เมื่อแผ่นดินเกิดไม่ใช่พื้นที่ทดลองเมกะโปรเจกต์: 6 ประเด็น เวทีฟังเสียงประชาชนใต้

Green Opinion : 

6 ประเด็นน่าสนใจ จากเวทีสะท้อนเสียงคนใต้ต่อโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งรวมถึงโครงการที่ถูกจับตาและมีการวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวาง อย่าง “#โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะหรือโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตที่ถูกมองว่ารัฐบาลกำลังพยายามขับเคลื่อนผลักดัน และคาดว่าจะเป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่จะมีการพิจารณา/ตัดสินใจ (บางส่วนของชุดโครงการเกี่ยวเนื่อง อาทิท่าเรือน้ำลึกสงขลาและปัตตานี) ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งแรกของรัฐบาลอนุทิน2 ที่จะจัดขึ้นที่สงขลาพรุ่งนี้ (1 .. 2569)

1. รัฐบาลเมินผล SEA และความพยายาม #แก้ผังเมืองเฉพาะส่วน

2. ข้อเท็จจริงที่มักถูกทำให้เงียบ (Facts) & ข้อมูลเปรียบเทียบเชิงเศรษฐกิจ

3. เสียงสะท้อนและข้อเสนอ จากหัวใจของ ประชาชนในพื้นที่

4. มุมมองและข้อเสนอ จากตัวแทนนักวิชาการและเครือข่าย (พันธมิตร)

5. ข้อเสนอทางออกเชิงปฏิบัติและกลไกขับเคลื่อน (Actionable Alternatives)

6. แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนภาคใต้สิทธิการพัฒนา

บทความเมื่อแผ่นดินเกิดไม่ใช่พื้นที่ทดลองเมกะโปรเจกต์: สรุปสาระสำคัญเวทีฟังเสียงประชาชนใต้ที่จัดขึ้นวานนี้ (30 .. 2569) ในพื้นที่โดย อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์

(ภาพ: สามารถ สาเร็ม / เพจเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น)

ท่ามกลางกระแสการเตรียมขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตหรือนิคมอุตสาหกรรมจะนะ และวาระการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร (ครม.สัญจร) ณ จังหวัดสงขลา เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ไม่ได้ลุกขึ้นมาเพื่อขัดขวางความเจริญ หรือปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง แต่พวกเขากำลังเดินทางมาเพื่อตั้งคำถามที่ทรงพลังที่สุดต่ออนาคตของแผ่นดินเกิด นั่นคือคำถามถึงสิทธิในการกำหนดอนาคตตัวเองบนฐานทรัพยากรที่พวกเขากำหนดและพึ่งพามาอย่างยาวนาน

1. รัฐบาลเมินผล SEA และความพยายามแก้ผังเมืองเฉพาะส่วน

ท่าทีรัฐบาล: นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการเตรียมส่งเรื่องให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ศึกษาการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่อำเภอจะนะ เพื่อรองรับนิคมอุตสาหกรรม โดยอ้างปัญหาความแออัดของท่าเรือสงขลาเดิม

การเมินเฉยต่อ SEA: ท่าทีดังกล่าวชี้ชัดว่ารัฐบาลกำลังเมินเฉยต่อผลการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สงขลาปัตตานี ซึ่งระบุชัดว่าพื้นที่จะนะเหมาะสมต่อการเป็นแหล่งผลิตอาหาร ความมั่นคงทางประมง และเกษตรกรรม แต่ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหนัก

ช่องทางลัดเปลี่ยนผังเมือง: มีความเคลื่อนไหวขอแก้ไขผังเมืองเฉพาะส่วนผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.) เพื่อเปลี่ยนสีผังเมืองจากพื้นที่อนุรักษ์และเกษตรกรรม (สีเขียว/สีฟ้า) ให้กลายเป็นพื้นที่สีม่วง” (อุตสาหกรรม) เพื่อเปิดทางให้ทุนใหญ่สร้างท่าเรือน้ำลึกและแนวท่อส่งก๊าซ

2. ข้อเท็จจริงที่มักถูกทำให้เงียบ (Facts) & ข้อมูลเปรียบเทียบเชิงเศรษฐกิจ

รายงาน SEA ถูกพับเก็บ: รายงานทางวิชาการที่ใช้งบประมาณกว่า 28 ล้านบาทให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ศึกษา กลับไม่ถูกหยิบยกมาเป็นฐานข้อมูลหลักในการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐ

ช่องทางลัดเปลี่ยนผังเมือง: กระบวนการเร่งรัดผ่านท้องถิ่นลดทอนความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน

หักล้างมายาคติเรื่องการสร้างงาน: วาทกรรมว่านิคมอุตสาหกรรมจะช่วยแก้จน ขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ประมงพื้นบ้านและเกษตรกรมีรายได้มั่นคงจากการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติอยู่แล้ว (เช่น การหาปลาที่สร้างรายได้หลักพันถึงหมื่นบาทต่อวัน) การนำอุตสาหกรรมมาแทนที่ด้วยการจ้างงานค่าแรงขั้นต่ำจึงทำลายฐานเศรษฐกิจเดิมที่ยั่งยืนกว่า

(ภาพ: สามารถ สาเร็ม / เพจเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น)

3. เสียงสะท้อนและข้อเสนอจากหัวใจของประชาชนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 เครือข่ายประชาชนภาคใต้ได้จัดเวที ฟังเสียงฟังเสียงประชาชนใต้ การพัฒนาแผ่นดิน ณ ลานใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (หาดใหญ่) .สงขลา

วิโชติศักดิ์ รณรงค์ไพรี (เลขาธิการ กป.อพช.ใต้): “ภาคใต้ไม่ได้ขาดทรัพยากรหรือศักยภาพ แต่สิ่งสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้จินตนาการและออกแบบอนาคตของบ้านตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องเดินตามรูปแบบการพัฒนาที่ถูกกำหนดไว้เพียงทางเดียวรัฐบาลมีหน้าที่เป็นวาทยากรบริหารความแตกต่าง ไม่ใช่นำทุนภายนอกมาทำลายฐานทรัพยากร

สุไลมาน ดาราโอ๊ะ (สมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านจังหวัดชายแดนใต้): “เราอาจมองไม่เห็นการทำลายใต้ทะเล แต่วันหนึ่งผลของมันจะย้อนกลับมาถึงโต๊ะอาหารของเรา สิทธิการพัฒนาคือสิทธิในทรัพยากรและความมั่นคงทางอาหารของทุกคนเน้นย้ำเรื่องการจัดการทรัพยากรทะเลอย่างเป็นธรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตประมงพื้นบ้าน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ สนับสนุนสหกรณ์ประมง อู่ซ่อมเรือชุมชน จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชาวประมง พร้อมตั้งคำถามต่อการบังคับใช้กฎหมายประมง (มาตรา 57 และ 69)

จันทิมา ชัยบุตรดี (กลุ่มนักรบผ้าถุง): “เราไม่ได้ไม่ต้องการพัฒนา แต่ต้องการการพัฒนาที่ถูกหลัก ถูกเหตุ ถูกผล และถูกศักยภาพของพื้นที่ ไม่เปลี่ยนจะนะให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรม แต่ให้เป็นแหล่งอาหารของโลกสะท้อนการต่อสู้ปกป้องทะเลกว่า 30 ปี ชุมชนมีศักยภาพด้านความมั่นคงทางอาหาร ทางออกคือพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรเดิม แปรรูปอาหารทะเล สร้างตลาดกลางชุมชน และลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง

สาทร สมพงษ์ (เครือข่ายการจัดการน้ำยั่งยืน พัทลุง): เสนอเปลี่ยนผ่านจากการสร้างโครงสร้างแข็งขนาดใหญ่ (เขื่อน คลองคอนกรีต) ที่ทำลายระบบนิเวศและใช้งบมหาศาล มาสู่การจัดการน้ำขนาดเล็กที่กระจายตัว (เช่น ขุดสระในไร่นา ฟื้นฟูน้ำใต้ดิน รักษาป่าซับน้ำ) และเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเอาชนะธรรมชาติเป็นการอยู่ร่วมกับฤดูกาล

กำราบ พานทอง (เครือข่ายเกษตรกรทางเลือกภาคใต้): เสนอ 7 วาระพลิกโฉมเกษตรภาคใต้ สู่การสร้างอธิปไตยทางอาหาร ได้แก่ 1) เปลี่ยนผ่านสู่เกษตรนิเวศ (เกษตรสมรม) 2) สร้างความมั่นคงทางอาหารในรูปแบบธนาคารอาหารและยาที่มีชีวิต” 3) จัดการน้ำขนาดเล็กในไร่นา 4) บูรณาการแรงงาน 3 วัยเพื่อสืบทอดวิถีเกษตร 5) สร้างกลไกตลาดที่เป็นธรรมและตลาดสีเขียว 6) ปกป้องสิทธิเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น และ 7) ส่งเสริมประชาธิปไตยทางอาหาร คืนสิทธิให้ประชาชนควบคุมตลอดห่วงโซ่

ธรรมภัทร์ ปานเล็ก (เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดสงขลา): ชี้ว่าการจัดการภัยพิบัติและน้ำท่วมต้องเปลี่ยนจากรอรับความช่วยเหลือเป็นสร้างชุมชนให้รู้เท่าทัน ป้องกันก่อนเกิดภัยโดยใช้กลไกทางกฎหมายของสภาองค์กรชุมชนตำบลรวบรวมปัญหาและขับเคลื่อนร่วมกับท้องถิ่น พร้อมมองปัญหาระบบลุ่มน้ำแบบเชื่อมโยงทั้งระบบ

อาจารย์อับดุลซูโกร์ ดินอะ (สมาคมสมาพันธ์จังหวัดชายแดนภาคใต้): เสนอให้ปรับการศึกษาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต พหุวัฒนธรรม ศาสนา และเศรษฐกิจท้องถิ่น (เกษตรแปรรูป ท่องเที่ยวชุมชน ค้าชายแดน) ใช้ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนร่วมกับมหาวิทยาลัย เพื่อให้เยาวชนเติบโตและสร้างอาชีพได้โดยไม่ต้องทิ้งถิ่นฐาน พร้อมเปลี่ยนเมืองอุตสาหกรรมให้เป็นเมืองแห่งการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

มาเรียม บีรู (ตัวแทนชาวบ้านพรุลานควาย ปัตตานี): “น้ำเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ประทานมา แต่การจัดการน้ำของมนุษย์ไม่ควรกลายเป็นเหตุให้คนหนึ่งรอด แล้วอีกคนต้องรับน้ำแทน. ขอให้รัฐฟังคนที่อยู่กับน้ำ อยู่กับพรุ และอยู่กับพื้นที่จริง ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงธรรมชาติสะท้อนความเดือดร้อนจากการขุดพื้นที่พรุโดยชุมชนไม่มีส่วนร่วม กระทบพื้นที่เลี้ยงสัตว์และเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซ้อน

อารีฟีน โสะ & ลม้าย มานะการ (เครือข่ายทรัพยากรชายแดนใต้ / สภาประชาสังคมชายแดนใต้): “การพัฒนาจะสร้างสันติภาพไม่ได้ หากประชาชนไม่มีสิทธิกำหนดอนาคตของบ้านตัวเอง ประชาชนไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับรัฐ แต่อยากเป็นหุ้นส่วนในการสร้างอนาคตของบ้านตัวเองชี้ว่านโยบายรัฐที่ไร้การมีส่วนร่วมคือความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ประชาชนผู้คัดค้านไม่ควรถูกตีตรา ทางออกคือต้องกระจายอำนาจและเคารพศักดิ์ศรีของคนในพื้นที่

เบญจวรรณ ทับทิมทอง (เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ): สะท้อนผลกระทบต่อป่าต้นน้ำและเศรษฐกิจเกษตร พร้อมเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินและการแปรรูปเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า และย้ำว่ารัฐต้องมองทรัพยากรเป็นฐานชีวิตของประชาชน

กรรณิการ์ แพแก้ว (มูลนิธิภาคใต้สีเขียว): ชี้ว่าพลังงานหมุนเวียนไม่ได้แปลว่าเป็นพลังงานที่เป็นธรรมเสมอไปหากชุมชนไม่ได้เป็นเจ้าของ คัดค้านโรงไฟฟ้าชีวมวลเกินความจำเป็นและกังวลผลกระทบจาก Data Center พร้อมเสนอโมเดลพลังงานชุมชน” (เช่น โซลาร์เซลล์ชุมชน) ที่ประชาชนบริหารจัดการและได้รับประโยชน์ร่วมกัน

(ภาพ: สามารถ สาเร็ม / เพจเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น)

4. มุมมองและข้อเสนอจากตัวแทนนักวิชาการและเครือข่าย

รุ่งเรือง ระหมันยะ (เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น): ชี้ว่าความขัดแย้งยืดเยื้อกว่า 30-40 ปี เพราะกระบวนการจากบนลงล่างและ EIA ที่ถูกจ้างทำรายงานจนขาดความน่าเชื่อถือ

ประกาศจุดยืนและคำพูดสำคัญ:การพัฒนาที่ดีไม่ใช่การเอาของข้างนอกเข้ามา แล้วทำลายของที่เรามีอยู่เดิม แต่ต้องเริ่มจากการค้นหาว่าแผ่นดินของเรามีอะไร และทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านั้นได้รับการพัฒนาโดยไม่เกิดความเสียหาย” “SEA ไม่ใช่ปัญหา แต่คนที่กักเก็บที่ดิน ซื้อที่ดินไว้ คนที่จะสร้างโรงงานต่างหากคือปัญหา” “ความขัดแย้งครั้งใหญ่ คือการเชิญ ดร.ชนธัญ แสงพุ่ม กลับมาเป็นเลขาธิการ ศอ.บต. ทั้งที่ในอดีตมีพฤติกรรมข่มขู่พี่น้อง จึงขอประกาศว่าเราไม่ยอมรับ ดร.เจ๋ง เป็นเลขาธิการ ศอ.บต. เพราะจะนำความขัดแย้งกลับมาสู่พื้นที่

ผศ.นิเวศน์ อรุณเบิกฟ้า (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์): นำเสนอผลการศึกษา SEA สงขลาปัตตานี จากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย 10 กลุ่ม ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เลือกการพัฒนาบนฐานทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมโดยย้ำว่า  ประชาชนไม่ได้ต่อต้านการพัฒนา แต่การพัฒนาต้องเริ่มจากการปกป้องทรัพยากร วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของประชาชน เสียงของประชาชนต้องถูกนำไปอยู่ในระบบการตัดสินใจและการดำเนินงานจริง ไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น

กิตติภพ สุทธิสว่าง (ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนติดตาม SEA สงขลาปัตตานี): ย้ำว่าสงขลาปัตตานีไม่ใช่พื้นที่ว่างเปล่า มีทุนเดิมอยู่แล้ว การพัฒนาต้องเป็นการต่อยอดไม่ใช่ทำลาย พร้อมเสนอให้ติดตาม 3 กระบวนการหลังเวที ได้แก่ 1) การติดตามผังเมืองภาคใต้ 2) การช่วงชิงวาทกรรม SEA และ 3) การติดตามว่ารัฐบาลจะยึดมั่นในการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมจริงหรือไม่

บาบอฮุสณี บินหะยีคอเนาะ (โรงเรียนศาสนบำรุง): เปรียบประเทศไทยเป็นมนุษย์ที่มีบาดแผลจากการพัฒนาในอดีต ย้ำว่า SEA คือเสียงของประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลรับรอง SEA ทางกฎหมายเพื่อให้มีผลผูกพันจริง

ดร.เสาวรัจ ตั้งกิจวานิชย์ (TDRI): เสนอ 5 ข้อต่อรัฐบาล เพื่อให้นำแผน SEA ไปปฏิบัติจริง 1.ยกระดับฐานเดิมโดยต่อยอดจากทุนที่มีอยู่ 2.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ (การศึกษา ทุนมนุษย์ มาตรฐานสินค้า) 3.ทำให้แผน SEA มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายและเชื่อมโยงกับงบประมาณ 4.เปิดเผยข้อมูลโปร่งใส (Open Data) 5.กระจายอำนาจและผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม พร้อมย้ำว่าต้องมีแผนปฏิบัติการระดับจังหวัดและระดับภาค

(ภาพ: สามารถ สาเร็ม / เพจเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น)
(ภาพ: สามารถ สาเร็ม / เพจเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น)

5. ข้อเสนอทางออกเชิงปฏิบัติและกลไกขับเคลื่อน (Actionable Alternatives)

การรับรอง SEA ทางกฎหมาย: ผลักดันให้รายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) มีสถานะทางกฎหมาย เพื่อไม่ให้แผนพัฒนาถูกเปลี่ยนแปลงตามอำเภอใจของรัฐบาลแต่ละชุด

บลูพรินท์ (พิมพ์เขียว) เศรษฐกิจชุมชน: ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านวิสาหกิจชุมชน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเกษตรนิเวศ ที่มีตัวเลขพิสูจน์ได้ว่าสร้างรายได้กระจายสู่คนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

การใช้กลไกนิติบัญญัติ: เชื่อมโยงข้อเสนอเข้าสู่กรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรหรือพรรคการเมือง เพื่อผลักดันร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ...อากาศสะอาด และสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร

6. “สิทธิการพัฒนา” แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนภาคใต้

ในช่วงท้าย เวทีได้ออกแถลงการณ์เรื่อง การพัฒนาภาคใต้ รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ระบุว่ารากปัญหาคือรัฐบาลเข้าไปชี้ชะตาแผ่นดินและใช้อาญาสิทธิ์มากเกินไป เปรียบรัฐบาลควรทำหน้าที่เป็นวาทยากรประสานเสียงประชาชน มิใช่บงการแบ่งปันผลประโยชน์พวกพ้อง

แถลงการณ์ประณามการเตรียมนำเข้าโครงการพัฒนาในวาระ ครม.สัญจร 1 กันยายนนี้และประกาศกร้าวว่า

สิทธิการพัฒนา คือสิทธิขั้นพื้นฐานในการกำหนดชีวิตของพวกเรา เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วแต่เดิม หากรัฐบาลเลือกที่จะไม่รับฟัง ไม่สนใจ และไม่เคารพกระบวนการมีส่วนร่วมเหมือนดังเช่นที่ผ่านมา ก็เป็นสิทธิ์ที่พวกเราจะแสดงออกเพื่อปฏิเสธรัฐบาลแบบนี้ต่อไป

(ภาพ: สามารถ สาเร็ม / เพจเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น)
(ภาพ: สามารถ สาเร็ม / เพจเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น)
(ภาพ: สามารถ สาเร็ม / เพจเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น)