Green Opinion : ลมหายใจที่ถูกล้อมรั้ว: เดิมพันที่ดินชาติพันธุ์กับ “เข็มทิศความยุติธรรม” ของรัฐไทย
ทรรศนะ ว่าด้วย “กรณีทับตะวัน พังงา” และ ความขัดแย้งกรณีสิทธิในที่ดินของชาวเลมอแกลน ซึ่งเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ และสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม
บทความที่ตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อสะท้อนภาพรวมของปัญหาสิทธิที่ดินและกลุ่มชาติพันธุ์ในไทย โดยใช้กรณีทับตะวันเป็นหมุดหมายของการเรียกร้องเชิงนโยบายเพื่อความเป็นธรรมในสังคม
โดย อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์ ผู้เขียนที่นิยามตัวเองว่า “คนครัวเล่าโลก อดีตเด็กไร้สัญชาติ ผู้ใช้หม้อหนึ่งใบและปากกาหนึ่งด้ามทำความรู้จักโลก ผ่านอาหาร เรื่องเล่า และผู้คน”

เสียงเรียกร้องจากขุมเขียว
ท่ามกลางป่าชายเลนที่เขียวขจีในพื้นที่บ้านทับตะวัน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เสียงคลื่นกระทบฝั่งยังคงเป็นจังหวะชีวิตที่สม่ำเสมอของชาวเลมอแกลน ทว่าในห้วงเวลานี้ เสียงที่ดังกลบทุกสรรพสิ่งกลับเป็นเสียง “โซ่ตรวน” และรั้วเหล็กที่กลุ่มทุนกั้นขวางทางสัญจรและพื้นที่ทำกินดั้งเดิม
ความขัดแย้งที่นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องวิวาทะระหว่างเอกชนกับชุมชน แต่เป็น “หมุดหมายแห่งความล้มเหลว” ของนโยบายที่ดินไทย ที่กำลังท้าทายจริยธรรมของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะเลือกปกป้องรากเหง้าดั้งเดิม หรือสยบยอมต่อเอกสารสิทธิ์ที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส
มิติที่ 1: ความลักลั่นของนโยบายที่ดินและการปะทะทางกฎหมาย
ในทางนโยบาย ประเทศไทยมี “มติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553″ ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ซึ่งเปรียบเสมือน “เกราะคุ้มครองทางจริยธรรม” ที่รัฐประกาศเจตนารมณ์จะดูแลกลุ่มชาติพันธุ์ ทับตะวันได้รับการปักหมุดให้เป็น 1 ใน 25 พื้นที่นำร่องในการสร้าง “เขตคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล“
ทว่าในโลกความเป็นจริง ความศักดิ์สิทธิ์ของมติ ครม. กลับเบาหวิวเมื่อต้องปะทะกับ “เอกสารสิทธิ์” ที่อยู่ในมือกลุ่มทุน
นักวิชาการที่ดินตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาที่ทับตะวันคือภาพสะท้อนของ “ความลักลั่นทางนโยบาย” (Policy Inconsistency) ที่รัฐไทยประกาศส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและอนุรักษ์ป่าชายเลน แต่อีกฝั่งกลับใช้กลไกการออกเอกสารสิทธิ์ที่เอื้อต่อการกว้านซื้อที่ดิน จนทำให้พื้นที่สาธารณะและพื้นที่ทำกินดั้งเดิมของชาวเลถูกเปลี่ยนสภาพเป็น “ที่ดินส่วนบุคคล” ผ่านกระบวนการที่ขาดการตรวจสอบอย่างรอบด้าน
มิติที่ 2: การต่อสู้ของชาวบ้านที่ไม่ใช่การขอ “ความเมตตา” แต่คือการทวงคืน “ความยุติธรรม“
การลงพื้นที่ของนางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แม้จะประสบความสำเร็จในการกดดันให้จังหวัดพังงาตั้งคณะทำงานระดับอำเภอเพื่อเปิดทางสัญจรชั่วคราว แต่สำหรับชาวเลมอแกลน นี่อาจเป็นเพียง “ยาแก้ปวด” ไม่ใช่ “การผ่าตัดรักษา“
ตัวแทนชาวบ้านทับตะวันย้ำชัดว่า การเปิดทางเพื่อให้เดินผ่านรั้วเข้าไปหาปลาไม่ใช่ชัยชนะ สิ่งที่พวกเขาเรียกร้องคือ “ความชอบธรรมในกรรมสิทธิ์” พวกเขาต้องการให้รัฐตรวจสอบที่มาของเอกสารสิทธิ์ที่กลุ่มทุนถือครองว่าเป็นการออกโดยมิชอบหรือไม่และต้องการให้มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าชายเลนและพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรม
การต่อสู้ของชาวเลในครั้งนี้จึงไม่ใช่การเรียกร้องในเชิงปัจเจกบุคคล แต่เป็นการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความมั่นคงในที่อยู่อาศัยที่พวกเขาสืบทอดกันมานับร้อยปี
มิติที่ 3: สารพัดโจทย์ที่รัฐบาลต้องตอบด้วย “ความจริงใจ“
หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการแก้ปัญหานี้ให้จบสิ้น มิใช่เพียงแค่การประวิงเวลา หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ
การตรวจสอบที่ดินเชิงรุก (Proactive Land Audit): กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมที่ดิน ต้องเลิกใช้หลักการ “ที่ดินมีเอกสารสิทธิ์แตะต้องไม่ได้” หากที่ดินผืนนั้นถูกตั้งคำถามว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือรุกล้ำพื้นที่ป่าชายเลน รัฐต้องกล้าที่จะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์นั้นเพื่อคืนความยุติธรรมให้แผ่นดิน
การยกระดับสู่กฎหมายแม่บท (From Resolution to Act): ความเปราะบางของมติ ครม. ต้องถูกแก้ไขด้วย “ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ฯ” ที่มีสถานะเป็นกฎหมายบังคับใช้จริง มีบทลงโทษชัดเจนสำหรับผู้ที่ละเมิดสิทธิในพื้นที่วัฒนธรรม และให้อำนาจชุมชนในการร่วมจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม
ทัศนคติภาครัฐ (Administrative Mindset Shift): เจ้าหน้าที่รัฐต้องเปลี่ยนจากการมองชาวเลในฐานะ “ผู้บุกรุก” มาเป็น “ผู้พิทักษ์ป่าชายเลน” เพราะการที่ป่าทับตะวันยังคงความสมบูรณ์ได้จนถึงทุกวันนี้ คือผลงานของชาวเลที่ปกป้องทรัพยากรของชาติมาตลอด ไม่ใช่ผลงานของกลุ่มทุนที่รอวันเปลี่ยนป่าเป็นรีสอร์ต

บทสรุป: กระจกบานใหญ่ที่ส่องหน้าประเทศไทย
กรณีของทับตะวันจึงเป็นดั่ง “กระจกบานใหญ่” ที่สะท้อนระบบยุติธรรมของไทย ว่าในท้ายที่สุดแล้ว กลไกของรัฐจะเลือกโอบอุ้มกลุ่มรากเหง้าดั้งเดิมผู้รักษาวัฒนธรรมและป่าชายเลน หรือจะยอมสยบให้แก่กลุ่มทุนที่ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายครอบครองแผ่นดิน
การส่งเสียงและจับตาของสาธารณชนต่อกรณีนี้ จึงไม่ใช่แค่การช่วยชาวเลมอแกลนทับตะวัน แต่เป็นการช่วยกัน “พยุงความยุติธรรม” บนแผ่นดินทำกินที่เราทุกคนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
หากรัฐบาลยังคงนิ่งเฉยต่อการกว้านซื้อที่ดินที่ไม่โปร่งใส สังคมไทยย่อมตั้งคำถามถึงความจริงใจในการสร้างความเท่าเทียม การต่อสู้ที่ทับตะวันจึงเป็นจุดเริ่มต้นของบททดสอบใหญ่ที่รัฐต้องเลือกให้ดี ระหว่าง “ผลประโยชน์ของกลุ่มทุน” กับ “ความยั่งยืนของแผ่นดินและผู้คน“




