มีโฉนดที่ดินในมือ แต่อาจถือครองไม่ถูกต้อง ความล้าหลังของระบบข้อมูลที่ดินประเทศไทย

นักวิชาการ สกว.เผยผลสำรวจปัญหาที่ดินทำกิน มีประชาชนขึ้นทะเบียนเกือบ 5 ล้านคน หาที่ดินว่างเปล่าช่วยเหลือได้เพียง 1.8 แสนไร่ ส่วนอีก 9 ล้านไร่ในพื้นที่ทับซ้อนยังขัดแย้งไม่จบ ชี้ระบบข้อมูลที่ดินของประเทศล้าหลัง ถือครองโฉนดวันนี้อาจไม่มีกรรมสิทธิ์ถาวร ทุกภาคส่วนไม่ร่วมมือกัน แนะรื้อระบบแก้ปัญหาเรื้อรัง ยกระดับเพิ่มอำนาจ คทช.ทำงานต่อเนื่อง เสนอรวม 2 พ.ร.บ.ที่ดินเข้าด้วยกัน  

ในการประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิต่อการปรับปรุงข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการปฏิรูปด้านป่าไม้และที่ดิน ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ โดยมี ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ผู้ประสานการศึกษานโยบายที่ดิน เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะสำหรับการจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับประเด็นป่าไม้และที่ดิน เพื่อนำข้อมูลที่ได้เสนอต่อกรรมธิการร่างรัฐธรรมนูญและสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สนช.) เพื่อเป็นประโยชน์ในการพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ได้ชี้ให้เห็นสถานการณ์ของปัญหาป่าไม้และที่ดินที่สำคัญคือ ความจำกัดของที่ดินกับประชากรที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกิน เกิดการแสวงหาที่ทำดินทำกินใหม่และทำให้เกิดการรุกล้ำพื้นที่ป่า เกิดปัญหาความทับซ้อนระหว่างที่ดินทำกินของชาวบ้านกับแนวเขตป่าไม้ของรัฐ ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่ของประเทศที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเสนอว่าควรปฎิรูปทั้งระบบโดยแก้ปัญหาจากล่างขึ้นบน และต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน

ที่ผ่านมาจากการสำรวจปัญหาที่ดินทำกิน (1 ตุลาคม 2547) พบผู้มาขึ้นทะเบียนขอความช่วยเหลือด้านที่ดินกว่า 4,849,056 ราย คิดเป็นกว่า 40 % ของคนทั้งประเทศ โดยทางภาครัฐพยายามแสวงหาที่ดินว่างเปล่าจากหน่วยงานต่างๆได้เพียง 185,082 ไร่ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยจากการสำรวจหาพิ้นที่พบว่าที่ดินของรัฐทั้งในเขตพื้นที่ป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ ที่ราชพัสดุและที่ดินสาธารณะมีผู้เข้ามาอยู่อาศัยรวมแล้วกว่า 9 ล้านไร่ มีการบุกรุกเข้าไปใช้พื้นที่ป่า และกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับราษฎรเรื่องความทับซ้อนของพื้นที่  เพราะที่ผ่านมาการจัดทำแนวเขตที่ดินของรัฐนั้นยังไม่มีความชัดเจน

“ระบบข้อมูลที่ดินของเรายังไม่ดี ข้อมูลที่ดินของเรายังล้าหลังในแง่ของการถือครอง แม้กระทั่งโฉนดเอง ที่ดินที่ท่านถือครองอยู่วันนี้ อย่าแน่ใจว่าท่านจะมีกรรมสิทธิ์ถาวรนะครับ เพราะพรุ่งนี้ อาจจะมีคนมาบอกว่าโฉนดของท่านออกไม่ถูกต้องก็ได้ ซึ่งมันไม่ควรจะเกิดในบ้านเมืองนี้ การถือโฉนดมันคือขั้นตอนสุดท้ายแล้วของการถือกรรมสิทธิ์ แต่ทุกวันนี้ในเมืองไทยกลับไม่ใช่”

ผศ.อิทธิพลได้ทำการศึกษาวิจัยและเก็บข้อมูลในเรื่องนี้มาตลอด จึงได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งทางเรื่องป่าไม้และที่ดิน โดยในส่วนของกฎหมาย เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายใหม่ เสนอให้การจัดการป่าไม้เป็นหน้าที่ร่วมระหว่างรัฐกับชุมชน ทั้งนี้ให้รวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องป่าไม้ทั้งหมด ยกร่างเป็นประมวลกฎหมายใหม่ แก้ปัญหาความไม่เป็นเอกภาพของหน่วยงานต่างๆที่ผ่านมา เช่นเดียวกับกฎหมายจัดที่ดิน ที่เสนอให้รวมพ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพและพ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรเข้าไว้ด้วยกันและเสนอปรับปรุงพ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เป็นธรรมเพื่อช่วยเหลือผู้ไร้ที่ดินทำกิน

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ ให้ยกระดับคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ให้เป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจตามที่กฎหมายกำหนด จากเดิมที่ตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงาน เข้ามาจัดการในการทำแผนที่แนวเขตของรัฐให้มีความชัดเจนและตรงกันในแต่ละหน่วยงาน และวางนโยบายให้มีความเป็นเอกภาพ โดยยังให้การบริหารจัดการเป็นสิทธิของในแต่ละพื้นที่

ทั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน สนับสนุนยกร่างกฎหมายจากภาคประชาชนทั้ง พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน พ.ร.บ.ว่าด้วยสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร ที่จะมาช่วยลดการกระจุกตัวของที่ดินที่เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญ ช่วยประชาชนเข้าถึงที่ดินเพื่อการทำกินมากขึ้น ทั้งยังเสนอให้ประชาชนมีส่วนในการสร้างพื้นที่และใช้ประโยชน์จากป่า

ทางด้าน รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการสถาบันคลังสมองของชาติ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมในเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่ป่าว่าไม่ใช่เพียงแต่เป็นสินค้าที่นำมาใช้ประโยชน์ แต่ยังมีแง่ของความมั่นคงทางธรรมชาติ และชี้ปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการใช้ที่ดินไม่เหมาะสมทำเกิดปัญหาขาดแคลนที่ดิน

“เรากำลังถดถอย ทรัพยากรกำลังมีค่าและมีความสำคัญมากขึ้น ป่าไม้จะต้องมีไว้ในแง่ของการเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่เก็บน้ำ ซึ่งไม่สามารถให้ใครบุกรุกเข้าไปได้ เป็นเรื่องของพื้นที่สีเขียวที่คนในชาติจะต้องดูแล ทำอย่างไรที่เราจะสงวนพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์เอาไว้ ปัจจุบันพื้นที่เมืองไทยเรา กำลังทำสวนทางกับที่อื่นๆ เรากำลังเอาที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดมาสร้างเมือง แล้วเอาที่ที่อุดมสมบูรณ์น้อยที่สุดไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ปัญหาก็คือต้นทุนการผลิตสูง การผลิตมันก็ไม่ได้ คนก็ยังยากจนอยู่ตลอดเวลา” รศ.สมพรให้ความเห็น

ขณะที่ นางเรวดี ประเสริฐเจริญสุข ผอ. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เสนอว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ที่ผ่านมามีการทำจากหลายภาคส่วนโดยที่ไม่ได้นำฐานข้อมูล องค์ความรู้ และกระบวนการมีส่วนร่วมมาตกลงกันทำให้ยังแก้ไขไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมองโดยภาพรวมทั้งหมดและเป็นหน้าที่ที่ทุกหน่วยงานต้องมาร่วมมือกัน

“ถ้าเราเชื่อว่าตัวทรัพยากรตรงนี้ เราต้องใช้ทั้งปัจจุบันให้ยั่งยืนแล้วก็ใช้สำหรับอนาคต แล้วขณะเดียวกันก็ต้องเกื้อกูลคนชายขอบ คนเปราะบาง แต่ขณะเดียวกันก็มีมิติของการอนุรักษ์และมิติของทางเศรษฐศาสตร์ กรอบตัวนี้ อย่างรัฐควรมองเป็นจัดการร่วม มององค์รวมเชิงระบบนิเวศ ถ้าตรงนี้มันถูกถกเถียงแล้วตกลงกันได้เรื่องอื่นจะตามมา ที่รัฐในระดับนโยบายจะต้องตกลงว่า ในพื้นที่อนุรักษ์ฟื้นฟู เราจะต้องจัดสรรบางส่วนให้กับคนจน เราจะต้องมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แล้วเราจะต้องดูประเด็นเรื่องความหลากหลายทรัพยากร เรื่องอาหาร การจัดการต้องเปลี่ยน แทนที่จะเป็นแยกส่วน ต้องเป็นองค์รวม มันแยกภาระหน้าที่ความรับผิดชอบกันได้ แต่เราต้องตกลงแผนผังการใช้พื้นที่ ว่าตรงไหนต้องช่วยกันดู ดูไม่ยาก ถ้าตั้งเป็นวาระในการทำ ป่าไม้มันก็ไม่ได้มีมากมายใหญ่โต”

อีกประเด็นหนึ่งที่นางเรวดีกังวลคือ  การสร้างหลักประกันของกลไกดังกล่าว เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลทำให้ขาดความต่อเนื่องของการดำเนินการ

“ทำอย่างไรเราจะสร้างหลักประกันได้ ทำอย่างไรเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล กลไกที่ทำงานอยู่แล้วกำลังจะแก้ไขปัญหาได้ก็ไม่มีอำนาจแล้ว ตรงนี้ก็คิดไม่ออก เราจะสร้างเครื่องมืออย่างไร เป็นโจทย์ภารกิจที่ชัดเจนที่เห็นร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชาวบ้าน NGO ทั้งภาคธุรกิจ แล้วก็กลไกทางการเมือง ดิฉันคิดว่ามันมีศักยภาพแต่ที่ดิฉันไม่มั่นใจ และก็ไม่เคยเห็นเลย คือความต่อเนื่องของงานที่เราทำอยู่”

ทั้งนี้นางเรวดียังได้ฝากข้อเสนอแนะไว้ ว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวยังต้องใช้เวลามากและต้องค่อยๆทำเพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดผลกระทบตามมา

“ในท้ายที่สุดดิฉันอยากจะขอเสนอ ผู้แทนฝ่ายภาคต่างๆ นโยบายในการฟื้นคืนผืนป่ากลับมาเป็นนโยบายที่ดี อย่างไรก็ตามการทำงานที่ดีแต่ไม่แยกแยะก็จะเป็นปัญหาต่อคนเล็กคนน้อยเยอะมาก เจตนาดีอย่างเดียวไม่พอ มันจะต้องมีการตัดสินใจในฐานข้อมูลที่ถูกต้องเพราะว่า คนที่เป็นเหยื่อของความยุติธรรมส่วนใหญ่ก็คือคนจน เพราะฉะนั้นในกระบวนการทีจะแยกเข้าแยกออกจะต้องให้เวลาและต้องมีรายละเอียด” ผอ. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวทิ้งท้าย

 

…อภิสรา บรรทัดเที่ยง สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม รายงาน