ผลตรวจดีเอ็นเอยัน “เป็นปลากระป๋องปลาหมอคางดำ” ไบโอไทย–สส.ณัฐชา–สภาผู้บริโภค แถลง ณ รัฐสภา วันนี้
“อว.ปฏิเสธการตรวจ เพราะประเด็นการเมือง?” ข้อสังเกตุ สส.ณัฐชา พร้อมคำถามถึงหน่วยงานรัฐ “ทำไมหน่วยงานรัฐรีบการันตีว่าไม่ใช่ปลาหมอคางดำ – รมว.เกษตรจะรับผิดชอบอย่างไร?”
เผย “เตรียมส่งเรื่องสอบถาม รมว.เกษตรฯ – เล็งดำเนินคดี “กรมประมง–ก.เกษตรฯ–อย” – เตรียมดันแก้ผ่านกลไกสภา”
3 ข้อเสนอไบโอไทย “ปรับใหญ่ระบบตรวจ–เปิดเผยข้อมูล–ตรวจซ้ำ–ทิศแก้ปลาหมอคางดำระบาด”
“พ.ร.บ.อาหารปลอดภัยฉบับใหม่” ทางออกจากมุมสภาผู้บริโภค ชี้กฎหมายปัจจุบันล้าสมัย–บทลงโทษน้อย

ผลตรวจแล็บ
“ผลการตรวจสอบพบว่า ปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศ “ตราดอกตันหยง” ของ บริษัทศรีรุ้งงามฟู้ดส์จำกัด ซึ่งเป็นข่าวครึกโครมเมื่อสองเดือนก่อนนี้ พบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็น ปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron)
(เทคนิคและวิธีตรวจ) โดยสกัดดีเอ็นเอ เพิ่มปริมาณสารพันธุกรรม และวิเคราะห์ลำดับเบสด้วยเทคนิค Sanger Sequencing โดยใช้เครื่องหมายพันธุกรรม Mini16S และ UniCOI โดยเปรียบเทียบลำดับเบสกับฐานข้อมูล GenBank ของ NCBI” มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) เปิดเผย วันนี้ (14 ก.ค. 2569)
“สืบเนื่องจาก กรณีประชาชนพบปลากระป๋องซึ่งระบุเป็นปลาแมคคอเรลแต่เมื่อเปิดออกมากลับมีลักษณะเหมือนปลานิลหรือปลาหมอคางดำ จนในที่สุด เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 อย.ได้เข้าตรวจค้นและอายัดปลากระป๋องจากโรงงานดังกล่าวกว่า 12,000 กระป๋องและได้จัดส่งไปให้กรมประมงตรวจว่าเป็นปลาหมอคางดำหรือไม่นั้น
ในวันที่ 6 พ.ค. นายวัชระพงศ์ ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศว่า จากการตรวจสอบ “ทางวิทยาศาสตร์” ซึ่งไม่ได้ระบุวิธีการตรวจสอบต่อสาธารณชน โดยกรมประมงพบว่าเป็น “ปลานิล“
ประชาชน และสื่อบางส่วน รวมทั้ง นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.ที่ติดตามเรื่องปลาหมอคางดำมาอย่างต่อเนื่องได้ประสานมายังไบโอไทยเพื่อขอให้มีการตรวจวิเคราะห์ปลากระป๋องจากโรงงานดังกล่าวคู่ขนานอีกทางหนึ่ง
ไบโอไทยจึงได้ส่งตัวอย่างไปยัง ศูนย์ความเป็นเลิศนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอาหารทะเล (International Center of Excellence in Seafood Science and Innovation) คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เพื่อขอสนับสนุนทางวิชาการในตรวจวิเคราะห์
นอกเหนือจากนั้น ยังได้ตรวจสอบปลากระป๋องตราอื่นๆเพิ่มเติมอีก 1 ตัวอย่าง (ซึ่งยังไม่เคยมีการตรวจวิเคราะห์มาก่อน) ได้แก่ ปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศ “ตราปิ่นทอง” น้ำหนักสุทธิ 425 กรัม ของ บริษัท สุรใจฟู้ดส์อินดัสทรี จำกัด ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ปรากฎว่า เป็นปลานิล ไม่ใช่ปลาซาร์ดีน ดังที่ระบุไว้ในฉลาก”
ไบโอไทย กล่าวถึงรายละเอียดและที่มาของการตรวจสอบ จนนำมาสู่การจัดแถลงข่าวร่วมระหว่างไบโอไทย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และสภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) วันนี้ ณ รัฐสภา
“ผลตรวจออกมายืนยันแล้ว จาก 2 ตัวอย่างคือปลากระป๋องจากโรงงานในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามเป็นปลากระป๋องที่ไม่ได้ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้พบว่าเป็นปลานิล
ส่วนอีกตัวอย่างเป็นปลากระป๋องจากโรงงานที่ปรากฏเป็นข่าว ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ที่กรมประมงและ สคบ. ลงพื้นที่ไปตรวจอายัดไว้และมีผลยืนยันก่อนหน้านี้ว่าเป็น ‘ปลานิล’ แต่ผลตรวจแลป ซึ่งใช้การนำชิ้นปลา 3 ชิ้น ตรวจพิสูจน์ 3 แบบ ยืนยัน 8 ครั้ง ตรงกับ DNA Bank ที่กรมประมงเก็บเก็บไว้ คือชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheronเหมือนกัน นี่คือเครื่องยืนยันและพิสูจน์ทราบได้แล้ว ตามหน่วยงานที่ไปตรวจมา” สส.ณัฐชา กล่าวในการแถลงข่าว

“อว.ปฏิเสธการตรวจ เพราะประเด็นการเมือง?” ข้อสังเกตุ สส.ณัฐชา
“ได้นำปลากระป๋องที่ได้รับจากประชาชน ไปตรวจในหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง ที่อยู่ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. แต่กลับได้รับการประสานกลับมาว่าไม่สามารถตรวจสอบให้ได้เนื่องจากมีผู้บริหารมองว่าเป็นประเด็นทางการเมือง
จากนั้นจึงได้มีการขอความร่วมมือไปยังไบโอไทย (BIOTHAI) องค์กรพัฒนาเอกชนไม่แสวงหากำไร ที่ขับเคลื่อนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เกษตรกรรมเชิงนิเวศ ความมั่นคงทางอาหาร และสิทธิเกษตรกร เพื่อให้ประสานหน่วยงานไปตรวจสอบ” สส.ณัฐชา กล่าวในการแถลงข่าว
“(ก่อนการตรวจสอบครั้งนี้) ไบโอไทยเองเนี่ยเราก็ได้ติดต่อแล็บเอกชนนะคะหลายแห่งแล้วก็พบในทำนองเดียวกันกับที่ส.สกายพบ คือมีเครื่องไม้เครื่องมือ แต่ว่าอาจจะไม่สามารถตรวจสอบให้ได้ จนกระทั่งศูนย์ฯ ได้รับที่จะตรวจสอบให้เรา” ปรกชล กล่าวเสริม
“ทำไมหน่วยงานรัฐรีบการันตีว่าไม่ใช่ปลาหมอคางดำ – รมว.เกษตรจะรับผิดชอบอย่างไร” สส.ณัฐชา
“ยืนยันอีกครั้ง สถานการณ์ปลาหมอคางดำ ณ ขณะนี้ กับช่วงเวลาที่มีกระแสร้อนแรงในปีที่ผ่านมา ณ ขณะนี้ รุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา 2-3 เท่าตัว ณ เวลานี้ รุนแรงกว่าครั้งที่เป็นข่าวทั่วประเทศไทยแรงกว่า 2-3 เท่าตัว เพราะฉะนั้นยิ่งนอนใจเรื่องนี้ไม่ได้ ขอให้พี่น้องสื่อมวลชนช่วยกันด้วย ในการติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดเพราะวันนี้ปลาท้องถิ่นในแหล่งน้ำธรรมชาติหมดไม่เหลือ
ปีที่ผ่านมา กรมประมงกวาดล้างโดยใช้งบประมาณของการยางไปซื้อมาเต็มไปหมด หลายล้านกิโล หลายล้านตัน นี่คือการกวาดล้างครั้งใหญ่ และบอกกับพี่น้องประชาชนว่าเอาไปทำน้ำหมัก เอาไปทำปุ๋ย แต่วันนี้ผ่านไป 1 ปี เราไปเจอปลาที่ไม่พบแหล่งที่มาอยู่ในกระป๋อง
เรื่องนี้ต้องตามต่อ และแน่นอน ต้องดำเนินคดีกับคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในฐานะเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานท่านโดยตรง นี่คือเรื่องที่ผมต้องดำเนินการต่อไป และ
หลังจากทราบข้อมูลทั้งหมดรายละเอียดวันนี้ จะดำเนินการส่งไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และอยากจะสอบถามความชัดเจนของทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า จะรับผิดชอบกับเรื่องนี้อย่างไร ในฐานะที่ข้าราชการภายใต้กำกับดูแลของท่าน ไปยืนยันให้เอกชน ไปนอนยันให้เอกชน ว่าหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ใช่ (ปลาหมอคางดำ)
มีความพิรุธ มีความสงสัย ว่าเพราะเหตุใดทำไมถึงมีความเร่งรัดอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องไปยืนยันเพื่อตัดตอนกระบวนการเหล่านี้ นี่คือสิ่งที่อยากให้พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนช่วยกันติดตามประเด็นนี้ต่อ” สส.ณัฐชา กล่าว
“จากการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการกับทางกรมประมง เขายืนยันว่า การพิสูจน์ทราบเบื้องต้นว่าเป็นปลานิลนั้น ไม่ได้มีการพิสูจน์ถึงดีเอ็นเอ และไม่ได้ใช้แล็บ คาดว่าเป็นการพิสูจน์อัตลักษณ์เบื้องต้น ประเมินก้าง ประเมินหนัง ประเมินเนื้อ หรือต่างๆ แต่ง่ายๆ คือมีการอายัดปลากระป๋องไว้กว่า 1.3 หมื่นกระป๋อง ดังนั้น สามารถนำมาตรวจสอบซ้ำได้ โดยวิธีการอะไรก็แล้วแต่ ให้ยืนยันว่ามีดีเอ็นเอตรงกับดีเอ็นเอแบงค์ที่กรมประมงมีอยู่หรือไม่ หรือมีความคลาดเคลื่อนมากน้อยแค่ไหน
ดังนั้นผมถึงถามว่า วันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทราบแล้วหรือไม่ มีกระบวนการดำเนินการอย่างอื่นแล้วหรือไม่ และหลังผมดำเนินการส่งเอกสารข้อมูลต่างๆ ให้แล้ว ท่านจะดำเนินการอย่างไร” สส.ณัชชา กล่าวเพิ่มเติม
“จ่อดำเนินคดี – เตรียมดันแก้ผ่านกลไกสภา” สส.ณัฐชา
“ในส่วนของหน่วยงานที่เราจะมีการส่งดำเนินคดีนั้น เบื้องต้นมีทั้งกรมประมง กระทรวงเกษตรฯ และอาจรวมถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่ร่วมกันแถลงยืนยันว่าปลาที่ใช้ทำปลากระป๋องนั้นคือปลาหมอคางดำ
ผมยังคงตามประเด็นนี้ในวาระโอกาสในการดำเนินงานในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะชั้นกรรมาธิการที่จะส่งเรื่องต่อไป แล้วก็การถามกระทู้ที่ได้ลงทะเบียนไว้กับทางสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ฝากพี่น้องประชาชนช่วยกันติดตามด้วย
วิธีการของกรมประมงไม่มีทิศทาง งบประมาณปี 2570 ไม่มีแม้แต่บาทเดียว ที่เขียนเงื่อนไขว่านำมาซึ่งการแก้ไขหรือกำจัดปัญหาครางดำไม่มีเลย ไป search งบประมาณในปี 70 ได้เลย Search คำว่าปลาหมอคางดำ ขึ้นมาเป็น 0 ไม่มีเลย
ปีที่ผ่านมา กรมประมงยืนยันว่าใช้อำนาจหน้าที่เป็นกำลังใช้งบประมาณอย่างเต็มที่ ใช้งบประมาณในการกำจัดสมองทางการในปี 69 ไป 1.3 ล้านบาท พี่น้องประชาชนลองดู งบประมาณกรมประมงปีหนึ่ง 4,000 กว่าล้านเกือบ 5,000 ล้าน ปีที่แล้วใช้ไป 1.3 ล้านบาท (สำหรับแก้วิกฤตปลาหมอคางดำระบาด) และปี 70 ไม่มีเลยแม้แต่บาทเดียว
เป็นเพราะอะไร และทำไมถึงทำให้เรื่องนี้ราวกับไม่ใช่ปัญหาของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่มันซ้ำเติมเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างมาก” สส.ณัฐชา กล่าว

ความน่าเชื่อถือ ผลแล็บ มอ.
“ผลตรวจปลากระป๋องด้วยวิธีการดีเอ็นเอมินิบาร์โค๊ดดิ้ง ยืนยันว่าปลากระป๋องยี่ห้อปิ่นทองจากสมุทรสงคราม เป็นปลานิล ระดับความเชื่อมั่น สอดคล้องอยู่ที่ 99.03-99.35% ส่วนยี่ห้อดอกตันหยง ของบริษัทศรีรุ้งงาม เป็นปลาหมอคางดำ” ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) และ Thai-PAN กล่าว
“ที่เราตรวจสอบเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนต่ออาหารที่บริโภคให้รู้ที่มาของวัตถุดิบที่แท้จริงและเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์การนำปลาหมอคางดำซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานมาใช้ประโยชน์เนื่องจากการแพร่ระบาดของปลาชนิดนี้ยังไม่ยุติหากข้อมูลที่เปิดเผยยังคลุมเครือหรือไม่ครบถ้วนอาจส่งผลกระทบทั้งต่อระบบนิเวศและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
และผลแล็บของศูนย์ความเป็นเลิศฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระและมีความน่าเชื่อถือ” วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี กล่าว
3 ข้อเสนอไบโอไทย “ปรับใหญ่ระบบตรวจ–เปิดเผยข้อมูล–ตรวจซ้ำ–ทิศแก้ปลาหมอคางดำระบาด”
เลขาธิการไบโอไทยกล่าวว่า มีข้อเสนอถึงหน่วยงานรัฐอย่างน้อย 3 ประเด็น
1.ขอให้กรมประมงและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทบทวนกระบวนการและวิธีการตรวจสอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน เปิดเผยผลตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างโปร่งใส เพราะเรื่องนี้ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน ทั้งนี้เข้าใจว่าการดำเนินงานอาจอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง แต่เรื่องนี้สำคัญเกินกว่าจะไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ต่อสาธารณะ
2.ขอเรียกร้องให้ อย. และกรมประมง ตรวจสอบซ้ำปลากระป๋องที่อายัดไว้กว่า 10,000 กระป๋องโดยคาดว่าผลจะไม่แตกต่างจากผลตรวจของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และให้ขยายผลตรวจไปยังโรงงานปลากระป๋องอื่นๆและผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆด้วยเพราะอาจมีการนำปลาหมอคางดำไปทำผลิตภัณฑ์อื่นและ
3.ปัจจุบันปลาหมอคางดำยังคงเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและอาชีพของประชาชน และมีแนวโน้มแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น เช่น ฝั่งอันดามันและทะเลสาบสงขลา ดังนั้น ต้องมีเป้าหมายชัดเจนในการลดจำนวนและควบคุมการแพร่ระบาด ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจโดยละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม

“พ.ร.บ.อาหารปลอดภัยฉบับใหม่” ทางออกจากสภาผู้บริโภค
“การนำปลาหมอคางดำมาเป็นปลากระป๋องผู้บริโภคไม่ได้เดือดร้อนอะไรเพราะปลาก็กินได้เหมือนกันแต่ควรระบุให้ตรงว่าเป็นปลาหมอคางดำถ้าระบุใช้ปลาซาดันก็บอกว่าเป็นปลาซาร์ดีน
ปัจจุบันกฎหมายควบคุมปลาหมอคางดำห้ามเลี้ยงห้ามซื้อขายห้ามครอบครองประชาชนไปจับได้ในแหล่งน้ำสาธารณะยังขายไม่ได้เลยต้องขายในร้านที่เป็นหน่วยงานของรัฐอนุญาตให้รับซื้อเมื่อมีประเด็นออกมาเช่นนี้หน่วยงานของรัฐก็ทำตามกระแสหาแสงไปเรื่อยๆ
ซึ่งในการตรวจสอบ อย.เรียกเก็บปลากระป๋องไปเป็นหมื่นกระป๋องทำไมไม่ตรวจสอบเพราะอะไรงบประมาณมีน้อยหรือ
และอธิบดีออกมาการันตีว่าเป็นปลานิลก่อนที่จะมีการตรวจสอบ เป็นถึงอธิบดี พูดเรื่องไม่จริงสร้าง ความไม่น่าเชื่อถือให้กับประชาชน และไม่เข้าใจว่าเขาทำเพื่ออะไร ตัดประเด็นไม่ว่าจะเป็นปลานิลหรือปลาหมอคางดำมีความผิดเท่ากัน เพราะปลากระป๋องบอกว่าเป็นปลาซาร์ดีนก็ต้องเป็นปลาซาร์ดีน จะเป็นปลานิลหรือปลาหมอคางดำก็ไม่ได้ ข้างกระป๋องปลาอะไรก็ต้องเป็นปลานั้น ไม่เช่นนั้น ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ย้อมแมว เพราะวัตถุดิบมันปลอมไม่ใช่วัตถุดิบจริง
หากภาคประชาชนไม่ขยับ หน่วยงานรัฐก็ไม่ขยับเลย ไม่สนใจด้วยทั้งที่ผิด พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคชัดเจน กรมประมงหลังจากออกมาพูด ว่าเป็นปลานิล แสดงให้เห็นว่าอธิบดีกรมประมงไม่รู้จักปลา ความน่าเชื่อถือไม่มีเลย
ฝากไปถึงรัฐบาลว่าสภาผู้บริโภคเราเห็นปัญหา เรื่องอาหารไม่ปลอดภัยเยอะมาก เช่นปัญหาน้ำมะพร้าว อย. ตรวจไม่ได้เพราะไม่มีมาตรฐานน้ำมะพร้าวแท้ทั้งที่ประเทศไทยมีมะพร้าวจำนวนมากเป็นต้น
เราจึงได้มีการเสนอกฎหมายพ.ร.บ.อาหารปลอดภัยฉบับใหม่ เพราะอาหารไม่ปลอดภัยเลยมาแล้ว 2 ปี พ.ร.บ. ฉบับเก่าล้าสมัยไม่ทันต่อเหตุการณ์ มีบทลงโทษน้อย
เมื่อตรวจรู้แล้วว่าปลาหมอคางดำเป็นส่วนประกอบของปลากระป๋อง สิ่งที่ต้องตามต่อคือปลาหมอคางดำมาจากไหน หากมีกฎหมายฉบับใหม่ที่เราได้เสนอเข้าไปสามารถตรวจย้อนกลับได้ จะรู้ที่มาที่ไปของปลาหมอคางดำ และเพิ่มบทลงโทษให้ผู้ประกอบการเกรงกลัวไม่ผลิตในความผิดซ้ำซาก ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้จะทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยมากขึ้น” บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าว
