6 ประเด็น คำชี้แจงอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเมียนมา ที่ส่งผ่านคณะผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ถึง สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR)
เพื่อตอบ Joint Communication (หนังสือสื่อสารร่วม หรือแถลงการณ์ร่วม) เลขที่ AL OTH 30/2026 ของผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ (UN Special Procedures) เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่อง “มลพิษข้ามพรมแดนจากกิจกรรมเหมืองแร่ในลุ่มน้ำกก–ลุ่มน้ำโขง”
- ความพยายามของรัฐบาลเมียนมาเกี่ยวกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก
- การตรวจสอบโดยกองทัพเมียนมา
- ความร่วมมือทวิภาคี ระหว่างรัฐบาลเมียนมาและรัฐบาลไทย
- คำชี้แจงเกี่ยวกับผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ
- คำชี้แจงต่อข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่หายากและกิจกรรมการทำเหมืองแร่อื่น ๆ
- สรุป
หมายเหตุ : คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ โดยกองบรรณาธิการ GreenNews

คณะผู้แทนถาวรแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
ประจำสำนักงานสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ณ นครเจนีวา
47 Avenue Blanc, 1202 นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เลขที่ 231 / 31–46 / 2025
คณะผู้แทนถาวรแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำสำนักงานสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ณ นครเจนีวา ขอแสดงความนับถือต่อ สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights: OHCHR) และขอเรียนอ้างถึง หนังสือสื่อสารร่วม (Joint Communication) จากผู้ดำรงตำแหน่งตามกลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ (Special Procedures) ลงวันที่ 21 เมษายน 2026 อ้างอิงเลขที่ AL OTH 30/2026
ในการนี้ คณะผู้แทนถาวรแห่งเมียนมาขอส่งคำชี้แจงของรัฐบาลเมียนมา ต่อหนังสือสื่อสารร่วมฉบับดังกล่าวมาพร้อมหนังสือนี้
คณะผู้แทนถาวรแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำสำนักงานสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ณ นครเจนีวา ขอถือโอกาสนี้ยืนยันต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติถึงความนับถืออย่างสูงยิ่ง
นครเจนีวา, 17 มิถุนายน 2026
ถึง สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ นครเจนีวา

คำชี้แจงของเมียนมา ต่อ Joint Communication (แถลงการณ์ร่วม) Special procedures (กลไกพิเศษ UNHCR*)
(15 มิถุนายน 2026)
* กลไกพิเศษ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC)
- เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2026 หนังสือสื่อสารร่วม (แถลงการณ์ร่วม) Joint Communication จากผู้ดำรงตำแหน่งตามกลไกพิเศษ (Special procedures) ได้ถูกส่งไปยังผู้นำของ “สภาบริหารแห่งรัฐเดิม/ในขณะนั้น (State Administration Council: SAC)” ผ่านสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ทั้งนี้ ในความเป็นจริง SAC ได้รับการปรับโครงสร้างในเวลาต่อมาเป็น “สภาป้องกันและความมั่นคงแห่งชาติเมียนมา (Myanmar National Defence and Security Council: NDSC)” ในเดือนสิงหาคม 2025 และต่อมาเป็น “สำนักงานประธานาธิบดี” ในเดือนเมษายน 2026
- หนังสือสื่อสารร่วมดังกล่าว มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการปนเปื้อน ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะกรณีแม่น้ำกก
- เมียนมาระบุด้วยความกังวลว่า หนังสือสื่อสารร่วมดังกล่าว ดูเหมือนจะอาศัยข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบและเป็นข้อมูลเพียงด้านเดียว ไม่ได้สะท้อนข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะและการดำเนินการของรัฐบาลเมียนมาอย่างเพียงพอ อีกทั้งยังไม่ได้พิจารณาความพยายามของรัฐบาลในการเฝ้าระวังและแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกอย่างเพียงพอ
- เมียนมาจึงขอให้คำชี้แจงและข้อเท็จจริงเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาและข้ออ้างที่ปรากฏในหนังสือสื่อสารร่วม
- คำชี้แจงฉบับนี้ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยอมรับหรือเห็นด้วยกับข้อกล่าวหา ข้ออ้าง ข้อสรุป หรือประเด็นใด ๆ ในหนังสือสื่อสารร่วม ที่มิได้มีการกล่าวถึงหรือชี้แจงไว้ในเอกสารฉบับนี้
ความพยายามของรัฐบาลเมียนมาเกี่ยวกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก
- ภายหลังฝ่ายไทยแสดงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกในเดือนพฤษภาคม 2025 (2568) โดยมีรายงานที่เกี่ยวข้องปรากฏในสื่อไทยครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2025 หน่วยงานท้องถิ่นในรัฐฉานได้ดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นและประเมินภาคสนามตามแนวแม่น้ำกก เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2025 การตรวจสอบครอบคลุมพื้นที่สำคัญ 3 จุด ได้แก่ ต้นน้ำ ช่วงกลางของแม่น้ำ และจุดใกล้ชายแดนไทย
- ผลการประเมินพบว่า แม้ค่าความขุ่นและของแข็งแขวนลอยทั้งหมด (Total Suspended Solids: TSS) จะสูงเกินระดับที่อนุญาต แต่ค่าพารามิเตอร์อื่นทั้งหมด รวมถึงระดับสารหนู ยังคงอยู่ภายในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มแห่งชาติของเมียนมา (NDWQS)¹ ที่ประกาศใช้ในปี 2019 และมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินแห่งชาติ (NSWQS))² ที่ประกาศใช้ในปี 2024 ดังนั้น คุณภาพน้ำจึงไม่อาจจัดว่าเป็น “น้ำเสีย” ตามมาตรฐานแห่งชาติที่ใช้บังคับ
|
- หลังจากการประเมินเบื้องต้น รัฐบาลเมียนมาได้ส่งคณะตรวจสอบชุดที่สองลงพื้นที่ในเดือนมิถุนายน 2025 โดยประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (MONREC) เพื่อดำเนินการประเมินอย่างละเอียดมากขึ้น
- ได้มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำจาก 7 จุด ในอำเภอเมืองสาด (Mong Hsat District) รัฐฉาน ซึ่งรวมถึง 7 จุดตามแนวแม่น้ำกก โดย 3 จุดจากพื้นที่ต้นน้ำ 2 จุดจากพื้นที่ใกล้ชายแดนไทย และ 2 จุดจากพื้นที่ด้านเหนือและใต้โรงงานตะกั่ว (อย่างละจุด) ผลการตรวจวัดพบว่า ระดับการปนเปื้อนสารหนูยังอยู่ภายในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ใน NDWQS และ NSWQS
- มีการเก็บตัวอย่างน้ำจากทุกจุด และตรวจวัดภาคสนามด้วยเครื่องวิเคราะห์คุณภาพน้ำรุ่น U 536 จากนั้นจึงนำตัวอย่างไปวิเคราะห์เพิ่มเติมที่ห้องปฏิบัติการของกรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในรัฐฉาน
- เมียนมาระบุเพิ่มเติมว่า สารหนูสามารถพบได้ตามธรรมชาติในน้ำใต้ดินและระบบแม่น้ำ อันเป็นผลจากกระบวนการทางธรณีวิทยาที่เกี่ยวข้องกับชั้นหินและชั้นดินที่มีแร่สารหนู
- อย่างไรก็ตาม เมียนมาได้คำนึงถึงข้อกังวลที่ประเทศไทยแสดงออกอย่างเต็มที่ และตระหนักว่าประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนท้องถิ่นของทั้งสองประเทศ จึงยังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับประเทศไทยอย่างสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ
- เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย เมียนมายังคงดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกภายในอาณาเขตของตนเป็นประจำทุกเดือน
การตรวจสอบโดยกองทัพเมียนมา
- เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2025 คณะตรวจสอบซึ่งนำโดยผู้บังคับการระดับพันเอกจากกองบัญชาการทหารภูมิภาคสามเหลี่ยม(ทองคำ) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณแม่น้ำน้ำกก (Nam Kok River)
- ระหว่างการตรวจสอบ คณะทำงานพบพื้นที่ทำ(สกัด)เหมืองทองคำร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งมีรายงานว่าหยุดดำเนินกิจการมาแล้วประมาณหนึ่งปี คณะตรวจสอบยังพบสถานประกอบการทำเหมืองแร่แห่งหนึ่งที่ดำเนินการโดย กองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army: UWSA) ซึ่งมีรายงานว่าเริ่มดำเนินกิจการมาตั้งแต่ ปี 2022 และต่อมาได้ระงับการดำเนินงานในเดือนมิถุนายน 2025
- สถานประกอบการดังกล่าวมีแรงงานประมาณ 50 คน ซึ่งได้ออกจากพื้นที่ไปแล้ว เจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการทหารภูมิภาคสามเหลี่ยม(ทองคำ)ได้สั่งการให้ UWSA รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด ขนย้ายเครื่องจักร อุปกรณ์ และยานพาหนะออกจากพื้นที่ และห้ามกลับมาดำเนินกิจการอีกในอนาคต
ความร่วมมือทวิภาคี ระหว่างรัฐบาลเมียนมาและรัฐบาลไทย
- ภายใต้กรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ได้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีระหว่างเมียนมาและไทย เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2025 ณ กรุงเนปิดอว์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม ในการประชุม ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความมุ่งมั่นร่วมกันในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำอย่างยั่งยืน และเห็นพ้องที่จะเพิ่มการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการหารือทางเทคนิค (technical dialogues) การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการแบ่งปันฐานข้อมูล นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเรื่องการจัดตั้ง คณะทำงานวิชาการร่วม (Joint Technical Working Group) เพื่อสนับสนุนความร่วมมือเชิงปฏิบัติในด้านความช่วยเหลือทางเทคนิค (วิชาการ) การเสริมสร้างศักยภาพ และ การสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน
- ต่อมา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2025 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเมียนมา (MONREC) ได้จัดตั้ง คณะทำงานร่วม (Joint Working Group) ฝ่ายเมียนมา เพื่อบริหารจัดการคุณภาพน้ำของแม่น้ำที่เป็นแม่น้ำชายแดนและแม่น้ำข้ามพรมแดนที่ไทยและเมียนมาใช้ร่วมกัน
- ขณะนี้ กรอบอำนาจหน้าที่ (Terms of Reference: TOR) ของคณะทำงานร่วมดังกล่าวอยู่ระหว่างการจัดทำให้แล้วเสร็จ
- นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2025 ได้มีการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เกี่ยวกับปัญหามลพิษของแม่น้ำข้ามพรมแดน ระหว่าง “คณะผู้แทนไทย” นำโดย นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ รองประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร และ “คณะผู้แทนเมียนมา” นำโดยปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในการประชุม ฝ่ายเมียนมาได้ตอบข้อซักถามของรัฐสภาไทยเกี่ยวกับมาตรฐานคุณภาพน้ำของเมียนมา ผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำ กรอบกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรการควบคุมกิจกรรมเหมืองแร่บริเวณแม่น้ำภายในประเทศและแม่น้ำข้ามพรมแดน
คำชี้แจงเกี่ยวกับผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ
- โดยอ้างอิงถึง ย่อหน้าที่ 1 ของข้อมูลที่ได้รับซึ่งระบุไว้ในหนังสือสื่อสารร่วม (Joint Communication) เมียนมาระบุว่า ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำตามแนวแม่น้ำกกในช่วง เดือนพฤษภาคม 2025 ถึงเดือนเมษายน 2026 แสดงให้เห็นว่า ค่าความขุ่นของน้ำ (Turbidity) ที่สถานีตรวจวัด 10 แห่ง สูงเกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินแห่งชาติของเมียนมา (National Surface Water Quality Standard: NSWQS) ซึ่งกำหนดไว้ที่ 100 NTU ในช่วงฤดูฝนปี 2025
- ระดับความขุ่นของน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นมีสาเหตุหลักจากสภาพภูมิอากาศตามฤดูกาล ซึ่งรวมถึง ฝนตกหนักและพายุ ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะตามธรรมชาติของดินและหินบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ และทำให้เกิดการพัดพาตะกอนในน้ำเป็นการชั่วคราว
- ข้อมูลจากการติดตามตรวจสอบยืนยันว่า ระดับความขุ่นของน้ำในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวยังคงอยู่ภายในค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินแห่งชาติ (NSWQS)
- โปรดอ้างอิงรายละเอียดใน ย่อหน้าที่ 5 ของข้อมูลที่ระบุไว้ใน แถลงการณ์ร่วม (Joint Statement)
- พื้นที่ลุ่มน้ำของแม่น้ำกกอยู่ภายใน ป่าสงวนสาธารณะแม่ปาน (Mae Pan Protected Public Forest) ซึ่งมีพื้นที่ 29,977 เอเคอร์ ในเขตเมืองสาด (Mong Hsat Township) รัฐฉานตะวันออก โดย ไม่อนุญาตให้มีการทำเหมืองทองคำหรือเหมืองแร่ทุกประเภท ภายในป่าสงวนสาธารณะแม่ปาน ตลอดแนวแม่น้ำน้ำกก (Nam Kok River) หรือพื้นที่โดยรอบ
- เนื่องจากหมู่บ้านต่าง ๆ ได้แก่ Pan Kham, Nar Hine Lone และ Mong Hpat ตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำกกทางด้านตะวันออกของพื้นที่เมืองสาด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเปราะบางต่อมลพิษข้ามพรมแดน เมียนมาจึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์คุณภาพน้ำเป็นลำดับแรก เพื่อคุ้มครองประชาชนในท้องถิ่นจากผลกระทบด้านลบของมลพิษทางน้ำ
- ด้วยการดำเนินมาตรการเชิงรุกและมาตรการความร่วมมือเพื่อป้องกันมลพิษตามแนวแม่น้ำกก ทั้งเมียนมาและประเทศไทยจะสามารถป้องกันไม่ให้ปัญหามลพิษทางน้ำทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
คำชี้แจงต่อข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่หายากและกิจกรรมการทำเหมืองแร่อื่น ๆ
- เมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดเกี่ยวกับกิจกรรมการทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือสื่อสารร่วม (Joint Communication)
- ไม่มีการอนุญาตตามกฎหมายหรือการออกใบอนุญาตอย่างเป็นทางการสำหรับการทำเหมืองแร่หายากในพื้นที่ที่อ้างถึงในหนังสือสื่อสารร่วม รวมถึงพื้นที่รัฐฉานตะวันออก (Eastern Shan State) และพื้นที่ตามแนวแม่น้ำกก (Kok River)
- นอกจากนี้ ยังไม่มีการอนุญาตตามกฎหมายให้ดำเนินกิจกรรมทำเหมืองทองคำหรือเหมืองแร่ใด ๆ ภายใน ป่าสงวนสาธารณะแม่ปาน (Mae Pan Protected Public Forest) ตลอดแนวแม่น้ำกก หรือพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบ
- รัฐบาลเมียนมาไม่ได้ออกใบอนุญาตสำหรับแปลงทำเหมืองแร่ (mineral extraction blocks) ใด ๆ ในบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกก
- บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินกิจการเหมืองแร่ประเภทอื่น จะต้องจัดทำและได้รับความเห็นชอบสำหรับ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) การตรวจสอบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Initial Environmental Examination: IEE) และ แผนการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Plan: EMP) ตามที่กฎหมายกำหนดและตามประเภทของโครงการ
- การประกอบกิจการเหมืองแร่ต้องปฏิบัติตาม “กรอบกฎหมายและนโยบายระดับชาติ³” 9 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ การจัดการของเสีย ความปลอดภัยด้านน้ำ ไปจนถึง การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการจัดการความเสี่ยงจากสารเคมีอันตราย
|
- ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตต้องก่อสร้างและบำรุงรักษา บ่อกักเก็บกากแร่ (tailing ponds) ให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อใช้บริหารจัดการของเสียจากกิจการเหมืองแร่
- ต้องจัดส่ง รายงานการติดตามการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ทุก 6 เดือน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง กรมเหมืองแร่ (Department of Mines) และ กรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Conservation Department) จะดำเนินการตรวจสอบเป็นประจำเพื่อยืนยันว่าผู้ประกอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว
- รัฐบาลยังใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมาย และดำเนินโครงการสร้างความตระหนักแก่ประชาชน เพื่อป้องกันการทำเหมืองหรือการสกัดแร่ที่ไม่ได้รับอนุญาตและผิดกฎหมาย
- ก่อนที่จะมีการออกใบอนุญาตทำเหมือง บริษัทจะต้องหารือกับประชาชนในพื้นที่ ผู้บริหารหมู่บ้าน และรัฐบาลระดับภูมิภาค เพื่อขอความยินยอมล่วงหน้า นอกจากนี้ ภายใต้ หนังสือรับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Compliance Certificate: ECC) เจ้าของโครงการจะต้องทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อจัดทำและดำเนิน แผนพัฒนาชุมชน (Community Development Plan)
สรุป
- จากการประเมินทางวิทยาศาสตร์ที่ดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเมียนมา พบว่า ความเข้มข้นของสารหนูในแม่น้ำกกยังคงอยู่ภายในค่ามาตรฐานที่กำหนด ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินแห่งชาติ (NSWQS) และ มาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มแห่งชาติ (NDWQS) อย่างเคร่งครัด ความแตกต่างในการตีความสถานะของมลพิษ มีแนวโน้มเกิดจากความแตกต่างของมาตรฐานระดับประเทศ และวิธีการตรวจวิเคราะห์ (testing methodologies) ที่แต่ละประเทศนำมาใช้
- เมียนมารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่หนังสือสื่อสารร่วม (Joint Communication) อาศัยข้อมูลที่ถูกคัดเลือกมาเพียงบางส่วนและยังไม่ได้รับการตรวจสอบ ขณะเดียวกัน กลับละเลยข้อมูลการติดตามตรวจสอบอย่างกว้างขวาง การตรวจสอบของฝ่ายทหาร และกรอบการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลเมียนมา โดยสิ้นเชิง การละเลยดังกล่าวขัดต่อหลักการพื้นฐานของความเป็นกลาง (Objectivity) ความไม่ลำเอียง (Impartiality) และจรรยาบรรณวิชาชีพ (Professional Integrity) ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งตามกลไกพิเศษขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Special Procedures) พึงยึดถือ ดังนั้น เมียนมาจึง ไม่ยอมรับข้อค้นพบหรือข้อสรุปใด ๆ ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยหลักฐานที่ผ่านการตรวจสอบยืนยันแล้ว
- เมียนมายืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่า แนวทางความร่วมมือที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติได้จริง (pragmatic approach) ผ่านกลไกความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการบริหารจัดการลุ่มน้ำกก
- เมียนมายังคงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะดำเนินความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศไทยต่อไป บนพื้นฐานของมิตรภาพอันยาวนานและความสัมพันธ์อันดีในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
ดูหนังสือฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ)
Mynmar to UN_Kok Pollution pdf

