เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนเกียร์ จากเมกะโปรเจกต์หมื่นล้าน สู่ยุทธศาสตร์เชื่อมรอยต่อ

Green Opinion : เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนเกียร์ จากเมกะโปรเจกต์หมื่นล้าน สู่ยุทธศาสตร์เชื่อมรอยต่อ

ทรรศนะ ว่าด้วย สถานการณ์แลนด์บริดจ์... SEC – Thailand FastPass” เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนเกียร์ จากเมกะโปรเจกต์หมื่นล้าน สู่ยุทธศาสตร์เชื่อมรอยต่อและการมีส่วนร่วมของประชาชน

มุมมองใน 4 ประเด็นน่าสนใจ

  1. การเปลี่ยนเกียร์?
  2. จุดหักเห
  3. คำถามที่ยังคงไม่มีคำตอบ และพื้นที่ปะทะ
  4. การเปลี่ยนยุทธศาสตร์? บทบาทภาคประชาชน?

บทความโดย อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์ นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางสังคม จากพังงา อดีตเด็กไร้สัญชาติผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และกลุ่มชาติพันธุ์

(ภาพ : เดลินิวส์)

1. การเปลี่ยนเกียร์?

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับหมุดหมายและจุดเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจมหภาคท่ามกลางกระแสการแข่งขันระดับโลกที่บีบคั้นให้รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกลไกหลักในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

โดยมีชุดนโยบายสำคัญสามประสาน ได้แก่ มาตรการ Thailand FastPass ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (... SEC) และโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทยอันดามัน (Land Bridge ชุมพรระนอง)

นโยบายทั้งสามชุดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นจิ๊กซอว์เชิงโครงสร้างที่หนุนเสริมซึ่งกันและกัน มีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างทางด่วนเศรษฐกิจที่ไร้รอยต่อ

ทว่า ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สถานการณ์กลับพลิกผันเมื่อแรงกดดันจากความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ ความคุ้มค่าในการลงทุน และเสียงสะท้อนอันทรงพลังของภาคประชาสังคมและชุมชนในพื้นที่ภาคใต้ ได้ส่งแรงกระแทกจนทำให้รัฐบาลต้องเปลี่ยนเกียร์ครั้งสำคัญ

จากเดิมที่เคยขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูงสุด (Speed-first approach) สู่การตัดสินใจชะลอและทบทวนร่างกฎหมายพิเศษ พร้อมทั้งรื้อแผนลงทุนขนาดใหญ่ระดับ 1 ล้านล้านบาท เพื่อหันมาเน้นการแก้ไขปัญหาจุดเชื่อมต่อที่ขาดหาย (Missing Links) แทน

2. จุดหักเห

Thailand FastPass: ตัวเร่งปฏิกิริยาหรือกล่องดำทางราชการ?

ในมุมมองของฝ่ายนโยบาย มาตรการ Thailand FastPass ถูกรังสรรค์ขึ้นภายใต้กรอบความคิดทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ว่าเวลาคือต้นทุนที่แพงที่สุดของนักลงทุนความล่าช้าและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนในระบบราชการไทย (Bureaucracy Red Tape) ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้าน

รัฐบาลจึงนำเสนอ FastPass เป็นระบบดิจิทัลและการประสานงานแบบเบ็ดเสร็จ (Single Window) เพื่อเร่งรัดกระบวนการพิจารณาอนุญาตโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยยืนยันมาโดยตลอดว่าระบบนี้จะไม่ลดทอนมาตรฐานกฎหมายสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมกลับมองว่า FastPass เปรียบเสมือนกล่องดำที่ลดทอนกระบวนการตรวจสอบโดยสาธารณะ การรวบอำนาจอนุมัติไว้ในศูนย์กลางทำให้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเจ้าของพื้นที่ถูกบีบให้แคบลง จนกลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางธุรการ

ร่าง ... SEC และโครงการแลนด์บริดจ์: “ซูเปอร์ลอว์ สู่ความขัดแย้ง

เมื่อขยายภาพมาสู่พื้นที่ภาคใต้ตอนบน ร่าง พ... ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ถูกวางฐานะให้เป็นซูเปอร์ลอว์กฎหมายเหนือระดับ (Super Law) (กฎหมายพิเศษที่มีอำนาจเหนือหรือสามารถยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายปกติ) ที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่คณะกรรมการบริหาร ในการยกเว้นข้อบังคับผังเมืองและกฎเกณฑ์บางประการ เพื่อเปิดทางให้โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพรระนอง และนิคมอุตสาหกรรมต่อเนื่องเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วที่สุด

แต่วิกฤตความเชื่อมั่นได้เกิดขึ้น เมื่อนักวิชาการและนักลงทุนหลายราย เริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าทางการเงิน (Cost-Benefit Analysis) ของโครงการแลนด์บริดจ์ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงถึงหลักล้านล้านบาทประกอบกับแรงต้านอย่างรุนแรงจากชุมชนในพื้นที่

ทำให้รัฐบาลในเวลาต่อมาต้องตัดสินใจชะลอและทบทวนร่าง พ... SEC ฉบับเดิมพร้อมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายขึ้นมาเพื่อศึกษาใหม่อย่างรอบด้านภายในระยะเวลา 1 ปี การถอยทัพเชิงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สะท้อนว่า รัฐไม่สามารถเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์โดยปราศจากฉันทามติทางสังคมได้อีกต่อไป

 

3. คำถามที่ยังคงไม่มีคำตอบ และพื้นที่ปะทะ

การทำลายทุนทางธรรมชาติอย่างถาวร (Irreversible Ecological Impact)

พื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดระนอง ชุมพร พังงา และสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศเปราะบางสูงยิ่ง การเกิดขึ้นของท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ทั้งสองฝั่งทะเล (อันดามันและอ่าวไทย) รวมถึงการถมทะเลและเส้นทางขนส่ง จะส่งผลกระทบถาวรต่อป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ แหล่งหญ้าทะเลซึ่งเป็นบ้านของสัตว์น้ำวัยอ่อน และแนวปะการัง

ภายใต้แรงกดดันจากกรอบเวลาที่เคยเร่งรัด รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) มักถูกวิจารณ์ว่าลดสถานะจากเครื่องมือปกป้องสังคมให้กลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางเอกสารต้นทุนค่าเสียโอกาสทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Opportunity Cost) ไม่เคยถูกนำมาคำนวณอย่างจริงจังในรายงานความคุ้มค่าของโครงการ

การล่มสลายของเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น

ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดตกอยู่กับโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจของชุมชนดั้งเดิม ประชาชนในพื้นที่พึ่งพิงฐานทรัพยากรที่ยั่งยืนมาอย่างยาวนาน ทั้งการประมงพื้นบ้าน เกษตรกรรมมูลค่าสูง (สวนทุเรียน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน) และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

การเปลี่ยนพื้นที่เหล่านี้ให้กลายเป็นเขตอุตสาหกรรมหนักและเส้นทางขนส่งโลจิสติกส์ คือการตัดขาดชาวบ้านออกจากแหล่งรายได้ดั้งเดิม ผลักไสให้พวกเขาต้องกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือในระบบอุตสาหกรรม และสร้างรอยร้าวในสังคมชุมชน (Social Fragmentation) ระหว่างกลุ่มคนที่มองเห็นโอกาสระยะสั้นกับกลุ่มคนที่ต้องการปกป้องผืนแผ่นดินเกิด

เสียงสะท้อนจากใจกลางชุมชนและเครือข่ายประมงพื้นบ้าน

พวกเราตื่นมาทุกวันพร้อมคำถามว่าหน้าหาดที่เคยออกเรือหาปลาจะกลายเป็นท่าเรือคอนกรีตเมื่อไหร่

รัฐบาลบอกว่า FastPass หรือ พ... SEC จะทำให้ชาวบ้านรวยขึ้น แต่ความรวยของเขาหมายถึงการถมทะเล ทำลายป่าชายเลนที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของพวกเราใช่ไหม? แปรรูปอาหารทะเล น้ำพริก ปลาเค็ม ที่พวกเราทำขายเลี้ยงชีพจะอยู่ได้อย่างไรถ้าธรรมชาติพังพินาศ?

กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมามันเป็นแค่พิธีกรรม พวกเราไม่ใช่คนคัดค้านความเจริญ แต่เรากำลังปกป้องสิทธิ์และลมหายใจของลูกหลาน ไม่ให้ต้องกลายเป็นคนแปลกหน้าบนผืนดินเกิดของตัวเองแกนนำเครือข่ายประมงพื้นบ้านและวิสาหกิจชุมชนพูด

ถ้อยแถลงและท่าทีล่าสุดจากตัวแทนภาครัฐ

รัฐบาลขอชี้แจงและสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ทุกท่าน มาตรการ Thailand FastPass และโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายวิถีชีวิตของใครแต่เป็นยุทธศาสตร์ชาติที่จำเป็นในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศเรายืนยันว่าไม่มีการยกเว้นกฎหมายสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักดีถึงข้อห่วงใยของภาคประชาชน เราจึงได้ตัดสินใจชะลอและทบทวนร่าง พ... SEC ฉบับเดิม พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายให้ตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมศึกษาหาข้อสรุปภายใน 1 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะเดินหน้าควบคู่กับการดูแลฐานทรัพยากรอย่างยั่งยืนโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงคมนาคมอธิบาย

4. การเปลี่ยนยุทธศาสตร์? บทบาทภาคประชาชน?

การเปลี่ยนยุทธศาสตร์: จากสร้างฝันล้านล้าน สู่การทำตามอุปสงค์จริง

จากท่าทีล่าสุด รัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการผลักดันเมกะโปรเจกต์ชุดใหญ่ในคราวเดียว มาสู่การเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทำได้จริงและคุ้มค่าในระยะสั้นถึงกลาง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาจุดเชื่อมต่อที่ขาดหาย” (Missing Links) ของโครงข่ายระบบรางและถนน เพื่อเชื่อมโยงการค้าจากไทยสู่ สปป.ลาว จีน และกลุ่มประเทศ BIMSTEC รวมถึงการอัปเกรดท่าเรือระนองที่มีอยู่เดิมโดยไม่ต้องถมทะเลทำลายระบบนิเวศวงกว้าง

สู่จิตสำนึกร่วมปกป้องสมบัติของแผ่นดิน

สถานการณ์แลนด์บริดจ์และท่าทีรัฐบาลในปัจจุบัน พิสูจน์ให้เห็นบทเรียนสำคัญว่า การพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21 ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยความเร็วทางเศรษฐกิจหรือตัวเลขมหภาคเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

ชัยชนะก้าวแรกของภาคประชาชนในการผลักดันให้เกิดการตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย ถือเป็นเครื่องเตือนใจว่า การพัฒนาที่แท้จริงต้องวัดกันที่รอยยิ้มและความมั่นคงในชีวิตของผู้คน ไม่ใช่วัดด้วยความหนาของคอนกรีต

ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องร่วมกันใช้สติปัญญาและจิตสำนึกร่วม ตรวจสอบและประคับประคองการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ ให้การปรับปรุงนโยบายครั้งนี้เป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เคารพในคุณค่าของธรรมชาติ และพิทักษ์สิทธิของชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้ใครต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังบนเส้นทางแห่งการพัฒนาอีกต่อไป