Green Opinion : “แลนด์บริดจ์” งาน 280,000 ตำแหน่ง – งานจริง หรือการเอางานเดิมไปแลก?
โครงการแลนด์บริดจ์คุ้มจริงหรือเปล่า? เรากำลังจะสูญเสียอะไรไปบ้าง? EP.7 “งาน 280,000 ตำแหน่ง – งานจริง หรือการเอางานเดิมไปแลก?” บทความโดย วารีเทวะ
ทุกครั้งที่รัฐพูดถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ตัวเลขหนึ่งมักถูกยกขึ้นมาราวกับเป็นใบรับประกันอนาคตของคนระนองและชุมพร “280,000 ตำแหน่ง” ตัวเลขนี้ฟังดูใหญ่ ฟังดูสวย และถูกใช้เป็นคำตอบสำเร็จรูปของแทบทุกความกังวล
- ถ้าถามว่าโครงการนี้จะทำให้คนในพื้นที่ได้อะไร คำตอบคือ “จะมีงานเกิดขึ้น”
- ถ้าถามว่าคุ้มกับผลกระทบหรือไม่ คำตอบคือ “จะสร้างงานจำนวนมาก”
- ถ้าถามว่าคนท้องถิ่นจะอยู่ต่ออย่างไร คำตอบก็ยังวนกลับมาที่ตัวเลขเดิม – 280,000 ตำแหน่ง
แต่ตัวเลขที่สวยหรูนี้ ยังไม่เคยตอบคำถามที่สำคัญที่สุด: มันเป็นงานของใคร และต้องแลกด้วยอะไร?
- งานเหล่านั้นเป็นงานประเภทไหน
- เป็นงานถาวรกี่ตำแหน่ง
- เป็นงานก่อสร้างชั่วคราวกี่ตำแหน่ง
- เป็นงานที่คนท้องถิ่นสามารถทำได้จริงกี่ตำแหน่ง
- ต้องใช้ทักษะสูงเกินกว่าที่คนในพื้นที่ถูกเตรียมไว้หรือไม่
- และเมื่อหักลบ “งานเดิม” ที่อาจถูกกระทบหรือสูญเสียไปแล้ว ประเทศนี้เหลือ “งานสุทธิ” ให้คนท้องถิ่นจริง ๆ เท่าไร
เพราะก่อนที่แลนด์บริดจ์จะถูกวาดลงบนแผนที่ พื้นที่ระนอง ชุมพร และทะเลสองฝั่งไม่ได้ว่างเปล่า ที่นั่นมีคนทำงาน มีอาชีพ มีรายได้ มีเศรษฐกิจชุมชน และมีหม้อข้าวใบเดิมที่เลี้ยงดูผู้คนมาหลายชั่วอายุคน
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าแลนด์บริดจ์จะ “สร้างงานใหม่” ได้เท่าไร แต่ต้องถามให้ครบว่า งานใหม่เหล่านั้น จะเกิดขึ้นบนความเสี่ยงของงานเดิมกี่ตำแหน่ง


1. งานเดิมที่รัฐมองไม่เห็น บนความเปราะบางที่รัฐไม่ควรมองข้าม
ตลอด 6 ตอนที่ผ่านมา เราไม่ได้พูดถึงธรรมชาติในแง่ของความสวยงามเท่านั้น แต่เรากำลังพูดถึงฐานอาชีพของผู้คนทั้งระบบ
เมื่อพูดถึงทะเลระนองและชุมพร มันไม่ใช่แค่น้ำทะเลหรือชายหาด แต่มันคือห่วงโซ่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ ตั้งแต่เรือประมงชายฝั่ง แพปลา โรงน้ำแข็ง ช่างซ่อมเรือ คนขนปลา ร้านอาหารทะเล คนทำปลาแห้ง กะปิ ของฝาก ไปจนถึงโฮมสเตย์ เรือท่องเที่ยว และผู้ประกอบการที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายอันดามันและอ่าวไทย
เมื่อพูดถึงบ่อน้ำร้อน น้ำแร่ และอากาศสะอาด มันไม่ใช่แค่ทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือต้นทุนของเมืองสุขภาพ หรือ wellness economy และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมหนัก
งานและรายได้เหล่านี้จำนวนมากไม่ได้มีป้ายชื่อใหญ่โต ไม่ได้อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ไม่ได้ถูกเรียกว่า “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” และไม่เคยถูกนับอย่างจริงจังในรายงานประชาสัมพันธ์ของรัฐ แต่มันอยู่ในชีวิตประจำวันของคนธรรมดา
เป็นงานที่ชาวประมงทำจนแก่ได้ เป็นสวนที่ชาวบ้านส่งต่อให้ลูกหลานได้ เป็นร้านอาหารเล็ก ๆ ที่เลี้ยงครอบครัวได้ เป็นรีสอร์ตท้องถิ่นที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชนได้ เป็นสินค้า OTOP และวิสาหกิจชุมชนที่ทำให้กลุ่มแม่บ้านมีรายได้เสริมได้
นี่คืองานเดิมที่รัฐมักไม่เห็น และการไม่เห็น ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่จริง
ในหลายโครงการขนาดใหญ่ พื้นที่ทำกินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์สมบูรณ์มักถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ ทั้งที่ชาวบ้านอาจทำกินอยู่มานานหลายสิบปี
การไม่มีโฉนด ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการทำให้รายได้ วิถีชีวิต และมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชนกลายเป็นสิ่งไร้ราคา เพราะสิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ที่ดินหนึ่งแปลง แต่มันอาจหมายถึงช่องทางทำมาหากินทั้งชีวิตของครอบครัวหนึ่งครอบครัว
2. งานเดิมที่อยู่ในวงเสี่ยง: ตัวเลขที่รัฐไม่เคยวางบนโต๊ะ
ในเมื่อฝ่ายรัฐมีตัวเลข 280,000 ตำแหน่งไว้โฆษณา ฝ่ายประชาชนก็มีสิทธิถามกลับด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจจริงเช่นกันว่า: แล้วงานเดิมที่อยู่ในวงเสี่ยงมีเท่าไร?
หากนับเฉพาะระนองและชุมพร ฐานแรงงานเดิมในภาคเกษตร ประมง ท่องเที่ยว ค้าขาย ขนส่ง ที่พัก อาหาร และบริการเกี่ยวเนื่อง อาจอยู่ในระดับประมาณ 330,000-400,000 ตำแหน่งงาน/แหล่งรายได้
แต่ผลกระทบของโครงการระดับนี้ไม่ได้หยุดที่เส้นเขตจังหวัด ทะเลไม่ได้รู้จักคำว่าเขตปกครอง ฝุ่นไม่ได้หยุดที่ป้ายจังหวัด ข่าวมลพิษไม่ได้หยุดที่อำเภอ และระบบท่องเที่ยวไม่ได้ทำงานแบบตัดขาดเป็นจังหวัดใครจังหวัดมัน
ฝั่งอันดามัน ผลกระทบไม่ควรถูกมองจำกัดอยู่แค่ระนอง เพราะระบบท่องเที่ยวทะเลของอันดามันตอนบนเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ตั้งแต่ระนอง พังงา หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน แหล่งดำน้ำ และอุทยานทางทะเล ไปจนถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพังงาและภูเก็ตที่พานักท่องเที่ยวเข้าสู่เส้นทางท่องเที่ยวอันดามันตอนบน ทั้งเรือทัวร์จากฝั่งคุระบุรี เรือดำน้ำ ไกด์ รถรับส่ง ที่พัก ร้านอาหาร ร้านอุปกรณ์ท่องเที่ยว และธุรกิจบริการที่พึ่งพาภาพลักษณ์ของทะเลอันดามันตอนบน
ถ้าภาพลักษณ์ทะเลอันดามันตอนบนถูกเปลี่ยนจาก “ทะเลธรรมชาติ แหล่งดำน้ำ และหมู่เกาะระดับโลก” ไปเป็น “พื้นที่ข้างท่าเรือ อุตสาหกรรม เรือสินค้า น้ำมัน ขุดลอก และความเสี่ยงมลพิษ” ผู้ที่ได้รับผลกระทบอาจไม่ใช่แค่ชาวบ้านในจุดก่อสร้าง แต่รวมถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้งห่วงโซ่
ฝั่งอ่าวไทยก็เช่นกัน พื้นที่ทะเลชุมพรไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่หน้าบ้านของชาวชุมพร แต่เกี่ยวข้องกับระบบวางไข่และอนุบาลสัตว์น้ำของอ่าวไทยตอนกลาง เชื่อมโยงไปถึงสุราษฎร์ธานีบางส่วน ประจวบคีรีขันธ์ ห่วงโซ่ปลาทู แพปลา ตลาดทะเล โรงน้ำแข็ง รถขนส่ง และร้านอาหารจำนวนมาก
ดังนั้น หากคำนวณ “วงแผ่ผลกระทบ” ทั้งระบบ ฐานงานเดิมที่ตั้งอยู่บนความเสี่ยง หรือ asset at risk อาจอยู่ในระดับ 500,000-800,000 ตำแหน่งงาน/แหล่งรายได้
ย้ำอีกครั้งว่า นี่ไม่ใช่การกล่าวอ้างว่างานทั้งหมดจะหายไป แต่นี่คือการบอกว่า งานเดิม 500,000-800,000 ตำแหน่งงาน/แหล่งรายได้ คือฐานอาชีพที่อยู่ในวงเสี่ยง และต้องถูกนำเข้ามาคิดในสมการความคุ้มค่าของโครงการ
ในที่นี้ คำว่า “ตำแหน่งงาน/แหล่งรายได้” ไม่ได้หมายถึงเฉพาะตำแหน่งลูกจ้างประจำในระบบโรงงาน แต่รวมถึงอาชีพและรายได้ของครัวเรือน เช่น ประมงพื้นบ้าน ร้านอาหาร รถรับส่ง โฮมสเตย์ OTOP วิสาหกิจชุมชน แปรรูปสินค้าท้องถิ่น และรายได้เสริมจากทรัพยากรในพื้นที่
หากระบบนิเวศและภาพลักษณ์ท่องเที่ยวเปลี่ยนไป จนเกิดความเสียหายเพียงบางส่วน ผลกระทบก็อาจใหญ่พอจะลบล้างประโยชน์ด้านการจ้างงานที่รัฐกล่าวอ้างได้

ดังนั้น คำถามที่แท้จริงไม่ใช่คำถามว่า “รัฐจะสร้างงานเท่าไร” แต่คือ: เมื่อหักลบงานเดิมที่ถูกทำให้สั่นคลอนแล้ว เราเหลืองานสุทธิจริง ๆ เท่าไร

3. งานเดิมคือความเป็นเจ้าของ แต่งานใหม่อาจเป็นเพียงลูกจ้างชั่วคราว
ความไม่เป็นธรรมของตัวเลข 280,000 ตำแหน่ง คือการไม่แยกแยะ “คุณภาพ” และ “ระยะเวลา” ของงาน
งานก่อสร้างท่าเรือ ถนน ราง อาจอยู่เพียง 5-7 ปี เมื่อสร้างเสร็จ งานจำนวนมากก็หมดอายุลง
แต่งานเดิมหลายประเภท เช่น ประมง เกษตร ท่องเที่ยว ร้านอาหาร รีสอร์ต OTOP และบริการท้องถิ่น เป็นงานที่คนทำได้ทั้งชีวิต และในหลายกรณีเป็นกิจการที่คนท้องถิ่นเป็นเจ้าของเอง
งานก่อสร้าง 5-7 ปี ไม่เท่ากับอาชีพประมงที่ทำได้ทั้งชีวิต งานรับเหมาช่วง ไม่เท่ากับสวนยางที่ส่งต่อให้ลูกหลาน งานบริการรอบไซต์ก่อสร้าง ไม่เท่ากับรีสอร์ตเล็ก ๆ ที่เลี้ยงครอบครัวมาเป็นสิบปี งานรายวันในนิคม ไม่เท่ากับกิจการท้องถิ่นที่คนในพื้นที่เป็นเจ้าของเอง
หลังสร้างเสร็จ ท่าเรือยุคใหม่ยังมักถูกออกแบบเป็น Smart Port หรือ Automated Port ที่ใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร ซอฟต์แวร์ และระบบอัตโนมัติในการทำงานจำนวนมาก
งานถาวรที่เกิดขึ้นจริงจึงอาจเป็นงานทักษะสูง เช่น วิศวกรระบบ IT ผู้ควบคุมเครนอัตโนมัติ ผู้เชี่ยวชาญโลจิสติกส์ ระบบศุลกากร ระบบข้อมูล และงานซ่อมบำรุงเฉพาะทาง
งานเหล่านี้ไม่ได้เลวร้าย แต่คำถามคือ คนท้องถิ่นถูกเตรียมความพร้อมให้ทำตำแหน่งเหล่านี้แล้วหรือยัง
หากยังไม่มีแผนพัฒนาทักษะที่จับต้องได้ งานรายได้ดีอาจตกเป็นของคนนอกพื้นที่ วิศวกรจากส่วนกลาง บริษัทโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ หรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ
ส่วนคนท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้ที่สูญเสียที่ดินทำกิน ทะเล สวน หรืออาชีพเดิมไป อาจเหลือเพียงงานรายวัน งานรักษาความปลอดภัย งานทำความสะอาด งานขับรถ งานบริการรอบนิคม หรือแรงงานรับจ้างระดับล่างสุดในระบบที่ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของ
ถ้าเอางานถาวรของคนท้องถิ่นไปแลกกับงานชั่วคราวของโครงการ นั่นไม่ใช่การสร้างงานอย่างแท้จริง
มันคือการเปลี่ยนคนที่เคยเป็นเจ้าของหม้อข้าวของตัวเอง ให้กลายเป็นคนต่อคิวสมัครงานในโครงการของคนอื่น
4. ตัวเลข 280,000 ตำแหน่ง ใหญ่แค่ไหน เมื่อเทียบกับนิคมอุตสาหกรรมจริง
หากตัวเลข 280,000 ตำแหน่งหมายถึง “งานถาวร” หลังโครงการก่อสร้างเสร็จ รัฐยิ่งต้องอธิบายให้ชัดว่า ตัวเลขนี้มาจากไหน เพราะเมื่อเทียบกับข้อมูลนิคมอุตสาหกรรมจริงของประเทศ ภาพจะชัดขึ้นทันที
ข้อมูลสถานภาพการลงทุนของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ณ มกราคม 2568 ระบุว่า นิคมอุตสาหกรรมทั้งระบบมี 72 แห่ง มีโรงงาน 5,376 โรง และมีคนงาน 1,023,312 คน หรือเฉลี่ยประมาณ 190 คนต่อโรงงาน และประมาณ 14,200 คนต่อนิคมหนึ่งแห่ง
หากใช้ค่าเฉลี่ยนี้ งานถาวร 280,000 ตำแหน่ง จะเทียบเท่ากับโรงงานเฉลี่ยประมาณ 1,470 โรง หรือเทียบเท่านิคมอุตสาหกรรมเฉลี่ยเกือบ 20 แห่ง
แม้จะสมมติให้เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีแรงงาน 1,000 คนต่อโรงงาน ก็ยังต้องมีโรงงานใหญ่ถึง 280 โรง
และหาก SEC มีโรงงานเพียง 100 โรง แต่ต้องการสร้างงานถาวร 280,000 ตำแหน่ง โรงงานแต่ละโรงต้องจ้างคนเฉลี่ยถึง 2,800 คน ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ใช้ระบบอัตโนมัติ โลจิสติกส์ ห้องเย็น ท่าเรืออัจฉริยะ และเครื่องจักรเป็นหลัก
เมื่อเทียบกับ EEC จะเห็นภาพยิ่งขึ้น เพราะพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมใน EEC มีขนาดใหญ่มาก โดยข้อมูล ณ ไตรมาส 3 ปี 2567 ระบุว่า พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกมี 42 โครงการ และมีพื้นที่พัฒนาแล้วเพื่อขายหรือให้เช่าได้ 103,019 ไร่
ดังนั้น ถ้า SEC/แลนด์บริดจ์จะอ้างงานถาวร 280,000 ตำแหน่งจริง รัฐต้องตอบให้ได้ว่า:
- จะมีโรงงานกี่โรง
- โรงงานหนึ่งใช้แรงงานเฉลี่ยกี่คน
- เป็นงานถาวรหรือก่อสร้าง
- อยู่ในท่าเรือโดยตรงหรืออุตสาหกรรมต่อเนื่อง
- ถ้าใช้ระบบอัตโนมัติ งานคนจะเหลือเท่าไร
- และคนท้องถิ่นได้กี่เปอร์เซ็นต์
ถ้ารัฐไม่เปิดบัญชีแจกแจง ตัวเลข 280,000 ตำแหน่งก็ยังเป็นเพียงตัวเลขที่ต้องพิสูจน์ ไม่ใช่หลักประกันอนาคตของคนท้องถิ่น

5. ภาพฝัน SEC กับความย้อนแย้งทางเศรษฐกิจ
ตัวเลขงานจำนวนมากไม่น่าจะเกิดจากท่าเรือ ถนน และรางรถไฟโดยตรงเท่านั้น แต่น่าจะถูกนับรวมมาจากภาพฝันของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC เช่น นิคมอุตสาหกรรม เกษตรแปรรูป ห้องเย็น โลจิสติกส์ เมืองอัจฉริยะ และธุรกิจบริการต่อเนื่อง
พูดให้เข้าใจง่าย Land Bridge อาจเป็น “หัวเจาะ” ส่วน SEC คือพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่อาจตามมา แต่เมื่อชำแหละลงไป หลายอุตสาหกรรมที่ถูกพูดถึงกลับเดินสวนทางกับความจริงในพื้นที่อย่างรุนแรง
Wellness กับเมืองอุตสาหกรรม
รัฐพูดถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ wellness ในระนอง แต่ในขณะเดียวกัน แผนแลนด์บริดจ์และ SEC กำลังพาพื้นที่เดียวกันเข้าสู่ตรรกะของท่าเรือน้ำลึก คลังสินค้า รถบรรทุก อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ขุดลอก ถมทะเล ฝุ่น เสียง กลิ่น น้ำเสีย และความเสี่ยงมลพิษทางน้ำ ดิน และอากาศ
เมืองสุขภาพต้องการอากาศสะอาด น้ำสะอาด ทะเลสะอาด อาหารสะอาด ความสงบ ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในสิ่งแวดล้อม
เราไม่สามารถขายเมืองสุขภาพด้วยมือหนึ่ง แล้วใช้อีกมือทำลายเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดของ wellness ได้ หากฐานสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย คำว่า wellness ก็จะเหลือเพียงคำสวยในเอกสารประชาสัมพันธ์
อาหารทะเลแปรรูป ในวันที่ทะเลเสื่อมโทรม
รัฐบอกว่าจะยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป แต่หากชายฝั่งถูกขุดลอก แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำถูกกระทบ ประมงพื้นบ้านลดลง และภาพลักษณ์ทะเลธรรมชาติถูกแทนที่ด้วยภาพท่าเรือและอุตสาหกรรม โรงงานเหล่านั้นจะแปรรูปอะไร
หากสุดท้ายต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ หรือดึงวัตถุดิบจากจังหวัดอื่น พื้นที่ท้องถิ่นก็ไม่ได้เป็นเจ้าของมูลค่าเพิ่มจากทะเลของตัวเอง มันอาจถูกลดบทบาทเหลือเพียงฐานโรงงาน ฐานห้องเย็น ฐานโลจิสติกส์ และพื้นที่รับความเสี่ยงด้านมลพิษ โดยไม่ได้เป็นเจ้าของมูลค่าเพิ่มอย่างแท้จริง
ผู้ประกอบการไทยเดิมในสนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม
ประเทศไทยมีโรงงานยาง โรงงานปาล์ม โรงงานน้ำมันพืช โรงงานถุงมือยาง โรงงานอาหารทะเล SME ท้องถิ่น OTOP และวิสาหกิจชุมชนอยู่แล้ว
ดังนั้นคำถามไม่ใช่ว่า “ทำได้ไหม” แต่คือ ทำไมต้องสร้างฐานใหม่ในนิคมหรือพื้นที่หลังท่าเรือ ใครจะได้สิทธิประโยชน์ โรงงานเดิมของไทยได้รับสิทธิเท่ากันหรือไม่ ผู้ประกอบการเดิมจะถูกผู้เล่นใหม่เข้ามาแข่งด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า เครื่องจักรใหม่กว่า ทำเลใหม่กว่า และสิทธิประโยชน์มากกว่าหรือไม่
หากรัฐให้สิทธิพิเศษทางภาษีหรือโครงสร้างพื้นฐานแก่ผู้ลงทุนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทุนไทยหรือทุนต่างชาติ ในธุรกิจที่ซ้ำกับระบบอุตสาหกรรมเดิม ก็อาจกลายเป็นการใช้สิทธิประโยชน์จากรัฐไปสร้างความได้เปรียบให้ผู้เล่นรายใหม่ จนผู้ประกอบการไทยเดิมและ SME ต้องแข่งขันในสนามที่ไม่เท่าเทียม
ผลกระทบจึงไม่หยุดอยู่ที่ชาวบ้าน มันอาจกระทบทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม ตั้งแต่แรงงานรายวัน กลุ่มแม่บ้าน SME โรงงานท้องถิ่น ไปจนถึงบริษัทไทยขนาดใหญ่

6. กลุ่มแม่บ้านและ OTOP: เศรษฐกิจหลังบ้านที่ถูกทำให้ไร้ตัวตน
แรงงานอีกกลุ่มที่มักถูกลืมเสมอคือ กลุ่มแม่บ้าน วิสาหกิจชุมชน และคนที่ใช้เวลาว่างสร้างรายได้เสริมจากผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น
พวกเขาไม่ได้มีเงินเดือนประจำ ไม่ได้อยู่ในระบบโรงงาน ไม่ได้ถูกนับเป็นแรงงานเต็มเวลา และไม่เคยถูกมองเป็นตัวเลขหลักในสมการการจ้างงานของรัฐ แต่รายได้ส่วนนี้คือเงินสดจริงที่พยุงครัวเรือนให้อยู่รอด
ปลาแห้ง หมึกแห้ง กุ้งแห้ง น้ำพริกทะเล กะปิ ข้าวเกรียบปลา อาหารทะเลแปรรูป ผลไม้แปรรูป สมุนไพร เครื่องแกง และของฝากท้องถิ่น – สินค้าทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่มันเกิดจากทรัพยากรท้องถิ่น ความรู้พื้นบ้าน เครือข่ายตลาดชุมชน และแรงงานหลังบ้านของครัวเรือนจำนวนมาก
ผลกระทบต่อกลุ่มนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกรณีที่โรงงานใหญ่เข้ามาผลิตสินค้าแข่งในเชิงแมสเท่านั้น แต่เกิดตั้งแต่ต้นทาง หากทรัพยากรที่ใช้ทำมาหากินถูกเปลี่ยนการใช้ประโยชน์
ถ้าทะเลเสีย วัตถุดิบทะเลลด ถ้าชายฝั่งเปลี่ยน สัตว์น้ำวัยอ่อนลด ถ้าพื้นที่เกษตรถูกเวนคืน วัตถุดิบเกษตรลด ถ้าน้ำ ดิน อากาศ และภาพลักษณ์ธรรมชาติเปลี่ยน สินค้าชุมชนก็ขายเรื่องเดิมยากขึ้น
รายได้ของกลุ่มแม่บ้านอาจไม่ปรากฏในสถิติการว่างงาน แต่เมื่อวัตถุดิบหาย รายได้ครัวเรือนก็หายจริง
นี่คือเศรษฐกิจหลังบ้านที่รัฐมักไม่เห็น และหากไม่ถูกนับตั้งแต่ต้น ความสูญเสียของคนกลุ่มนี้ก็จะถูกทำให้เงียบหายไปในชื่อของการพัฒนา
7. ต้องถามเรื่อง “งานสุทธิ” ไม่ใช่แค่โฆษณางานใหม่
สูตรคำนวณความคุ้มค่าที่แท้จริงของแลนด์บริดจ์ ไม่ใช่การนับเลขข้างเดียว แต่ต้องคำนวณผ่านสมการนี้:
งานสุทธิ = งานใหม่ที่เกิดขึ้นจริง – งานเดิมที่อาจสูญเสีย – รายได้เดิมที่ลดลง – งานชั่วคราวที่หมดอายุหลังสร้างเสร็จ
หากรัฐมั่นใจในตัวเลข 280,000 ตำแหน่งรัฐต้องเปิดเผยบัญชีอย่างตรงไปตรงมา
เป็นงานก่อสร้างกี่ตำแหน่ง เป็นงานถาวรกี่ตำแหน่ง เป็นงานท่าเรือโดยตรงกี่ตำแหน่ง เป็นงานนิคมหรืออุตสาหกรรมต่อเนื่องกี่ตำแหน่ง เป็นงานทางอ้อมกี่ตำแหน่ง นับซ้ำหรือไม่ เป็นงานของคนท้องถิ่นกี่เปอร์เซ็นต์ ต้องใช้ทักษะอะไร มีแผนฝึกคนท้องถิ่นหรือไม่ และได้หักลบความเสียหายของฐานเศรษฐกิจเดิมในวงเสี่ยงแล้วหรือยัง
ถ้ารัฐตอบไม่ได้ ตัวเลข 280,000 ตำแหน่งก็ยังไม่ใช่คำตอบ มันเป็นเพียงคำโฆษณา
8. บทสรุป: ถ้าเสียหม้อข้าวเดิม เพื่อไปสมัครงานใหม่ นั่นใช่การพัฒนาหรือไม่
ปัญหาไม่ใช่ว่าแลนด์บริดจ์จะไม่มีงานเลย โครงการขนาดใหญ่ย่อมสร้างงานบางประเภทเสมอ แต่คำถามคือ งานเหล่านั้นมีคุณภาพพอหรือไม่ อยู่ได้นานพอหรือไม่ เป็นของคนท้องถิ่นจริงหรือไม่ และคุ้มพอหรือไม่กับงานเดิมที่อาจเสียไป
หากชาวประมงต้องเสียทะเล ชาวสวนต้องเสียที่ดิน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องเสียภาพลักษณ์ธรรมชาติ SME ต้องเสียตลาด กลุ่มแม่บ้านต้องเสียวัตถุดิบ ธุรกิจ wellness ต้องเสียอากาศ น้ำ ทะเล และความสงบ และคนท้องถิ่นต้องกลายเป็นแรงงานรับจ้างในเมืองอุตสาหกรรมของคนอื่น
คำว่า “สร้างงาน” ก็อาจไม่ได้หมายถึงการสร้างอนาคต มันอาจหมายถึงการเอาอนาคตเดิมของคนจำนวนมาก ไปแลกกับตำแหน่งงานที่พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของ
ก่อนรัฐจะบอกว่าแลนด์บริดจ์สร้างงานใหม่ 280,000 ตำแหน่ง รัฐต้องตอบให้ได้ก่อนว่า งานเดิม 500,000-800,000 ตำแหน่งงาน/แหล่งรายได้ในวงแผ่ผลกระทบ จะถูกกระทบกี่เปอร์เซ็นต์
ถ้ากระทบเพียง 10% ก็อาจเท่ากับ 50,000-80,000 ตำแหน่งงาน/แหล่งรายได้
ถ้ากระทบ 20% ก็อาจเท่ากับ 100,000-160,000 ตำแหน่งงาน/แหล่งรายได้
ถ้ากระทบ 30% ก็อาจเท่ากับ 150,000-240,000 ตำแหน่งงาน/แหล่งรายได้
และเมื่อนับหักลบแล้ว ประเทศเหลืองานสุทธิให้คนท้องถิ่นจริงเท่าไร
ถ้าคนท้องถิ่นต้องสูญเสียหม้อข้าวใบเดิม เสียสิทธิในที่ดินทำกินที่สืบทอดกันมา เสียทะเล เสียสวน เสียอากาศสะอาด และเสียเศรษฐกิจชุมชน เพียงเพื่อไปต่อคิวสมัครงานชั่วคราวหรือเป็นลูกจ้างรายวันในโครงการของทุนใหญ่
นั่นไม่ใช่การพัฒนา แต่มันคือการเอาอนาคตและวิถีชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อย ไปแลกกับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่คนท้องถิ่นแทบไม่มีอำนาจต่อรองหรือโอกาสเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

แหล่งอ้างอิงหลัก
- Thai PBS Policy Watch, “โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge)” – ระบุข้อมูลโครงการ ท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง ทางเชื่อม และตัวเลขการจ้างงาน 280,000 ตำแหน่ง: https://policywatch.thaipbs.or.th/policy/economy-10
- การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, “สถานภาพการลงทุนสะสม ณ มกราคม 2568” – 72 นิคมอุตสาหกรรม, 5,376 โรงงาน, 1,023,312 คนงาน: https://www.ieat.go.th/
- รายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดระนอง ไตรมาส 2 ปี 2568 – ผู้มีงานทำ 151,401 คน และภาคเกษตรกรรม 70,837 คน: https://ranong.mol.go.th/news_group/labour_situation
- รายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดชุมพร ไตรมาส 2 ปี 2567 – ผู้มีงานทำ 286,214 คน และภาคเกษตรกรรม 151,480 คน: https://chumphon.mol.go.th/
- กรมประมง, มาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลาง ประจำปี 2569 – ครอบคลุมประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เพื่อคุ้มครองช่วงวางไข่และเลี้ยงตัวอ่อนสัตว์น้ำ: https://www4.fisheries.go.th/dof/news_local/1210/276273
- FAO, “One Tambon One Product (OTOP) to promote grassroots economy in Thailand” – ระบุผู้ผลิต OTOP จดทะเบียน 93,414 รายในปี 2021 และ 55.4% เป็นกลุ่มอาชีพชุมชน: https://www.fao.org/one-country-one-priority-product/asia-pacific/good-practices/detail/one-tambon-one-product-%28otop%29-to-promote-grassroots-economy-in-thailand/en
- Cluster for Economic Corridor, “ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)” – ระบุโครงสร้างเศรษฐกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของ SEC: https://www.cluster4ec.com/sec/
- LH Bank, “ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก (EEC)” – ระบุ 42 โครงการ และพื้นที่พัฒนาแล้ว 103,019 ไร่ ณ ไตรมาส 3 ปี 2567: https://www.lhbank.co.th/
หมายเหตุ: ตัวเลข 500,000-800,000 ตำแหน่งงาน/แหล่งรายได้ เป็นกรอบประเมินเชิงความเสี่ยงเพื่อใช้ตั้งคำถามเชิงนโยบาย ไม่ใช่การกล่าวอ้างว่าฐานงานทั้งหมดจะสูญเสียแน่นอน
