คำชี้แจง “มลพิษข้ามแดนแม่น้ำกก” รัฐบาลเมียนมา ถึงยูเอ็น (OHCHR)

6 ประเด็น คำชี้แจงอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเมียนมา ที่ส่งผ่านคณะผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ นครเจนีวา ถึง สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR)

เพื่อตอบ Joint Communication (หนังสือสื่อสารร่วม หรือแถลงการณ์ร่วม) เลขที่ AL OTH 30/2026 ของผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ (UN Special Procedures) เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่อง “มลพิษข้ามพรมแดนจากกิจกรรมเหมืองแร่ในลุ่มน้ำกกลุ่มน้ำโขง” 

  1. ความพยายามของรัฐบาลเมียนมาเกี่ยวกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก
  2. การตรวจสอบโดยกองทัพเมียนมา
  3. ความร่วมมือทวิภาคี ระหว่างรัฐบาลเมียนมาและรัฐบาลไทย
  4. คำชี้แจงเกี่ยวกับผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ
  5. คำชี้แจงต่อข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่หายากและกิจกรรมการทำเหมืองแร่อื่น
  6. สรุป

หมายเหตุ : คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ โดยกองบรรณาธิการ GreenNews

(ภาพ : คพ.)

คณะผู้แทนถาวรแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

ประจำสำนักงานสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ณ นครเจนีวา

47 Avenue Blanc, 1202 นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เลขที่ 231 / 31–46 / 2025

คณะผู้แทนถาวรแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำสำนักงานสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ณ นครเจนีวา ขอแสดงความนับถือต่อ สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights: OHCHR) และขอเรียนอ้างถึง หนังสือสื่อสารร่วม (Joint Communication) จากผู้ดำรงตำแหน่งตามกลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ (Special Procedures) ลงวันที่ 21 เมษายน 2026 อ้างอิงเลขที่ AL OTH 30/2026

ในการนี้ คณะผู้แทนถาวรแห่งเมียนมาขอส่งคำชี้แจงของรัฐบาลเมียนมา ต่อหนังสือสื่อสารร่วมฉบับดังกล่าวมาพร้อมหนังสือนี้

คณะผู้แทนถาวรแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำสำนักงานสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ณ นครเจนีวา ขอถือโอกาสนี้ยืนยันต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติถึงความนับถืออย่างสูงยิ่ง

นครเจนีวา, 17 มิถุนายน 2026

ถึง สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ นครเจนีวา

(ภาพ : ThaiPost)

คำชี้แจงของเมียนมา ต่อ Joint Communication (แถลงการณ์ร่วม) Special procedures (กลไกพิเศษ UNHCR*)

(15 มิถุนายน 2026)

* กลไกพิเศษ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC)

  • เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2026 หนังสือสื่อสารร่วม (แถลงการณ์ร่วม) Joint Communication จากผู้ดำรงตำแหน่งตามกลไกพิเศษ (Special procedures) ได้ถูกส่งไปยังผู้นำของสภาบริหารแห่งรัฐเดิม/ในขณะนั้น (State Administration Council: SAC)” ผ่านสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ทั้งนี้ ในความเป็นจริง SAC ได้รับการปรับโครงสร้างในเวลาต่อมาเป็นสภาป้องกันและความมั่นคงแห่งชาติเมียนมา (Myanmar National Defence and Security Council: NDSC)” ในเดือนสิงหาคม 2025 และต่อมาเป็นสำนักงานประธานาธิบดีในเดือนเมษายน 2026
  • หนังสือสื่อสารร่วมดังกล่าว มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน  ซึ่งมีสาเหตุมาจากการปนเปื้อน ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะกรณีแม่น้ำกก
  • เมียนมาระบุด้วยความกังวลว่า หนังสือสื่อสารร่วมดังกล่าว ดูเหมือนจะอาศัยข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบและเป็นข้อมูลเพียงด้านเดียว ไม่ได้สะท้อนข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะและการดำเนินการของรัฐบาลเมียนมาอย่างเพียงพอ อีกทั้งยังไม่ได้พิจารณาความพยายามของรัฐบาลในการเฝ้าระวังและแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกอย่างเพียงพอ
  • เมียนมาจึงขอให้คำชี้แจงและข้อเท็จจริงเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาและข้ออ้างที่ปรากฏในหนังสือสื่อสารร่วม
  • คำชี้แจงฉบับนี้ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยอมรับหรือเห็นด้วยกับข้อกล่าวหา ข้ออ้าง ข้อสรุป หรือประเด็นใด ๆ ในหนังสือสื่อสารร่วม ที่มิได้มีการกล่าวถึงหรือชี้แจงไว้ในเอกสารฉบับนี้

ความพยายามของรัฐบาลเมียนมาเกี่ยวกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก

  • ภายหลังฝ่ายไทยแสดงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกในเดือนพฤษภาคม 2025 (2568) โดยมีรายงานที่เกี่ยวข้องปรากฏในสื่อไทยครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2025 หน่วยงานท้องถิ่นในรัฐฉานได้ดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นและประเมินภาคสนามตามแนวแม่น้ำกก เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2025  การตรวจสอบครอบคลุมพื้นที่สำคัญ 3 จุด ได้แก่ ต้นน้ำ ช่วงกลางของแม่น้ำ และจุดใกล้ชายแดนไทย
  • ผลการประเมินพบว่า แม้ค่าความขุ่นและของแข็งแขวนลอยทั้งหมด (Total Suspended Solids: TSS) จะสูงเกินระดับที่อนุญาต แต่ค่าพารามิเตอร์อื่นทั้งหมด รวมถึงระดับสารหนู ยังคงอยู่ภายในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มแห่งชาติของเมียนมา (NDWQS)¹ ที่ประกาศใช้ในปี 2019 และมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินแห่งชาติ (NSWQS))² ที่ประกาศใช้ในปี 2024 ดังนั้น คุณภาพน้ำจึงไม่อาจจัดว่าเป็นน้ำเสียตามมาตรฐานแห่งชาติที่ใช้บังคับ

เชิงอรรถ¹ ตาม มาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มแห่งชาติของเมียนมา (NDWQS) ระดับสารหนูที่อนุญาตในน้ำดื่มอยู่ที่ 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร มาตรฐานนี้ยังถูกใช้ในหลายประเทศ รวมถึง บังกลาเทศ กัมพูชา สปป.ลาว ศรีลังกา รัสเซีย และปากีสถาน ขณะที่แนวทางคุณภาพน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลกกำหนดค่าจำกัดสารหนูไว้ที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร

เชิงอรรถ ตาม มาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินแห่งชาติของเมียนมา (NSWQS) ระดับสารหนูที่อนุญาตในน้ำผิวดินอยู่ที่ 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร มาตรฐานนี้ยังถูกใช้ในหลายประเทศ รวมถึง มาเลเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี จีน และเวียดนาม

  • หลังจากการประเมินเบื้องต้น รัฐบาลเมียนมาได้ส่งคณะตรวจสอบชุดที่สองลงพื้นที่ในเดือนมิถุนายน 2025 โดยประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (MONREC) เพื่อดำเนินการประเมินอย่างละเอียดมากขึ้น
  • ได้มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำจาก 7 จุด ในอำเภอเมืองสาด (Mong Hsat District) รัฐฉาน ซึ่งรวมถึง 7 จุดตามแนวแม่น้ำกก โดย 3 จุดจากพื้นที่ต้นน้ำ 2 จุดจากพื้นที่ใกล้ชายแดนไทย และ 2 จุดจากพื้นที่ด้านเหนือและใต้โรงงานตะกั่ว (อย่างละจุด) ผลการตรวจวัดพบว่า ระดับการปนเปื้อนสารหนูยังอยู่ภายในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ใน NDWQS และ NSWQS
  • มีการเก็บตัวอย่างน้ำจากทุกจุด และตรวจวัดภาคสนามด้วยเครื่องวิเคราะห์คุณภาพน้ำรุ่น U 536 จากนั้นจึงนำตัวอย่างไปวิเคราะห์เพิ่มเติมที่ห้องปฏิบัติการของกรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในรัฐฉาน
  • เมียนมาระบุเพิ่มเติมว่า สารหนูสามารถพบได้ตามธรรมชาติในน้ำใต้ดินและระบบแม่น้ำ อันเป็นผลจากกระบวนการทางธรณีวิทยาที่เกี่ยวข้องกับชั้นหินและชั้นดินที่มีแร่สารหนู
  • อย่างไรก็ตาม เมียนมาได้คำนึงถึงข้อกังวลที่ประเทศไทยแสดงออกอย่างเต็มที่ และตระหนักว่าประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนท้องถิ่นของทั้งสองประเทศ จึงยังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับประเทศไทยอย่างสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ
  • เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย เมียนมายังคงดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกภายในอาณาเขตของตนเป็นประจำทุกเดือน

การตรวจสอบโดยกองทัพเมียนมา

  • เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2025 คณะตรวจสอบซึ่งนำโดยผู้บังคับการระดับพันเอกจากกองบัญชาการทหารภูมิภาคสามเหลี่ยม(ทองคำ) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณแม่น้ำน้ำกก (Nam Kok River)
  • ระหว่างการตรวจสอบ คณะทำงานพบพื้นที่ทำ(สกัด)เหมืองทองคำร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งมีรายงานว่าหยุดดำเนินกิจการมาแล้วประมาณหนึ่งปี คณะตรวจสอบยังพบสถานประกอบการทำเหมืองแร่แห่งหนึ่งที่ดำเนินการโดย กองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army: UWSA) ซึ่งมีรายงานว่าเริ่มดำเนินกิจการมาตั้งแต่ ปี 2022 และต่อมาได้ระงับการดำเนินงานในเดือนมิถุนายน 2025
  • สถานประกอบการดังกล่าวมีแรงงานประมาณ 50 คน ซึ่งได้ออกจากพื้นที่ไปแล้ว เจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการทหารภูมิภาคสามเหลี่ยม(ทองคำ)ได้สั่งการให้ UWSA รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด ขนย้ายเครื่องจักร อุปกรณ์ และยานพาหนะออกจากพื้นที่ และห้ามกลับมาดำเนินกิจการอีกในอนาคต

ความร่วมมือทวิภาคี ระหว่างรัฐบาลเมียนมาและรัฐบาลไทย

  • ภายใต้กรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ได้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีระหว่างเมียนมาและไทย เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2025 ณ กรุงเนปิดอว์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม ในการประชุม ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความมุ่งมั่นร่วมกันในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำอย่างยั่งยืน และเห็นพ้องที่จะเพิ่มการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการหารือทางเทคนิค (technical dialogues) การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการแบ่งปันฐานข้อมูล นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเรื่องการจัดตั้ง คณะทำงานวิชาการร่วม (Joint Technical Working Group) เพื่อสนับสนุนความร่วมมือเชิงปฏิบัติในด้านความช่วยเหลือทางเทคนิค (วิชาการ) การเสริมสร้างศักยภาพ และ การสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน
  • ต่อมา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2025 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเมียนมา (MONREC) ได้จัดตั้ง คณะทำงานร่วม (Joint Working Group) ฝ่ายเมียนมา เพื่อบริหารจัดการคุณภาพน้ำของแม่น้ำที่เป็นแม่น้ำชายแดนและแม่น้ำข้ามพรมแดนที่ไทยและเมียนมาใช้ร่วมกัน
  • ขณะนี้ กรอบอำนาจหน้าที่ (Terms of Reference: TOR) ของคณะทำงานร่วมดังกล่าวอยู่ระหว่างการจัดทำให้แล้วเสร็จ
  • นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2025 ได้มีการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เกี่ยวกับปัญหามลพิษของแม่น้ำข้ามพรมแดน ระหว่างคณะผู้แทนไทยนำโดย นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ รองประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร  และคณะผู้แทนเมียนมานำโดยปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในการประชุม ฝ่ายเมียนมาได้ตอบข้อซักถามของรัฐสภาไทยเกี่ยวกับมาตรฐานคุณภาพน้ำของเมียนมา ผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำ กรอบกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรการควบคุมกิจกรรมเหมืองแร่บริเวณแม่น้ำภายในประเทศและแม่น้ำข้ามพรมแดน

คำชี้แจงเกี่ยวกับผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ

  • โดยอ้างอิงถึง ย่อหน้าที่ 1 ของข้อมูลที่ได้รับซึ่งระบุไว้ในหนังสือสื่อสารร่วม (Joint Communication) เมียนมาระบุว่า ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำตามแนวแม่น้ำกกในช่วง เดือนพฤษภาคม 2025 ถึงเดือนเมษายน 2026 แสดงให้เห็นว่า ค่าความขุ่นของน้ำ (Turbidity) ที่สถานีตรวจวัด 10 แห่ง สูงเกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินแห่งชาติของเมียนมา (National Surface Water Quality Standard: NSWQS) ซึ่งกำหนดไว้ที่ 100 NTU ในช่วงฤดูฝนปี 2025
  • ระดับความขุ่นของน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นมีสาเหตุหลักจากสภาพภูมิอากาศตามฤดูกาล ซึ่งรวมถึง ฝนตกหนักและพายุ ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะตามธรรมชาติของดินและหินบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ และทำให้เกิดการพัดพาตะกอนในน้ำเป็นการชั่วคราว
  • ข้อมูลจากการติดตามตรวจสอบยืนยันว่า ระดับความขุ่นของน้ำในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวยังคงอยู่ภายในค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินแห่งชาติ (NSWQS)
  • โปรดอ้างอิงรายละเอียดใน ย่อหน้าที่ 5 ของข้อมูลที่ระบุไว้ใน แถลงการณ์ร่วม (Joint Statement)
  • พื้นที่ลุ่มน้ำของแม่น้ำกกอยู่ภายใน ป่าสงวนสาธารณะแม่ปาน (Mae Pan Protected Public Forest) ซึ่งมีพื้นที่ 29,977 เอเคอร์ ในเขตเมืองสาด (Mong Hsat Township) รัฐฉานตะวันออก โดย ไม่อนุญาตให้มีการทำเหมืองทองคำหรือเหมืองแร่ทุกประเภท ภายในป่าสงวนสาธารณะแม่ปาน ตลอดแนวแม่น้ำน้ำกก (Nam Kok River) หรือพื้นที่โดยรอบ
  • เนื่องจากหมู่บ้านต่าง ๆ ได้แก่ Pan Kham, Nar Hine Lone และ Mong Hpat ตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำกกทางด้านตะวันออกของพื้นที่เมืองสาด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเปราะบางต่อมลพิษข้ามพรมแดน เมียนมาจึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์คุณภาพน้ำเป็นลำดับแรก เพื่อคุ้มครองประชาชนในท้องถิ่นจากผลกระทบด้านลบของมลพิษทางน้ำ
  • ด้วยการดำเนินมาตรการเชิงรุกและมาตรการความร่วมมือเพื่อป้องกันมลพิษตามแนวแม่น้ำกก ทั้งเมียนมาและประเทศไทยจะสามารถป้องกันไม่ให้ปัญหามลพิษทางน้ำทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

คำชี้แจงต่อข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่หายากและกิจกรรมการทำเหมืองแร่อื่น

  • เมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดเกี่ยวกับกิจกรรมการทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือสื่อสารร่วม (Joint Communication)
  • ไม่มีการอนุญาตตามกฎหมายหรือการออกใบอนุญาตอย่างเป็นทางการสำหรับการทำเหมืองแร่หายากในพื้นที่ที่อ้างถึงในหนังสือสื่อสารร่วม รวมถึงพื้นที่รัฐฉานตะวันออก (Eastern Shan State) และพื้นที่ตามแนวแม่น้ำกก (Kok River)
  • นอกจากนี้ ยังไม่มีการอนุญาตตามกฎหมายให้ดำเนินกิจกรรมทำเหมืองทองคำหรือเหมืองแร่ใด ๆ ภายใน ป่าสงวนสาธารณะแม่ปาน (Mae Pan Protected Public Forest) ตลอดแนวแม่น้ำกก หรือพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบ
  • รัฐบาลเมียนมาไม่ได้ออกใบอนุญาตสำหรับแปลงทำเหมืองแร่ (mineral extraction blocks) ใด ๆ ในบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกก
  • บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินกิจการเหมืองแร่ประเภทอื่น จะต้องจัดทำและได้รับความเห็นชอบสำหรับ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) การตรวจสอบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Initial Environmental Examination: IEE) และ แผนการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Plan: EMP) ตามที่กฎหมายกำหนดและตามประเภทของโครงการ
  • การประกอบกิจการเหมืองแร่ต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมายและนโยบายระดับชาติ³” 9 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ การจัดการของเสีย ความปลอดภัยด้านน้ำ ไปจนถึง การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการจัดการความเสี่ยงจากสารเคมีอันตราย

เชิงอรรถ³

  1. นโยบายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของเมียนมา (National Environmental Policy of Myanmar)
  2. กฎหมายและระเบียบว่าด้วยการทำเหมืองแร่ของเมียนมา (Myanmar Mining Law and Rules)
  3. กฎหมายและระเบียบว่าด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Conservation Law and Rules)
  4. ระเบียบว่าด้วยการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment Procedures)
  5. แนวปฏิบัติด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ด้านการปล่อยมลพิษ) (National Environmental Quality (Emission) Guidelines)
  6. ยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการจัดการของเสียแห่งชาติของเมียนมา (Myanmar National Waste Management Strategy and Master Plan)
  7. กฎหมายและระเบียบว่าด้วยการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและแม่น้ำ (Conservation of Water Resources and Rivers Law and Rules)
  8. กฎหมายว่าด้วยการป้องกันอันตรายจากสารเคมีและวัสดุที่เกี่ยวข้อง (Prevention from Danger of Chemical and Associated Materials Law)
  9. กฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและพื้นที่คุ้มครอง (Conservation of Biodiversity and Protected Areas Law)
  • ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตต้องก่อสร้างและบำรุงรักษา บ่อกักเก็บกากแร่ (tailing ponds) ให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อใช้บริหารจัดการของเสียจากกิจการเหมืองแร่
  • ต้องจัดส่ง รายงานการติดตามการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ทุก 6 เดือน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง กรมเหมืองแร่ (Department of Mines) และ กรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Conservation Department) จะดำเนินการตรวจสอบเป็นประจำเพื่อยืนยันว่าผู้ประกอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว
  • รัฐบาลยังใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมาย และดำเนินโครงการสร้างความตระหนักแก่ประชาชน เพื่อป้องกันการทำเหมืองหรือการสกัดแร่ที่ไม่ได้รับอนุญาตและผิดกฎหมาย
  • ก่อนที่จะมีการออกใบอนุญาตทำเหมือง บริษัทจะต้องหารือกับประชาชนในพื้นที่ ผู้บริหารหมู่บ้าน และรัฐบาลระดับภูมิภาค เพื่อขอความยินยอมล่วงหน้า นอกจากนี้ ภายใต้ หนังสือรับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Compliance Certificate: ECC) เจ้าของโครงการจะต้องทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อจัดทำและดำเนิน แผนพัฒนาชุมชน (Community Development Plan)

สรุป

  • จากการประเมินทางวิทยาศาสตร์ที่ดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเมียนมา พบว่า ความเข้มข้นของสารหนูในแม่น้ำกกยังคงอยู่ภายในค่ามาตรฐานที่กำหนด ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินแห่งชาติ (NSWQS) และ มาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มแห่งชาติ (NDWQS) อย่างเคร่งครัด ความแตกต่างในการตีความสถานะของมลพิษ มีแนวโน้มเกิดจากความแตกต่างของมาตรฐานระดับประเทศ และวิธีการตรวจวิเคราะห์ (testing methodologies) ที่แต่ละประเทศนำมาใช้
  • เมียนมารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่หนังสือสื่อสารร่วม (Joint Communication) อาศัยข้อมูลที่ถูกคัดเลือกมาเพียงบางส่วนและยังไม่ได้รับการตรวจสอบ ขณะเดียวกัน กลับละเลยข้อมูลการติดตามตรวจสอบอย่างกว้างขวาง การตรวจสอบของฝ่ายทหาร และกรอบการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลเมียนมา โดยสิ้นเชิง การละเลยดังกล่าวขัดต่อหลักการพื้นฐานของความเป็นกลาง (Objectivity) ความไม่ลำเอียง (Impartiality) และจรรยาบรรณวิชาชีพ (Professional Integrity) ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งตามกลไกพิเศษขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Special Procedures) พึงยึดถือ ดังนั้น เมียนมาจึง ไม่ยอมรับข้อค้นพบหรือข้อสรุปใด ๆ ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยหลักฐานที่ผ่านการตรวจสอบยืนยันแล้ว
  • เมียนมายืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่า แนวทางความร่วมมือที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติได้จริง (pragmatic approach) ผ่านกลไกความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการบริหารจัดการลุ่มน้ำกก
  • เมียนมายังคงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะดำเนินความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศไทยต่อไป บนพื้นฐานของมิตรภาพอันยาวนานและความสัมพันธ์อันดีในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

ดูหนังสือฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ)

Mynmar to UN_Kok Pollution pdf