“สัญณาณบวก 1 – สัญญาณลบ 1” คำพิพากษา “คดีแบนพาราควอตฯ”

ยกฟ้อง คดีเอกชนขอให้ยกเลิกการแบนพาราควอตฯ – (อีกคดี) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สั่งรัฐจ่ายคืนเอกชนค่าทำลายสารที่แบน (116 ล้านบาท)” คำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีแบนพาราควอตฯเช้าวันนี้ (31 .. 2569)

หลักป้องกันไว้ก่อนคุ้มครองผู้บริโภคยืนยันการแบนสัญญาณบวกจากคำพิพากษาคดีแบนพาราควอตฯความเห็น 3 องค์กรประชาสังคม

รัฐควรอุทธรณ์ความเห็น EnLAW ต่อคดีค่าเสียหายฯ

ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย ไม่ใช่ใช้ภาษีประชาชนจ่ายความเห็น Thai-PAN ต่อคดีค่าเสียหายฯเผยการแบนคือแนวโน้มทิศทางโลกยืนยันประเทศได้ประโยชน์จากการแบนฯ ชัดเจน หลายมิติ

(ภาพ: Thai-PAN)

ซินเจนทายื่นฟ้อง 2 คดี

การแบนสารพาราควอต ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีผลต่อโรคพาคินสัน และสารคลอไพรีฟอสที่ส่งผลกระทบกับสมองของทารกตั้งแต่ในครรภ์ สองสารหลัก ที่มีการดำเนินการทั้งทางฝ่ายหน่วยงานรัฐ ภาควิชาการ ภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ให้มีการยกเลิกมาตั้งแต่ปีช่วงประมาณปี 59 และก็ดำเนินการเรื่อย จนกระทั่งท้ายที่สุด คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้มีการยกเลิกการใช้สาร 2 ตัวนี้ เมื่อช่วงพฤศจิกายน 2562 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อมิถุนายน 2563

ทำให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าพาราควอตและคลอไพรีฟอส โดยวันนี้เป็นคดีที่ทางบริษัทซินเจนทาครอปโปรเทคชั่นจำกัดยื่นฟ้องขอให้มีการเพิกถอนประกาศดังกล่าว

แล้วก็อีกข้อหนึ่งก็คือให้มีการยกเลิกคำสั่งของกรมวิชาการเกษตรที่กำหนดให้ผู้ผลิตแล้วก็ผู้นำเข้าต้องเป็นผู้รับมอบสินค้าที่คงเหลือคืนจากผู้จำหน่ายและผู้ครอบครองแล้วให้เป็นผู้รับผิดชอบถ้าใช้จ่ายในการทำลายเอง

ก็จะมี 2 ข้อที่ศาลวินิจฉัยโดยหลัก

ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) และผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ชี้แจงในการแถลงข่าวสืบเนื่องจากการมีคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง วันนี้ โดยแถลงข่าวร่วมกับผู้แทนมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

การพิจารณาคดีนี้ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 ก่อนจะมีการนัดอ่านคำพิพากษาวันนี้ (31 .. 69) ที่ศาลปกครองกลาง นัดฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ส. ๑๒/๒๕๖๓ ระหว่าง บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด (บริษัทผู้ประกอบการผลิตและนำเข้าสารเคมีทางการเกษตร) (ผู้ฟ้องคดี) ยื่นฟ้อง กระทรวงอุตสาหกรรม ที่ 1 กับพวกรวม (ผู้ถูกฟ้องคดี)

เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ ๖) .. ๒๕๖๓ ซึ่งกำหนดให้ พาราควอต และ คลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 อันมีผลห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง รวมทั้งขอให้เพิกถอนคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ที่ ๗๕๐/๒๕๖๓ เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายชนิดที่ 4”

โดยมี มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (ผู้ร้องสอดที่ 1) และ มูลนิธิชีววิถี (ผู้ร้องสอดที่ 2) ในนามเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) เข้าร่วมเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม เพื่อคัดค้านการเพิกถอนประกาศแบนสารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส

ยกฟ้องคดีเอกชนขอให้ยกเลิกการแบนฯ

ในส่วนของคดีเรื่องการของเพิกถอนประกาศเรื่องการแบนสารพาราควอตศาลก็ได้วินิจฉัยว่าประกาศออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วมีการรับฟังพยานหลักฐานที่เป็นข้อมูลทางทางวิชาการจากภาคส่วนต่างๆและข้อมูลทั้งของในประเทศและต่างประเทศการแบนสารพาราควอตในต่างประเทศ

และศาลได้วินิจฉัยควบคู่กับเจตนารมณ์ของกองวัตถุอันตราย ซึ่งได้พูดถึงการคุ้มครองความปลอดภัยของทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม รวมถึงอ้างอิงถึงหลักการป้องกันไว้ก่อน (Precautionary Principle) ซึ่งพูดถึงว่า แม้ว่าจะมีพยานหลักฐานที่อาจจะยังไม่ชัดเจนมากเพียงพอจน 100% แต่ว่ารัฐเองต้องใช้มาตรการที่จะป้องกันผลกระทบไม่ให้เกิดขึ้นเลือกใช้วิธีการป้องกันผลกระทบ

ศาลยังได้อ้างอิงถึงรัฐธรรมนูญตามมาตรา 58 ที่พูดเรื่องกรณีที่รัฐจะดำเนินการใดจะต้องมีการศึกษาประเมินและป้องกันผลกระทบแล้วก็หลีกเลี่ยงให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

อันนี้ก็เป็นเป็นคำวินิจฉัยในวันนี้ ที่ยืนยันว่า การแบนสารพาราควอตรวมถึงคลอร์ไพริฟอส ชอบด้วยกฎหมายแล้วและเป็นการใช้ดุลพินิจที่เพื่อเพื่อการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง

อัมรินทร์ สายจันทร์ ทนายความ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กล่าวในการแถลงข่าว

ไม่ขอบด้วยกฎหมายสั่งรัฐจ่ายคืนเอกชนค่าเสียหายคำตัดสินอีกคดีเกี่ยวเนื่อง

ส่วนในอีกส่วนหนึ่งเรื่องการที่มีคำสั่งให้เอกชนที่เป็นผู้ผลิตนำเข้าต้องต้องรับคืนแล้วก็นำมาทำลายโดยค่าใช้จ่ายเอกชนเองอันนี้ศาลได้วินิจฉัยว่าคำสั่งตัวนั้นมีปัญหาความไม่ชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือการบังคับให้เอกชนที่ถือใบอนุญาตอยู่เดิมต้องต้องรับมาทำลายโดยที่รัฐไม่ได้มีมาตรการเยียวยาอะไรอาจจะเป็นการสร้างภาระจนเกินสมควร

ศาลได้มีคำสั่งให้ทางกรมวิชาการเกษตรก็คือโดยรัฐต้องชดใช้ค่าเสียหาย ค่าใช้จ่ายในการทำลายสารตัวนี้คืนให้กับทางบริษัทเอกชนอัมรินทร์ กล่าว

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวระบุตัวเลขความเสียหายดังกล่าวว่าอยู่ที่ประมาณ 116 ล้านบาทในเบื้องต้น

หลักป้องกันไว้ก่อนคุ้มครองผู้บริโภคยืนยันการแบนสัญญาณบวกจากคำพิพากษาคดีแบนพาราควอตฯ

ในส่วนของทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและก็มูลนิธิชีววิถีซึ่งเป็นผู้ร้องสอดในส่วนของคดีแรก ที่เข้าไปเพื่อโต้แย้งให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับศาลกับเรื่องว่าเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องมีการแบน อันนี้เราก็เห็นว่าศาลได้วินิจฉัยแล้วก็รับฟังข้อมูลสอดคล้องกับที่เราได้พยายามนำเสนอแล้ว จากนี้ก็จะเป็นเรื่องในส่วนของทางเอกชน ว่าจะมีการอุทธรณ์ประเด็นนี้หรือไม่

ในส่วนคดีการแบนตรงนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญของของกรณีต่อๆไปด้วยว่าการที่จะพิจารณาใช้สารอะไรศาลได้วางบรรทัดฐานโดยเฉพาะการอ้างอิงถึงหลักเรื่องการป้องกันไว้ก่อนซึ่งเป็นหลักกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่สำคัญแม้ว่าจะไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายโดยตรงศาลก็ได้นำมาตีความบังคับใช้แล้ว

จริง ๆ ไม่ใช่ใช้เฉพาะกับเรื่องสารเคมีด้วย แต่ว่าการดำเนินโครงการอะไรต่าง ๆ ศาลก็ได้พูดถึงว่า จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่งว่าถ้ามีผลกระทบ ต้องทำให้เกิด มีมาตรการป้องกันหรือว่าทำให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดผู้แทน EnLAW กล่าว

การที่มีคำสั่งนี้ก็เป็นแนวทางที่ดีในการที่จะคุ้มครองผู้บริโภคในอนาคต เป็นแนวทางที่ว่าศาลมองเห็นถึง เรียกว่าการคุ้มครองผู้บริโภคที่ถ้าเกิดต้องใช้สารเคมีต่อ มันจะเกิดอันตรายในทั้งสิ่งแวดล้อมทั้งคนทั้งสัตว์ ทำให้ถ้าเกิดการคุ้มครองนี้ขึ้นจะทำให้เกิดมาตรฐานในการคุ้มครองผู้บริโภคผู้แทน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าว

ศาลชี้ให้เห็นว่า ก่อนหน้าที่จะมีการแบน กรรมการวัตถุอันตรายเคยมีมติให้จำกัดการใช้สารทั้ง 3 ตัวนี้มาก่อน แล้วกรมวิชาการเกษตรก็ได้ประกาศให้มีการจำกัดการใช้ แต่ศาลเห็นว่า แม้จะเป็นการจำกัดการใช้ แต่ว่าก็ไม่สามารถที่จะเรียกว่าการันตีได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะหมดไปอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นศาลเห็นว่าการยกเลิกการใช้เป็นวิธีการที่ดีที่สุด ศาลจึงเห็นว่าดุลพินิจของกรรมการวัตถุอันตรายชอบโดยกฎหมายผู้แทน Thai-PAN กล่าว

(ภาพ: Thai-PAN)

รัฐควรอุทธรณ์ความเห็น EnLAW ต่อคดีค่าเสียหายฯ

ในส่วนคดีที่เป็นเรื่องค่าเสียหาย ทางรัฐ ทางกรมวิชาการเกษตรก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และเราก็เห็นด้วยว่ารัฐเองก็ควรจะมีการอุทธรณ์โต้แย้ง เพราะว่าจริง ๆ แล้ว มาตรการที่กำหนดออกมาก็เพื่อให้สารตัวนี้ได้หมดออกไปจากระบบ เพื่อคุ้มครองเรื่องประโยชน์ของส่วนรวม ความปลอดภัยของสาธารณะ ซึ่งก็ยังเป็นประเด็นที่ยังต้องสามารถโต้แย้งกันได้ในชั้นศาลปกครองสูงสุด ซึ่งทางมูลนิธิก็คงจะได้ติดตามกันด้วยว่ามีการโต้แย้งหรือว่านำเสนอข้อมูลอย่างไร ซึ่งต้องรอดูคำพิพากษาฉบับเต็มก่อน

ซึ่งคดีนี้ ทางมูลนิธิไม่ได้เข้าไปเป็นคู่ความในคดีผู้แทน EnLAW กล่าว

ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย ไม่ใช่ใช้ภาษีประชาชนจ่ายความเห็น Thai-PAN ต่อคดีค่าเสียหายฯ

ในกรณีที่หลังจากที่มีการแบนแล้ว (ประเด็น) ค่าใช้จ่ายในการจัดการหรือว่าทำลาย มี 2 เรื่องที่เกี่ยวข้อง

1 เรื่องความได้สัดส่วน คือสารวัตถุอันตรายตรงนี้แปลว่ามันก่อให้เกิดผลกระทบกับทั้งคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม ผู้บริโภค เกษตรกร ในสัดส่วนที่เกินไปกว่าผลประโยชน์ที่ได้ หมายความว่ามันมีต้นทุนผลกระทบภายนอกที่เกิดขึ้น ซึ่ง cost นี้ ปกติก็คือผู้ใช้ ผู้สัมผัสสาร หรือว่าสังคม รวมไปถึงระบบสาธารณสุขเป็นคนจ่าย แต่พอถึงเวลาต้องทำลาย ในกรณีที่รัฐต้องมานั่งจ่ายค่าชดเชยให้ โดยเอาภาษีของเรามาใช้ในการชดเชย อันนี้อาจจะเป็นข้อสังเกตว่า มันได้สัดส่วนกันจริงหรือเปล่า คือการมองเรื่องต้นทุนผลกระทบ ควรจะมองทั้งองค์รวม ไม่ใช่แค่หยิบตัวสารไปเผาทำลายทิ้ง

ประเด็นที่ 2 เรากังวลว่ากรณีนี้จะกลายเป็นเงื่อนไขหรือเปล่า ในกรณีที่ในอนาคตวัตถุอันตรายไม่ว่าจะเป็นทางการเกษตร ทางด้านอุตสาหกรรม ทางด้านสาธารณสุข หากพบว่ามีความเสี่ยงเกินกว่าจะรับได้ หน่วยงานรัฐจะกล้าใช้อำนาจในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะมากกว่าหรือไม่ ถ้าเกิดมีกรณีที่ต้องชดเชยค่าเสียหายเป็นตัวอย่าง ดังนั้นในกรณีนี้เราเห็นว่าว่า ควรจะต้องมีการปรับแก้กฎหมาย พรบ.วัตถุอันตราย ให้มีความครอบคลุมทั้งกระบวนการและสะท้อนต้นทุนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Pollutor Pays Principle)

สิ่งสำคัญสำหรับในประเทศไทย คงต้องเป็นการติดตามผลักดันกันว่า จะมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอย่างไรให้ในกรณี ถ้าสุดท้ายแล้วมันพบว่าสิ่งที่ทำมามันเป็นอันตรายร้ายแรงหรือว่ามันเป็นมลพิษ ทางผู้ก่อมลพิษหรือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการจำหน่ายหรือว่าทำให้มีการใช้สารเหล่านี้ มันควรจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบอย่างไร  แบบที่สุดท้ายแล้ว เราไม่ได้ต้องเอาเอาภาษีของประชาชนมาชดใช้เยียวยาให้กับเอกชนที่ได้รับผลกำไรจากการขายสิ่งที่เป็นอันตรายเหล่านี้ผู้แทน Thai-PAN กล่าว

Thai-PAN ยันประโยชน์จากการแบนชัดเจน

เท่าที่เราติดตาม ระยะแรก ๆ หลังจากการแบนก็ไม่พบในการลักลอบในการใช้ ในระยะ 2-3 ปีแรก และก็เราเห็นว่าข้อมูลที่หน่วยงานรัฐได้มีการมอนิเตอร์ อย่างเช่นการตกค้างของพาราควอตในพืชผักผลไม้โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ลดลงจากก่อนแบนที่พบประมาณ 25% ของกลุ่มตัวอย่าง เหลือ 0 แล้วก็อัตราการเสียชีวิตของเกษตรกรโดยพิษเฉียบพลันก็ลดลงไปประมาณ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์

ในขณะที่อัตราการนำเข้าสาร 2 ตัว บวกสารไกลโฟเซตที่จำกัดการใช้อย่างเข้มข้นในระยะแรกลดลงไปประมาณสัก 60 ล้านกิโลกรัมซึ่งมันลดความเสี่ยงของประชาชนทุกคนไม่ใช่เฉพาะแค่เกษตรกรที่ที่ใช้

และผลการประเมิน SRO โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่าการแบนและการจำกัดการใช้ 3 สารดังกล่าว ทำให้ประเทศชาติน่าจะได้ประโยชน์ประมาณสัก 48,000 ล้านบาทผู้แทน Thai-PAN กล่าว

ในหลายประเทศทั่วโลก ทิศทางการการยกเลิกการใช้พาราควอตหรือการแบน เข้าใจว่าก็เพิ่มขึ้น และก็มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ถ้าดูแนวโน้ม ตอนนี้มากกว่า 70 ประเทศทั่วโลกก็มีการยกเลิกการใช้ไปแล้ว แม้กระทั่งบริษัทผู้ผลิตรายแรกที่อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็มีการยกเลิกการใช้ในประเทศของตัวเองไปตั้งแต่ 30 กว่าปีที่แล้ว

สารตัวนี้แม้ว่าจะหมดสิทธิบัตรแล้วก็จีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกตอนนี้ในประเทศจีนก็ยกเลิกการใช้ไปแล้วเช่นกัน รวมไปถึงประเทศเกษตรกรรมขนาดใหญ่อย่างเช่นบราซิลและประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศในอาเซียนไม่น้อยกว่า 5 ประเทศก็ยกเลิกการใช้ไปแล้ว

เพราะฉะนั้นถ้าเราดูทิศทางของโลก โลกปฏิเสธิสารตัวนี้ เพราะพิษภัยผลกว่าระทบมันเกินกว่าจะยอมรับได้จริง ๆผู้แทน Thai-PAN กล่าวเพิ่มเติม