65 วัน หลังรั้วเหล็ก “ขุมเขียว” เมื่อ ‘ทุน’ ฮุบทางสาธารณะ ชุมชนมอแกลนทับตะวัน

Green Opinion : 65 วัน หลังรั้วเหล็กขุมเขียวเมื่อทุนฮุบทางสาธารณะ ปิดตายลมหายใจและสิทธิชุมชนมอแกลนทับตะวัน

บทความเชิงรายงาน ว่าด้วย

1. ขุมเขียวมากกว่าทางเดิน แต่คือเส้นเลือดใหญ่ของชุมชน

2. น้ำตาของยายกล้วย การพัฒนาที่ทิ้งคนเฒ่าคนแก่ไว้ข้างหลัง

3. รถตู้ป้ายเหลือง อนาคตและเครื่องมือทำกินที่ถูกแช่แข็ง

4. “ถูกขังลืมเหมือนสัตว์เมื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ถูกลดทอน

5. ความล้มเหลวของรัฐ และมติ ครม. ชาวเลที่เป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึก

6. คำอุทธรณ์สุดท้าย ทวงคืนความเป็นธรรม คืนชีวิตให้ขุมเขียว

บทสรุป: บททดสอบมโนสำนึกของสังคมไทย

โดย อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์ นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางสังคม จากพังงา อดีตเด็กไร้สัญชาติผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และกลุ่มชาติพันธุ์

(ภาพ: อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์ / ปนัดดา น้อมวงค์)

ท่ามกลางกระแสการพัฒนาและการท่องเที่ยวริมฝั่งทะเลอันดามันที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ราคาที่ดินในจังหวัดพังงาพุ่งสูงขึ้นกว่า 10 เท่าตัวในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เม็ดเงินมหาศาลไหลเวียนเข้ามาพร้อมกับกลุ่มทุนต่างถิ่นและต่างชาติ ทว่าในเงามืดของการพัฒนานั้น ชีวิต สิทธิ และศักดิ์ศรีของกลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกมองว่าไร้ราคากลับกำลังถูกเบียดขับ ละเลย และเหยียบย่ำอย่างเลือดเย็น

ณ หมู่บ้านทับตะวัน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์มอแกลนที่ตั้งรกรากพึ่งพิงธรรมชาติมาหลายร้อยปี กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ที่เลวร้ายไม่ต่างจากคลื่นสึนามิที่เคยพัดถล่มพวกเขาเมื่อสองทศวรรษก่อน เพียงแต่คลื่นลูกใหม่นี้ไม่ได้มาในรูปแบบของภัยธรรมชาติ แต่มาในรูปแบบของเอกสารสิทธิ์และรั้วเหล็ก

กว่า 65 วัน หรือกว่า 1,560 ชั่วโมงแล้ว ที่เส้นทางเข้าออกสาธารณะขุมเขียวถูกปิดกั้นด้วยรั้วเหล็กจากกลุ่มทุนที่อ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนพื้นที่ดั้งเดิม การปิดทางครั้งนี้ไม่ได้แค่ขัดขวางการสัญจร แต่มันคือการตัดขาดลมหายใจ วิถีชีวิต และอนาคตของคนทั้งชุมชนอย่างสิ้นเชิง

(ภาพ: อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์ / ปนัดดา น้อมวงค์)

1. ขุมเขียวมากกว่าทางเดิน แต่คือเส้นเลือดใหญ่ของชุมชน

เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมการปิดทางเข้าขุมเขียวจึงสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล เราต้องเข้าใจบริบทเชิงนิเวศและประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้ก่อนขุมเขียวไม่ใช่เพียงแค่ถนนดินลูกรังหรือทางเดินเท้าธรรมดา แต่เป็นพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ประกอบด้วย ลำราง ห้วย หนอง คลอง บึง และป่าชายเลนที่เชื่อมต่อกับทะเลอันดามัน

สำหรับชาวมอแกลนทับตะวัน พื้นที่ตรงนี้คือซูเปอร์มาร์เก็ตตามธรรมชาติที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ พวกเขาใช้เส้นทางนี้เดินลงไปหาหอย หาปู หากุ้ง จับปลา และหาพืชสมุนไพรชายฝั่งเพื่อประทังชีวิตและสร้างรายได้ การดำรงอยู่ของชาวมอแกลนและระบบนิเวศขุมเขียวเป็นไปในลักษณะเกื้อกูล ไม่ใช่การทำลายล้างเพื่อกอบโกย

เมื่อเส้นทางถูกปิดกั้น เท่ากับว่าความมั่นคงทางอาหารของชุมชนถูกตัดขาด กลุ่มทุนอาจมองเห็นที่ดินเป็นเพียงตารางวาที่แปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ แต่สำหรับชาวบ้าน มันคือพื้นที่ทางจิตวิญญาณและพื้นที่ทำกินที่หล่อเลี้ยงชีวิตจากรุ่นสู่รุ่น การนำรั้วเหล็กมากั้นขวาง จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิชุมชนในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง

2. น้ำตาของยายกล้วย การพัฒนาที่ทิ้งคนเฒ่าคนแก่ไว้ข้างหลัง

ถ้าปิดทางนี้ยายจะไปหากินที่ไหน

นี่คือคำถามที่ปนไปด้วยเสียงสะอื้นของ ยายกล้วย กล้วย ภู่สกุล หญิงชราวัย 75 ปี ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิ และใช้ชีวิตอยู่กับการหาหอย หาปู หากุ้ง ที่ขุมเขียวมาตั้งแต่ยังสาว พื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงแหล่งอาหาร แต่คืออาชีพ คือศักดิ์ศรีที่ทำให้หญิงชราคนหนึ่งสามารถพึ่งพาตนเองและหล่อเลี้ยงลูกหลานได้

เมื่อเส้นทางถูกปิด ยายกล้วยและกลุ่มแม่บ้านผู้สูงอายุในชุมชนต้องเผชิญกับความยากลำบากแสนสาหัส พวกเธอต้องแบกฟืน ปีนข้ามสิ่งกีดขวางเพื่อเข้าไปหากินในพื้นที่ดั้งเดิม บางครั้งร่างกายที่ร่วงโรยก็ต้านทานไม่ไหว ต้องล้มลุกคลุกคลาน บาดเจ็บ แต่ก็ต้องฝืนเดินต่อ เพราะหากไม่หาหอยก็หมายถึงความอดอยากของคนในครอบครัว

วันก่อนพาไม้ฟืนข้าม ปีนข้ามไปล้ม ต้องอดทน ถ้าไม่อดทนก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะเขาปิดทางเดิน เขาไม่สงสารคนเฒ่าคนแก่ คนหาเช้ากินค่ำ ยายเสียใจ อยู่ตรงนี้มาตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่

ความเจ็บปวดของยายกล้วยไม่ได้มีเพียงเรื่องทางเดินที่ถูกปิด แต่ยังมีความทรงจำจากเหตุการณ์สึนามิ ที่พรากทั้งลูกหลานและบ้านเรือนไป หลังภัยพิบัติ ยายได้รับบ้านหลังใหม่เป็นที่อยู่อาศัย แต่สิ่งที่ไม่มีหน่วยงานใดมอบคืนให้ได้ คือวิถีชีวิตที่เคยมี และสิทธิในการเข้าถึงแหล่งทำกิน

เถ้าแก่คนใหญ่ ๆ โต ๆ ไม่น่าทำกับชาวบ้านได้ เขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เล็กจนโต แล้วทางนั้นจะปิดทำไม? เถ้าแก่เขาแลเราไม่เห็น เราเหมือนกับขยะ เขาเหยียบได้ วันไหนเขาอยากเหยียบก็เหยียบ ถ้าเขานึกได้ เขาสงสารคนเฒ่าคนแก่ ฉันอายุตั้ง 75 ปีแล้ว ฉันมีชีวิตอยู่ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว เถ้าแก่คนนี้เป็นเด็กเพิ่งโตเมื่อวานซืน จะอายุกี่วันได้

น้ำตาและคำพูดของยายกล้วย ตั้งคำถามตัวโตถึงสังคมว่า การพัฒนาที่ทำให้คนแก่ต้องปีนรั้ว ต้องล้ม ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อไปหาหอยประทังชีวิต ยังสามารถเรียกว่าการพัฒนาได้อย่างเต็มปากหรือไม่?

3. รถตู้ป้ายเหลือง อนาคตและเครื่องมือทำกินที่ถูกแช่แข็ง

ผลกระทบจากการปิดทางไม่ได้หยุดอยู่แค่ผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังลุกลามไปทำลายระบบเศรษฐกิจและเครื่องมือทำกินของคนรุ่นใหม่ในชุมชนอย่างราบคาบ

กุ๊ก มารศรี ภู่สกุล หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของรถตู้ป้ายเหลือง ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่คาดไม่ถึง รถตู้คันนี้ไม่ใช่เพียงทรัพย์สินส่วนตัว แต่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงที่ตั้งใจซื้อมาเพื่อประกอบอาชีพสุจริต เป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในการสร้างเศรษฐกิจชุมชน ทว่าทันทีที่รั้วเหล็กถูกปิดตาย รถตู้คันนี้ก็ถูกขังอยู่ด้านใน ไม่สามารถนำออกมาวิ่งรับงานได้นานกว่า 65 วัน

ตอนนี้ พ... ก็ขาดแล้วตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา รถไม่ได้ขับออกไปทางไกล ต้องชาร์จแบตเตอรี่เอาไว้เพราะไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน ยังไม่ได้ไปตรวจสภาพรถ และไม่ได้วิ่งรับงานเลย ฝากบอกหน่วยงานต่าง ๆ ให้ช่วยเปิดทางให้หน่อย ตอนนี้ลำบากจริง ๆ เพราะตั้งใจซื้อรถตู้มาทำมาหากิน

วงจรอุบาทว์เริ่มต้นขึ้นทันทีเมื่อล้อรถหมุนไม่ได้: ไม่มีรถ = วิ่งงานไม่ได้ = ไม่มีรายได้ = ไม่มีเงินต่อใบอนุญาตและ พ... = กลายเป็นรถผิดกฎหมาย

คนทำมาหากินสุจริตกำลังถูกระบบและข้อพิพาทที่ตนไม่ได้ก่อ บีบบังคับให้กลายเป็นผู้เสียเปรียบและสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย ความเสียหายนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ? ดอกเบี้ย ค่างวด และความเสื่อมโทรมของเครื่องยนต์ที่ต้องจอดทิ้งไว้ คือต้นทุนที่กลุ่มทุนและรัฐไม่เคยนำมาคำนวณในสมการของการปิดกั้นพื้นที่

4. “ถูกขังลืมเหมือนสัตว์เมื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ถูกลดทอน

รถตู้คันที่ถูกขัง ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะของกุ๊ก แต่ในบริบทของหมู่บ้านทับตะวัน นี่คือรถคันแรกและคันสำคัญของหมู่บ้านที่แบกรับความหวังของคนทั้งชุมชน

แก้ว สายหยุด ภู่สกุล หญิงแกร่งอีกคนในพื้นที่ เล่าถึงความสำคัญของรถคันนี้ว่า ทุกคนในชุมชนต้องพึ่งพารถตู้ในการเดินทาง ไม่ว่าจะพาลูกหลานไปโรงเรียน นำผลผลิตไปขาย หรือที่สำคัญที่สุดคือการพาสมาชิกในชุมชนที่เจ็บป่วยไปโรงพยาบาล การปิดกั้นเส้นทางจึงไม่ใช่แค่การขัดขวางการสัญจร แต่เป็นการลิดรอนสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการศึกษา ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

รถคันนี้เป็นความหวังและแบกความหวังทั้งในเรื่องของการทำมาหากิน การช่วยเหลือคนในชุมชน และออกไปทำมาหากินข้างนอก ไม่ใช่ถูกขัง แต่มันเป็นการขังลืมเหมือนกับสัตว์ชนิดหนึ่ง เขาขังเอาไว้ทั้งคน ทั้งรถ แล้วลืมมาดู ลืมว่ายังมีสัตว์อีกชนิดที่รอความหวังว่าจะได้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก

การเปรียบเปรยว่าถูกขังลืมเหมือนสัตว์คือการสะท้อนความรู้สึกที่บาดลึกที่สุด เมื่อมนุษย์กลุ่มหนึ่งถูกปฏิบัติราวกับไม่มีตัวตน ไม่มีสิทธิส่งเสียง และถูกตัดขาดออกจากสังคมภายนอกเพียงเพราะไม่มีเอกสารแผ่นเดียวที่เรียกว่าโฉนดที่ดิน

รากฐานของชีวิตเราก็ต้องอยู่ที่ถิ่นกำเนิด เราจะออกไปเติบโตจากไหนหรือทำอะไรที่อื่นก็ได้ สุดท้ายเราก็ต้องกลับบ้านเช่นเดิม รวมไปถึงเส้นเหล็กที่กั้นทางไว้ไม่ให้ออก ก็เหมือนขังเราไว้เป็นสัตว์ที่ไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้แบบดั้งเดิม ถ้าหากคุณถูกแบบเดียวกันกับเราล่ะ คุณจะรู้สึกอย่างไรแก้ว ตั้งคำถามที่คนทั้งสังคมต้องช่วยกันตอบ

(ภาพ: อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์ / ปนัดดา น้อมวงค์)

5. ความล้มเหลวของรัฐ และมติ ครม. ชาวเลที่เป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึก

ปัญหากรณีขุมเขียว ไม่ใช่ปัญหาปัจเจกบุคคล หรือข้อพิพาทระหว่างเพื่อนบ้านธรรมดา แต่เป็นความวิบัติเชิงโครงสร้างที่สะท้อนความล้มเหลวของการจัดการที่ดินในประเทศไทย

โดยหลักการทางกฎหมาย พื้นที่ที่ชาวบ้านใช้เป็นสาธารณประโยชน์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน เช่น ลำราง ห้วย หนอง คลอง บึง หรือพื้นที่ป่าชายเลน ไม่สามารถนำไปออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนได้ง่ายๆ การที่กลุ่มทุนสามารถนำเอกสารสิทธิ์มาอ้างเพื่อปิดทางเข้าออก จึงนำมาสู่ข้อกังขาตัวโตในกระบวนการยุติธรรมและการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในอดีต ว่ามีการเอื้อประโยชน์หรือออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบหรือไม่?

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยมี มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 เรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ซึ่งมีเจตนารมณ์ชัดเจนในการคุ้มครองพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล (มอร์แกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย) โดยระบุให้หน่วยงานรัฐต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดิน และผ่อนปรนให้ชาวเลสามารถทำประมงและหาทรัพยากรตามวิถีดั้งเดิมได้

แต่ในความเป็นจริง ตลอด 65 วันที่ผ่านมา ชาวบ้านทับตะวันได้ดำเนินการยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ จนถึงผู้นำท้องถิ่นอย่างกำนัน แต่กลไกของรัฐกลับทำงานอย่างเชื่องช้า ปล่อยให้ความเดือดร้อนของประชาชนรายวันกลายเป็นเพียงวาระการประชุมที่ไร้ข้อสรุป มติ ครม. ที่ควรจะเป็นเกราะคุ้มครองชุมชน กลับกลายเป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึกที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอำนาจทุน

6. คำอุทธรณ์สุดท้าย ทวงคืนความเป็นธรรม คืนชีวิตให้ขุมเขียว

ในระหว่างที่คณะกรรมการระดับอำเภอและหน่วยงานรัฐกำลังดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนระบบราชการ ชีวิตของชาวบ้านทับตะวันยังคงถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย ความเดือดร้อนเรื่องปากท้อง สภาพจิตใจที่ย่ำแย่ และความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถรอคอยการทำงานที่เชื่องช้าได้อีกต่อไป

ดังนั้น เพื่อหยุดยั้งความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่กำลังกระทำต่อชาวมอแกลนและชุมชนชายฝั่ง ชุมชนทับตะวันและเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบ จึงมีข้อเรียกร้องที่ชัดเจน 3 ประการต่อผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. ให้มีการตรวจสอบความชอบธรรมของการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์: รัฐต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแบบบูรณาการ โดยมีตัวแทนจากนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญด้านภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อตรวจสอบประวัติความเป็นมาของการออกเอกสารสิทธิ์ในบริเวณขุมเขียว ว่าเป็นการออกทับที่สาธารณประโยชน์หรือที่ทำกินดั้งเดิมของชุมชนหรือไม่

2. ให้ทวงคืนพื้นที่กลับมาเป็นของรัฐ: ในกรณีที่พบว่ากระบวนการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์มีความผิดปกติ หรือมีการพิจารณาแล้วว่าออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หน่วยงานรัฐต้องดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์นั้นทันที และนำพื้นที่ดังกล่าวกลับมาเป็นสมบัติหลวงเพื่อให้ชุมชนได้ใช้เป็นสาธารณประโยชน์ร่วมกันตามวิถีดั้งเดิม

3. ให้เร่งคุ้มครองเส้นทาง และเปิดทางขุมเขียวทันที“: นี่คือข้อเรียกร้องระยะสั้นที่เร่งด่วนที่สุด รัฐต้องใช้อำนาจทางปกครอง หรือการเจรจาบังคับให้กลุ่มทุนเปิดเส้นทางเข้าออกขุมเขียวโดยทันที เพื่อให้ชาวบ้านสามารถกลับไปใช้ชีวิต ประกอบอาชีพ และนำรถตู้ของชุมชนออกมาใช้งานได้ตามปกติ จนกว่ากระบวนการตรวจสอบทางยุติธรรมจะแล้วเสร็จ

บทสรุป: บททดสอบมโนสำนึกของสังคมไทย

รั้วเหล็กที่ขุมเขียว บ้านทับตะวัน จังหวัดพังงา ไม่ใช่แค่อุปสรรคทางกายภาพ แต่มันคือสัญลักษณ์ของความเหลื่อมล้ำที่น่าอับอายที่สุดในสังคมไทย มันกำลังบอกเราว่า กฎหมายมักรวดเร็วเสมอเมื่อทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุน แต่กลับเชื่องช้าและเป็นอัมพาตเมื่อต้องปกป้องสิทธิและลมหายใจของคนยากจน

เรื่องราวของยายกล้วยที่ต้องปีนรั้วเสี่ยงชีวิต เรื่องราวของพี่กุ๊กที่สูญเสียโอกาสในการทำกิน และเสียงสะท้อนของพี่แก้วที่รู้สึกเหมือนถูกขังลืม คือเสียงเพรียกจากคนชายขอบที่กำลังถามดังๆ ไปถึงผู้มีอำนาจว่า พวกเขายังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ในสายตารัฐหรือไม่?

คำอุทธรณ์ให้ปกป้องสมบัติหลวงและสิทธิชุมชนครั้งนี้ คือบททดสอบสำคัญว่า หน่วยงานรัฐจะเลือกยืนข้างความถูกต้องและตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตมนุษย์ หรือจะยอมปล่อยให้ผืนแผ่นดินที่หล่อเลี้ยงชุมชนมานับร้อยปี ถูกกลืนกินไปพร้อมกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้คน

เราจะปล่อยให้ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม ต้องถูกขังลืมอยู่กับความอยุติธรรมนี้ไปอีกนานแค่ไหน? 1,560 ชั่วโมงแห่งความทุกข์ทรมาน มันยังยาวนานไม่พออีกหรือ?

(ภาพ: อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์ / ปนัดดา น้อมวงค์)
(ภาพ: อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์ / ปนัดดา น้อมวงค์)
(ภาพ: อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์ / ปนัดดา น้อมวงค์)