หนุนปฏิรูปทะเลและชายฝั่งบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

นักวิชาการชี้หลากอุปสรรคปฏิรูปทะเลและชายฝั่ง ต้องเอาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลเป็นตัวตั้ง ระบุต้องวิจัยเชิงลึก บรรจุการจัดการทะเลและชายฝั่งในแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม

รศ.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ อนุกรรมการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ (อจชล.) แสดงความเห็นในเวทีการประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้ทรงคุณวุฒิต่อการจัดทำข้อเสนอการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ประเด็นด้านการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ว่าที่ผ่านมาการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งยังขาดนโยบายที่เป็นเอกภาพ ควรมีการบรรจุเรื่องการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนี้เข้าไปในแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปีด้วย เพื่อการบริหารจัดการจะได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ต้องประสานโดยเอาผลประโยชน์แห่งชาติเป็นตัวตั้งและนำไปสู่การแก้ไขในประเด็นปัญหาย่อยต่างๆลงไป

“ผมคิดว่าถ้ามันมียุทธศาสตร์แห่งชาติ ประเทศไทยมันต้องเน้นอะไร โดยทุกคนต้องเห็นพ้องต้องกัน แต่เป็นอะไรที่คิดเองไม่ได้ อย่างมาเลเซียเขาก็ทุบลงมาว่าเป็นเรื่องการขนส่งทางทะเล ของเราเองก็ต้องเลือก ศักยภาพก็มีอยู่หลายด้าน อย่างเรื่องท่องเที่ยวได้ อาจจะเลือกอย่างหนึ่ง แต่พลังงานนี่ยาก เพราะมันอยู่บนฐานทรัพยากรที่ไม่คืนรูป มันจัดการให้เกิดความยั่งยืนลำบาก มันใช้แล้วก็หมดไป จะเลือกเป็นเรื่องอะไรก็ได้ เราโฟกัสทุกอย่างไม่ได้ แต่ไม่ใช่ต้องทิ้งอย่างอื่น สมมติยุทธศาสตร์ 5 ปีมันต้องเห็นผล เราอาจจะเห็นการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากขึ้น ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ต้องมีตัวชี้วัด ถ้าทำได้ต่อไปก็จะเห็นผล ทุกฝ่ายได้ประโยชน์กันหมด ดีกว่าเราไปเน้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งแต่ไม่เกี่ยวกับอันอื่นเลย ผมว่าเจริญแบบนี้ก็ไม่มีประโยชน์ ต้องยอมรับว่าทะเลมันเกี่ยวกับหลายส่วน เพราะฉะนั้นจะพัฒนาโดยทิ้งส่วนใดไม่ได้”

คำว่าผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล รศ.เผดิมศักดิ์ได้อธิบายว่า จำเป็นต้องมองในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ที่ได้จากกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องทางทะเล หรือทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ทั้งที่สามารถประเมินในรูปของตัวเงินได้และไม่ได้ โดยคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์โดยรวม  ที่นอกจากจะมีมูลค่าจากการใช้ประโยชน์โดยตรงแล้ว ยังมีมูลค่าการใช้ทางอ้อม และมูลค่าไม่ใช้ประโยชน์ ซึ่งคือมูลค่าการคงอยู่ มูลค่าเพื่อลูกหลาน และนอกจากนี้ยังมีมูลว่าสงวนไว้ใช้ในอนาคตอีกด้วย เนื่องจากที่ผ่านมามูลค่าเหล่านี้ยังถูกละเลย และถูกมองแต่เพียงเรื่องของการใช้ประโยชน์โดยตรง ทำให้ไม่สามารถเห็นภาพรวมได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงทุกมิติเพื่อการวางนโยบายให้ครอบคลุม

“เอาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลเป็นตัวตั้ง ใช้คำว่า National Marine Interests มันมีจุดที่น่าสนใจอย่าง อาจจะมองในแง่สิ่งที่คนเราสนใจก็ได้ หรือ interest ที่เป็นดอกเบี้ย หมายความว่าผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลเป็นดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นการที่เราจะใช้ดอกเบี้ย นั่นหมายความว่าเราจะไม่กินเงินทุน เพราะฉะนั้นก็จะมองผลพวง ผลผลิตที่ได้ ในขณะเดียวกันถ้าเรากินเงินทุนไป ทุกอย่างมันก็ลดไปเรื่อยๆ ปัจจุบันเราไม่ได้มอง marine interests เรามอง marine capital กินไปที่ต้นทุนด้วยซ้ำ”

ทั้งนี้ที่ผ่านมา รศ.เผดิมศักดิ์ยังมองว่าการพัฒนาไม่ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาทรัพยากรกับสิ่งแวดล้อมมากที่ควร  ทำให้ทรัพยากรแย่ลงเสื่อมโทรมลงมาตลอด ยังสะท้อนเรื่องของชุมชน  เห็นว่าต้องมองภาพรวมทั้งหมดเรื่องการบริหารจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

“การท่องเที่ยวเป็นส่วนที่เห็นชัดเจน เข้ามาใช้ประโยชน์ มีมูลค่าอยู่พอสมควร ขึ้นอยู่กับจำนวนนักท่องเที่ยว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเราไม่ไม่เคยคิดต้นทุน เราคิดอยู่แค่ว่าจะหามาตรการ หาทางอย่างไรให้นักท่องเที่ยวมีความสะดวกสบาย แต่เราไม่เคยมองถึงผู้ถูกเที่ยว หรือตัวสิ่งแวดล้อม ตัวทรัพยากรที่ใช้สนับสนุนการท่องเที่ยว ตราบใดก็ตามที่นโยบายในการพัฒนาการท่องเที่ยวมันยังไม่มองครบสูตร หรือมองว่าทะเลยังไงก็รับรองได้ทั้งหมด ถึงสักวันหนึ่งที่มันไม่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวก็คงจะไปไม่ได้”

นายนิพนธ์ พงศ์สุวรรณ เจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยยังขาดการวิจัยเชิงลึกที่จะนำไปตอบปัญหาและคิดมูลค่าทางเศรษฐกิจของสิ่งแวดล้อม และมูลค่าทางระบบนิเวศ จึงจำเป็นมากที่รัฐจะต้องให้การสนับสนุนในเรื่องนี้

“มูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ ecological value ยังตอบไม่ได้ ถ้าจะตอบได้ต้องทำงานวิจัยเชิงลึก ต้องดูลึกมากๆ ทั้งด้านชีววิทยา ด้านรัฐบาลไม่ได้สนับสนุนตรงนั้น ทั้งด้านงานวิจัยที่ผ่านมา ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์เชิงลึกรัฐบาลจะไม่สนับสนุน จะให้เชิงประยุกต์เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชนเป็นหลัก ถ้าจะทำการวิจัยเชิงลึกต้องมีเงิน ต้องมีคน สิ่งที่เกิดขึ้นจริง เราผลิตนักวิจัยเชิงลึกน้อยมาก เป็นปัญหาหลักแล้ว ที่จะตอบคำถาม ecological value มีมากน้อยแค่ไหน”

ทั้งนี้ รศ.เผดิมศักดิ์ ยังมองว่าปัญหาและอุปสรรค มีด้วยกันในหลายมิติ ทั้งนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ กฎหมาย และหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งที่ผ่านมาการดำเนินงานยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ โดยมองว่าการดำเนินงานจากฝ่ายภาครัฐอย่างเดียวไม่สามารถทำได้ แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างมากกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมองว่านอกจากการแสดงความคิดเห็นแล้ว ประชาชนในพื้นที่สามารถมีส่วนร่วมอย่างมากทั้งในเรื่องการเก็บข้อมูล และการร่วมกันรักษาทรัพยากร ซึ่งที่ผ่านมากระบวนการนี้ยังมีอยู่น้อยมาก

“ส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ปัจจุบันเรามีส่วนร่วมจริง แต่เป็นการมีส่วนร่วมที่ไม่มีความหมาย คือ เวลาที่เขามีส่วนร่วมต้องให้เขามีส่วนร่วมจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำตามกฎหมาย” รศ.เผดิมศักดิ์ให้ความเห็นทิ้งท้าย

 

 

…อภิสรา บรรทัดเที่ยง สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม รายงาน