยื้อยาวนาน แต่พอใบเหลืองมา พ.ร.บ.ตัวนี้ผ่านด้วยดี เพราะเราต้องการแสดงว่าเรามี พ.ร.บ.ประมงฉบับใหม่ แต่เนื้อหาเป็นอย่างไรนั้น มีช่องโหว่วขนาดไหน รัฐบาล คสช.ไม่ได้สนใจ  กระบวนการของประชาชนขับเคลื่อนมา 10 ปี พี่น้องเดินขบวนมาถึงกรุงเทพ เป็นเวลา 10-20 ปี มันไปได้ช้ามาก แต่พอมันมีกระแสภายนอกมามันผ่านมาได้เร็วมาก มันดูเป็นเรื่องการบริหารจัดการ แต่ถ้าดูลึกๆแล้วพี่น้องประมงชายฝั่งถูกละเมิดด้วยการบริหารจัดการของภาครัฐมาอย่างยาวนาน”

ดร.สุภาภรณ์ระบุว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงฐานทรัพยากร ไม่เพียงแต่ชุมชนที่อยู่ติดพื้นที่ แต่หากเป็นสิทธิของคนไทยทั้งประเทศ

“ประเด็นที่สองคือเรื่องสิทธิชุมชน เรานึกแต่ว่าชุมชนที่อยู่ติดกับทรัพยากร เราลืมไปว่าเรื่องสิทธิชุมชนเป็นของผู้บริโภคด้วย เราขาดการเชื่อมโยง เราไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องของเราด้วย”

ดร.สุรินทร์ อ้นพรม อาจารย์ภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ข้อมูลปัญหาในบริบทเรื่องของป่าไม้ว่า สิทธิการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อป่าไม้ถูกเพิกเฉยมาตั้งแต่เริ่มแรก และเลือนหายไปตั้งแต่มีการสัมปทานป่าไม้ ที่ให้ผลประโยชน์กับผู้ได้รับสัมปทาน ตลอดมาถึงยุคอนุรักษ์ที่มีการกำหนดให้มีพิ้นที่ป่า 40 % ของประเทศ รัฐก็จัดการอพยพชาวบ้านในพื้นที่ออกไป ไม่เคยให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชม ขณะที่ชุมชนพยายามเรียกร้องการมีส่วนร่วมดูแลและใช้ประโยชน์จากป่ามาโดยตลอด เกิดเป็นแนวคิดป่าชุมชน แต่กลับถูกบิดพลิ้วเป็น พ.ร.บ.ป่าชุมชนที่ยังมีการถกเถียงกันทุกวันนี้ ซึ่งสาระเปลี่ยนไปจากเจตนาเดิมของชุมชน

นักวิชาการด้านการจัดการป่าไม้ระบุว่า การพยายามดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาในช่วงนี้ เป็นการผสานกำลังช่วยกันของกรมป่าไม้ กองทัพ และทางนักอนุรักษ์สายเขียวเข้มที่ปฏิเสธการใช้พื้นที่ป่าโดยสิ้นเชิง ทำให้สิทธิชุมชนขาดหายไป

“การจัดการป่าไม้ในแง่สิทธิชุมชน สรุปแล้ว 100 กว่าปีที่ผ่านมาไม่ไปไหน วนกลับมาที่เดิม การจัดการป่าไม้ในช่วงปีที่ผ่านมาไม่ต่างจากปี 2534 หรือ 2535 ที่มีการจัดระเบียบมีการอพยพ ชาวบ้านในเขตพื้นที่ป่าในเขตภาคอีสานมารวมกันในหมู่บ้าน เพียงแต่ว่าองค์ประกอบของเรื่องนั้นมันต่างกัน  ในช่วงนั้นจัดระเบียบชาวบ้าน ในช่วงหลังทวงคืนผืนป่า เปลี่ยนแค่วาทกรรม แต่เนื้อหาเรื่องของการละเมิดสิทธิ์ยังคงอยู่เหมือนเดิม”

ทั้งนี้นายสุรินทร์ ยังเห็นว่าไม่เพียงแต่สิทธิของชุมชนเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือสิทธิของปัจเจกบุคคลซึ่งทุกคนมีความเท่าเทียมกัน เพราะแนวคิดนี้อาจใช้ไม่ได้กับทุกบริบทของสังคม เนื่องจากบางชุมชนไม่ได้เข้มแข็ง อาจเป็นเงื่อนไขที่ทำให้บางพื้นที่ไม่สามารถใช้สิทธิ์นั้นได้

“เราไม่จำเป็นต้องใช้คำว่าชุมชนมาเป็นเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเรียกร้องสิทธิ์ แต่คำว่าสิทธิพื้นฐานหรือสิทธิประชาชน สิทธิของพวกเราในฐานะปัจเจกเป็นคำตอบ สิทธิรณรงค์ว่าเราคือคนเท่ากัน เป็นคนเหมือนกัน นี่คือคำตอบ และมันต้องใช้ระยะเวลายาวมากที่จะเปลี่ยนสังคมไทย” ดร.สุรินทร์กล่าวทิ้งท้าย

 

 

 

…อภิสรา บรรทัดเที่ยง สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม รายงาน