เมื่อ “สิทธิการยื่นหนังสือ” กลายเป็น “การผ่าตัดกระดูก”

Green Opinion : บาดแผลที่แขนซ้าย และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ: เมื่อสิทธิการยื่นหนังสือ กลายเป็นการผ่าตัดกระดูก

บทความโดย อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์

ในห้องพักฟื้นโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเชียงใหม่วิศรุต ศรีจันทร์หรือช้างเจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือและกองเลขานุการพีมูฟ กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการรักษาบาดแผลทางร่างกายจากการผ่าตัดยึดน็อตกระดูกต้นแขนซ้ายที่แตกหัก แต่ในขณะที่บาดแผลกำลังเริ่มสมาน คำถามใหญ่เกี่ยวกับหลักการใช้กำลังและเสรีภาพในการชุมนุมของเจ้าหน้าที่รัฐ กลับยังคงเป็นบาดแผลสดที่สังคมไทยต้องร่วมกันหาคำตอบ

 

(ภาพ : พีมูฟ)

จากการเดินขบวนสู่ห้องผ่าตัด

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เริ่มต้นขึ้นด้วยกิจกรรมของเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก และแม่น้ำโขง พวกเขามารวมตัวกันเพื่อจุดประสงค์เดียว คือการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อรัฐบาลจีนผ่านสถานกงสุลใหญ่ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากโครงการเหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีนักลงทุนจีนเข้าไปเกี่ยวข้องและถูกระบุว่าเป็นต้นเหตุของการปนเปื้อนสารหนูและตะกั่วลงสู่สายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนในภาคเหนือ

ทว่า การเดินขบวนบนทางเท้าเพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์กลับกลายเป็นการปะทะ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์และเกิดการดึงกระชากป้ายผ้าของขบวน จนเป็นเหตุให้ผู้ร่วมขบวนการรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องลงเอยด้วยการเข้ารับการผ่าตัดในที่สุด

ผ่าตัดผ่านพ้น แต่บาดแผลไม่จบ

แม้ผลการผ่าตัดที่ผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม จะเป็นไปด้วยดี แต่การรักษาไม่ได้สิ้นสุดที่ห้องผ่าตัด แพทย์ระบุว่าวิศรุตจำเป็นต้องพักฟื้นไม่ต่ำกว่าหนึ่งสัปดาห์ในโรงพยาบาล และต้องเข้าสู่กระบวนการกายภาพบำบัดต่อเนื่องอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนครึ่ง นั่นหมายความว่า ชีวิตปกติของคนทำงานภาคประชาสังคมคนหนึ่งต้องหยุดชะงักลงเพียงเพราะความพยายามในการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ

สิ่งที่น่าตั้งคำถามไม่ใช่เพียงแค่ความเสียหายทางร่างกาย แต่คือสัดส่วนของการใช้กำลังในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ การจัดการกับขบวนการที่เดินทางมาเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนโดยสงบ จำเป็นต้องจบลงด้วยการบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นกระดูกแตกหักหรือไม่? การปะทะที่เกิดขึ้นเป็นไปตามหลักความจำเป็นหรือเกินกว่าเหตุ?

บททดสอบของความโปร่งใสและสิทธิมนุษยชน

เหตุการณ์นี้ไม่ควรถูกทิ้งให้เป็นเพียงเรื่องอุบัติเหตุระหว่างการชุมนุม แต่ควรเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สังคมไทยต้องกดดันให้เกิดการตรวจสอบอย่างจริงจัง

การตั้งคณะกรรมการสอบสวน: ต้องมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในวันเกิดเหตุอย่างโปร่งใส

ความรับผิดชอบของรัฐ: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในฐานะประชาชนผู้ใช้สิทธิในการแสดงออก

การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ: จะทำอย่างไรให้การยื่นหนังสือหรือการเรียกร้องในประเด็นสาธารณะ ไม่กลายเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยส่วนบุคคลของผู้ที่ออกมาทำหน้าที่แทนสังคม

การผ่าตัดและน็อตที่ยึดกระดูกไว้ภายใน เป็นเพียงการเยียวยากายภาพ แต่คำถามถึง บรรทัดฐาน ของการบังคับใช้กฎหมายที่ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจของประชาชน จะยังคงอยู่ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนและบทสรุปที่ยุติธรรมจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ในวันที่มลพิษข้ามพรมแดนยังคงเป็นวิกฤตที่ต้องได้รับการแก้ไข เสียงของผู้ชุมนุมที่พยายามส่งผ่านหนังสือร้องเรียนไปถึงรัฐบาลจีนไม่ควรถูกกลบด้วยเสียงของความรุนแรงในประเทศ เพราะไม่ว่าใครก็ไม่ควรต้องจบลงบนเตียงผ่าตัด เพียงเพราะพวกเขาเดินออกมาเรียกร้องเพื่อสิ่งที่ดีกว่าสำหรับส่วนรวม

(ภาพ : prachatai)

4 ข้อสังเกตุและข้อเสนอ จากกรณีวิศรุต

ลมหายใจใต้สายน้ำพิษ: เมื่อผลกำไรเดินทางข้ามพรมแดน แต่ความรับผิดชอบกลับมืดมนคือความรู้สึกแรกของผู้เขียนต่อกรณีของวิศรุต ตามด้วยข้อสังเกตุและข้อเสนอ 4 ข้อที่อยากนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนกับผู้ที่สนใจดังนี้

ในขณะที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเชื่อมโยงอย่างไร้พรมแดนผ่านข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ในพื้นที่รอยต่อระหว่างไทยและเมียนมา กลับมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องกลายเป็น ผู้รับเคราะห์ จากกระบวนการพัฒนาที่ไม่แยแสต่อสิ่งแวดล้อม

วิกฤตแม่น้ำในภาคเหนือของไทยที่กำลังเผชิญกับสารโลหะหนัก ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุทางธรรมชาติ แต่คือผลพวงจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่ปราศจากการควบคุม จนนำไปสู่การออกมาเรียกร้องของผู้คนเพื่อทวงคืนความยุติธรรม ซึ่งจบลงด้วยเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงที่ทำลายทั้งร่างกายและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

1. วิกฤตซ่อนเร้นในสายน้ำ: เมื่อชีวิตคนตัวเล็กต้องแลกกับ Rare Earths

ภายใต้กรอบข้อริเริ่ม หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative – BRI) ของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ได้เกิดการขยายตัวของธุรกิจเหมืองแร่หายาก (Rare Earths) และเหมืองทองคำขึ้นอย่างก้าวกระโดดในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา พื้นที่เหล่านี้ตั้งอยู่บนที่สูงซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และไหลรวมลงสู่แม่น้ำโขง

แม้ชื่อของ แร่หายาก จะฟังดูทันสมัยและเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก แต่กระบวนการสกัดแร่เหล่านี้กลับเต็มไปด้วยความล้าหลังและปราศจากการดูแลสิ่งแวดล้อม สารเคมีที่ใช้ในการชะล้างแร่ ไม่ว่าจะเป็นสารหนู (Arsenic) หรือตะกั่ว (Lead) ได้ถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติโดยไม่มีการบำบัด ส่งผลให้คนไทยตลอดแนวชายแดนเหนือต้องบริโภคน้ำที่มีการปนเปื้อนของโลหะหนักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบต่อชุมชนนั้นรุนแรงและหยั่งรากลึก เกษตรกรที่เคยพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำกกในการทำนาทำสวน พบว่าผลผลิตเริ่มมีปัญหาและปนเปื้อนด้วยสารโลหะหนัก จนไม่สามารถส่งออกหรือจำหน่ายได้อย่างมั่นใจ สุขภาพของผู้คนในพื้นที่เปลี่ยนไปจากการบริโภคอาหารและน้ำที่มีสารพิษสะสม ส่งผลกระทบระยะยาวต่อระบบประสาท ตับ ไต และพัฒนาการของเด็กในชุมชน นี่คือ มลพิษข้ามพรมแดน ที่เงียบเชียบที่สุด แต่กลับมีอานุภาพทำลายล้างสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำภาคเหนือ

2. กำแพงนอมินีและเกราะป้องกันผลกำไร

ทำไมปัญหาที่เห็นได้ชัดเจนเช่นนี้ ถึงไม่สามารถแก้ไขได้? คำตอบอยู่ที่ ความซับซ้อนของโครงสร้างทุน การลงทุนเหมืองแร่ในรัฐฉานมักถูกบังหน้าด้วยบริษัทนอมินีที่จดทะเบียนในไทยและเมียนมา ทำให้เมื่อเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม กลไกทางกฎหมายของทั้งสองประเทศกลับทำงานได้อย่างเชื่องช้าหรือแทบไม่สามารถเอาผิดใครได้เลย

การใช้บริษัทตัวแทนอำพรางทำให้ความรับผิดชอบในการฟื้นฟูธรรมชาติถูกโยนทิ้งไป กลุ่มทุนเหล่านี้อาศัยช่องว่างทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ยังไม่มีกลไกบังคับให้เกิดความรับผิดชอบข้ามพรมแดน (Transboundary Accountability) ทำให้ผลกำไรมหาศาลจากการขายแร่ถูกส่งกลับไปยังผู้ลงทุนหลัก ในขณะที่ ต้นทุนของความเสียหาย ทั้งหมดถูกผลักภาระมาให้กับประชาชนคนตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ปลายน้ำ

3. เมื่อการเดินขบวนเพื่อทวงถาม กลายเป็นการเผชิญหน้า

ด้วยความสิ้นหวังจากกลไกราชการที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง จึงตัดสินใจก้าวออกมาเผชิญหน้ากับอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง โดยการเดินขบวนไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อรัฐบาลจีนผ่านสถานกงสุลใหญ่ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นอย่างสันติ มีการถือป้ายผ้าสื่อสารข้อมูลและส่งมอบตัวอย่างน้ำปนเปื้อนเพื่อเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่แทนที่จะได้รับการรับฟังหรือการเจรจา สิ่งที่ประชาชนได้รับกลับเป็น กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 100 นาย ที่เข้าสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงจนเกิดเหตุชุลมุน

ท่ามกลางความโกลาหลส่งผลให้ วิศรุต ศรีจันทร์ หรือ ช้าง หนึ่งในเจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือและกองเลขานุการพีมูฟ ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกกระชากป้ายผ้าจนแขนซ้ายหัก กระดูกแตกหักจนต้องเข้ารับการผ่าตัดและใส่น็อตยึดกระดูกไว้ภายใน การชุมนุมที่ตั้งใจจะยื่นหนังสือเพื่อขอชีวิตและธรรมชาติคืน กลับต้องจบลงด้วยผู้เรียกร้องต้องเข้าห้องผ่าตัด ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ที่น่าเศร้าของเสรีภาพในปัจจุบัน

4. ความรับผิดชอบที่ต้องไร้พรมแดน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการทำร้ายร่างกายหรือการสลายการชุมนุม แต่มันคือบทพิสูจน์ถึง ความล้มเหลวของธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค สังคมต้องตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า

สิทธิของประชาชนในสิ่งแวดล้อมที่ดี: ในฐานะคนไทยและมนุษย์คนหนึ่ง การต้องบริโภคน้ำที่มีสารพิษจากโครงการลงทุนข้ามชาติถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานหรือไม่?

หลักสัดส่วนของการใช้กำลัง: เจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่ปกป้องประชาชนหรือปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุน? การใช้กำลังกับผู้ชุมนุมที่มาโดยสงบเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในระบอบประชาธิปไตยหรือ? การบังคับใช้หลักการ Green Belt and Road คำสัญญาของรัฐบาลจีนที่ประกาศว่าจะสร้าง เส้นทางสายไหมสีเขียว จะเป็นจริงได้อย่างไร หากโครงการเหมืองแร่ใต้เงา BRI ยังคงทำลายล้างแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในประเทศเพื่อนบ้าน

การผ่าตัดแขนของวิศรุตอาจจะผ่านพ้นไป แต่ บาดแผลของแม่น้ำ และ บาดแผลของความยุติธรรมยังคงอยู่ตราบเท่าที่กลุ่มทุนยังคงกอบโกยผลกำไรโดยปราศจากความรับผิดชอบ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยและจีนจะต้องหันมาเผชิญหน้ากับความจริงว่า เมื่อผลกำไรเดินทางข้ามพรมแดนได้ ความรับผิดชอบก็ต้องเดินทางข้ามพรมแดนได้เช่นกัน

การเรียกร้องในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนเชียงรายหรือคนภาคเหนือ แต่คือเรื่องของทุกคนที่เชื่อว่าการพัฒนาที่ดี ต้องไม่สร้างความมั่งคั่งบนคราบน้ำตาและการทำลายทรัพยากรของเพื่อนมนุษย์ หากเรายังปล่อยให้การเรียกร้องความยุติธรรมต้องจบลงบนเตียงผ่าตัด อนาคตของระบบนิเวศและประชาธิปไตยในภูมิภาคนี้ คงเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

หมายเหตุ อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์ (ฉ๊ะ) “คนครัวเล่าโลกอดีตเด็กไร้สัญชาติ ผู้ใช้หม้อหนึ่งใบและปากกาหนึ่งด้ามทำความรู้จักโลก ผ่านอาหาร เรื่องเล่า และผู้คน

(ภาพ : พีมูฟ)