ใครจ่ายต้นทุนแฝง เมื่อ Land Bridge เปิดทางให้ SEC

Green Opinion : โครงการแลนด์บริดจ์คุ้มจริงหรือเปล่า? เรากำลังจะสูญเสียอะไรไปบ้าง? EP.6 ใครจ่ายต้นทุนแฝง เมื่อ Land Bridge เปิดทางให้ SEC บทความโดยวารีเทวะ

ในตอนก่อน ๆ เราพูดถึงสิ่งที่ Land Bridge อาจพรากไปจากระนองและชุมพรแล้วหลายชั้น ทั้งการท่องเที่ยว เกษตรกรรม ประมงพื้นบ้าน เราเคยพูดถึงป่า ภูเขา ต้นน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติ แต่ EP.6 ต้องพูดให้ชัดกว่านั้น เพราะ Land Bridge ไม่ควรถูกมองเป็นแค่ท่าเรือ รถไฟ มอเตอร์เวย์ หรือเส้นทางขนส่งสินค้า Land Bridge คือประตูเปิดทางของ SEC หรือระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้

ถ้ามองแค่ Land Bridge ฝ่ายสนับสนุนอาจบอกว่านี่เป็นแค่โลจิสติกส์ ไม่ใช่นิคมอุตสาหกรรมแต่ถ้ามองให้ครบทั้งระบบ จะเห็นว่า Land Bridge คือโครงสร้างนำร่องที่จะเปิดพื้นที่ให้ SEC ตามมา ทั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ การเปลี่ยนการใช้ที่ดิน เมืองแรงงาน คลังสินค้า ลานตู้ โรงงานแปรรูป พลังงาน อุตสาหกรรมต่อเนื่อง และระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่

ดังนั้น คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า Land Bridge จะขนสินค้าได้เร็วขึ้นหรือไม่ แต่ต้องถามว่า เมื่อ SEC ตามเข้ามา ใครจะจ่ายต้นทุนหลังบ้านทั้งหมดของเมืองอุตสาหกรรมใหม่นี้

ใครจะจ่ายค่าถนนที่ต้องรองรับรถบรรทุก
ใครจะจ่ายค่าโรงพยาบาลที่ต้องรับคนมากขึ้น
ใครจะจ่ายค่าระบบน้ำ ระบบขยะ ระบบบำบัดน้ำเสีย
ใครจะจ่ายค่าตำรวจ กู้ภัย และระบบความปลอดภัย
ใครจะจ่ายค่าตรวจน้ำ ตรวจดิน ตรวจอากาศ
ใครจะจ่ายค่าฟื้นฟู ถ้ามลพิษเกิดขึ้นจริง

และที่สำคัญที่สุด ใครจะจ่ายค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น แต่ประชาชนต้องควักเงินออกจากกระเป๋าตัวเองทุกวัน เพื่อเอาตัวรอดจากมลพิษที่ตัวเองไม่ได้ก่อ นี่คือคำถามใหญ่ของ EP.6

(ภาพ : เพจฉันหลงรักโลกใบนี้)

ไม่ใช่แค่โครงการนี้สร้าง GDP เท่าไร

แต่คือใครต้องจ่ายต้นทุนแฝง เพื่อให้ GDP นั้นเกิดขึ้น

เพราะมลพิษไม่เคยฟรี

ถ้าน้ำเสียลงคลอง ต้องมีคนจ่ายค่าบำบัด
ถ้าดินปนเปื้อน ต้องมีคนจ่ายค่าขุด ค่าขนย้าย ค่าฟื้นฟู
ถ้าอากาศเสีย ต้องมีคนจ่ายค่าเครื่องฟอกอากาศ ค่ายา ค่าโรงพยาบาล
ถ้าทะเลเสีย ต้องมีคนจ่ายด้วยประมงที่ลดลง
ถ้าท่องเที่ยวเสียภาพลักษณ์ ต้องมีคนจ่ายด้วยห้องพักที่ว่าง ร้านอาหารที่เงียบ เรือที่ไม่มีลูกค้า
ถ้าบ้านขายยาก ที่ดินราคาตก หรือชุมชนไม่น่าอยู่เหมือนเดิม ก็มีคนจ่ายเช่นกัน

เพียงแต่ใบเสร็จของมลพิษมักไม่ได้ถูกส่งไปหาคนที่ได้กำไรจากโครงการเสมอไป

หลายครั้ง ใบเสร็จนั้นถูกส่งไปหาประชาชน

ในรูปของค่าน้ำที่แพงขึ้น
ค่าเครื่องกรองน้ำ
ค่าเครื่องฟอกอากาศ
ค่าไฟที่เพิ่มขึ้น
ค่ายา
ค่าหมอ
ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล
ค่าเสียเวลา
ค่าเสียรายได้
ค่าเสื่อมราคาของบ้าน ที่ดิน ร้านค้า รีสอร์ต และสวน
รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ค่อย ๆ หายไปทีละวัน

มลพิษจึงไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม

แต่มันคือภาษีเงียบที่คนท้องถิ่นถูกบังคับให้จ่าย โดยไม่เคยมีใครถามว่าเขายินยอมหรือไม่

บทเรียนจาก EEC ควรถูกนำมาพูดตรงนี้

เพราะเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไม่ได้สร้างแค่เม็ดเงินลงทุน

มันสร้างขยะชุมชน
กากอุตสาหกรรม
ปัญหาน้ำเสีย
ปัญหาอากาศ
ประชากรแฝง
ความต้องการที่อยู่อาศัย
ภาระของท้องถิ่น
และความเสี่ยงจากการกำจัดของเสียที่ไม่ถูกต้อง

ถ้าเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภาคตะวันออก ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานเดิม มีเมืองรองรับ และมีประสบการณ์ด้านอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ยังต้องเจอกับปัญหาเหล่านี้

แล้วระนองกับชุมพร ซึ่งฐานเศรษฐกิจเดิมยังผูกอยู่กับทะเล ป่า เกษตร ประมง ท่องเที่ยว ชุมชน และธรรมชาติ จะรับแรงกระแทกแบบเดียวกันได้แค่ไหน

นี่ไม่ใช่คำถามเชิงอารมณ์

แต่มันคือคำถามเชิงต้นทุน

เพราะระนองกับชุมพรไม่ได้เป็นพื้นที่ว่างเปล่า

สองจังหวัดนี้มีเศรษฐกิจเดิมที่สร้างมูลค่าอยู่แล้ว

ระนองมีฐานธรรมชาติ น้ำแร่ น้ำพุร้อน ป่า ฝน เกาะ ทะเล ประมง และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่สามารถต่อยอดเป็นเมืองพักฟื้น เมืองน้ำแร่ และเมืองฟื้นฟูสุขภาพได้

ชุมพรมีฐานเกษตร ประมง ทะเลอ่าวไทย หมู่เกาะ แหล่งดำน้ำ หาดทราย กาแฟ ผลไม้ อาหารทะเล และบทบาทของเมืองประตูสู่อ่าวไทย

นี่คือเศรษฐกิจสะอาดที่มีอยู่แล้ว

ไม่ใช่เศรษฐกิจในจินตนาการ

ระนองไม่ได้มีแค่บ่อน้ำร้อนรักษะวารินหนึ่งแห่ง

รักษะวารินอาจเป็นจุดที่คนรู้จักมากที่สุด แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของระนอง

น้ำพุร้อนและน้ำแร่ของระนองควรถูกมองเป็นระบบทรัพยากรใต้ดิน เป็นทุนทางธรณีวิทยา เป็นฐานของเศรษฐกิจสุขภาพ และเป็นสิ่งที่สร้างใหม่ไม่ได้ด้วยงบประมาณรัฐ

โรงงานสร้างใหม่ได้
ถนนสร้างใหม่ได้
โกดังสร้างใหม่ได้
ลานตู้สินค้าสร้างใหม่ได้

แต่น้ำแร่ตามธรรมชาติ ถ้าถูกปนเปื้อนหรือถูกรบกวนจากการขุดเจาะ อุโมงค์ การเปลี่ยนทางน้ำใต้ดิน หรือมลพิษจากเมืองอุตสาหกรรม มันอาจไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ง่าย ๆ

ถ้าเราพูดถึงระนองในฐานะเมืองสุขภาพ เราไม่ได้พูดถึงเมืองรักษาโรคแบบโรงพยาบาลใหญ่

ระนองอาจไม่ใช่เมือง medical hub แบบกรุงเทพฯ หรือภูเก็ต

แต่ระนองมีศักยภาพเป็นเมืองพักฟื้น เมืองฟื้นฟูสุขภาพ เมืองน้ำแร่ เมืองอากาศสะอาด เมือง slow wellness เมืองที่คนมาใช้ชีวิตช้า ๆ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้พัก

นี่คือเศรษฐกิจอีกแบบหนึ่ง

เศรษฐกิจที่ไม่ต้องเริ่มจากการถมทะเล
ไม่ต้องเริ่มจากการระเบิดภูเขา
ไม่ต้องเริ่มจากการสร้างเมืองรถบรรทุก
ไม่ต้องเริ่มจากการเอาฝุ่น เสียง ควัน และกากอุตสาหกรรมเข้ามาไว้หน้าบ้านประชาชน

(ภาพ : เพจที่นี่จังหวัดชุมพร Chumphon)

ฝั่งชุมพรก็เช่นกัน

ชุมพรไม่ใช่แค่ฝั่งอ่าวไทยที่รอรับท่าเรือ

ชุมพรมีทะเลอ่าวไทย
มีหมู่เกาะ
มีแหล่งดำน้ำ
มีหาดทราย
มีประมงชายฝั่ง
มีชุมชนปากน้ำ
มีอาหารทะเล
มีสวนผลไม้
มีกาแฟ
มีภูเขา
มีจุดชมวิว
และมีเมืองที่ยังไม่ถูกอุตสาหกรรมหนักกลืนไปทั้งระบบ

ชุมพรมีภาพของเมืองทะเลสงบ เมืองประตูสู่อ่าวไทย เมืองที่เชื่อมโยงกับเกาะเต่า เกาะพะงัน และเศรษฐกิจท่องเที่ยวทางทะเลทั้งห่วงโซ่

ชุมพรจึงไม่ใช่แค่จุดปลายทางของรางรถไฟหรือท่าเรือ

แต่เป็นพื้นที่ที่มีชีวิต มีอาชีพ มีทะเล มีคน มีเศรษฐกิจเดิม และมีอนาคตเดิมของตัวเองอยู่แล้ว

หาก SEC เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างพื้นที่ สิ่งที่ต้องนับจึงไม่ใช่แค่เม็ดเงินลงทุนใหม่

แต่ต้องนับมูลค่าเศรษฐกิจเดิมที่อาจถูกลดทอนลงด้วย

ต้องนับรายได้ท่องเที่ยวที่อาจหายไป
ต้องนับประมงชายฝั่งที่อาจเสียหาย
ต้องนับสินค้าเกษตรที่อาจเสียภาพลักษณ์
ต้องนับอาหารทะเลที่อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัย
ต้องนับน้ำแร่ น้ำพุร้อน และ wellness ที่อาจไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ
ต้องนับต้นทุนสุขภาพของคนในพื้นที่
ต้องนับค่าเสื่อมของบ้าน ที่ดิน ร้านค้า รีสอร์ต และชุมชน
ต้องนับโอกาสที่หายไปของคนรุ่นหลัง

ถ้ารัฐนับแต่ GDP ใหม่ แต่มองข้าม GDP เดิม นั่นไม่ใช่การคำนวณความคุ้มค่า

แต่มันคือการเลือกนับเฉพาะตัวเลขที่ทำให้โครงการดูดี

อีกประเด็นที่ต้องพูดให้ชัดคือภาษีแฝง

ต่อให้ Land Bridge หรือ SEC ถูกออกแบบให้เอกชนเข้ามาลงทุน หรืออยู่ในรูปแบบความร่วมมือรัฐกับเอกชน ก็ไม่ได้แปลว่ารัฐไม่ต้องจ่ายอะไรเลย

เพราะเมื่อเมืองอุตสาหกรรมเกิดขึ้น รัฐยังต้องจ่ายค่ารองรับเมืองใหม่

เมื่อ SEC ทำให้คนเพิ่ม รถเพิ่ม โรงงานเพิ่ม และกิจกรรมเศรษฐกิจเพิ่ม รัฐต้องตอบให้ชัดว่าโครงสร้างพื้นฐานเดิมของระนองและชุมพรรับไหวหรือไม่

โรงพยาบาลต้องเพิ่มเตียงหรือไม่
ต้องเพิ่มแพทย์ พยาบาล ห้องฉุกเฉิน รถพยาบาล และงบสาธารณสุขหรือไม่
สถานีตำรวจต้องเพิ่มกำลังหรือไม่
ระบบกู้ภัยต้องเพิ่มคน เพิ่มรถ เพิ่มอุปกรณ์หรือไม่
ถนนท้องถิ่นต้องซ่อมบ่อยขึ้นหรือขยายเพิ่มหรือไม่
ระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบจัดการขยะต้องขยายหรือไม่
เทศบาลและ อบต.ต้องใช้งบเพิ่มเท่าไร

คำถามไม่ใช่แค่ว่าต้องเพิ่มหรือไม่

แต่คือ ถ้าต้องเพิ่ม จะเพิ่มด้วยเงินจากไหน

เป็นเงินของผู้รับสัมปทานหรือไม่
เป็นเงินจากกองทุนที่เอกชนวางประกันไว้ล่วงหน้าหรือไม่
เป็นรายได้ภาษีและค่าสัมปทานที่มากพอจริงหรือไม่
หรือสุดท้ายจะกลายเป็นงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งก็คือภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

และถ้ารัฐต้องใช้เงินภาษีประชาชนเพื่อสร้างระบบรองรับเมืองอุตสาหกรรมใหม่ ต้องถามต่อว่า รายได้ที่รัฐได้กลับมาคุ้มกับต้นทุนที่รัฐต้องจ่ายจริงหรือไม่

ถ้าภาษีและค่าสัมปทานที่รัฐได้รับ ไม่พอจ่ายค่าโรงพยาบาล ถนน ประปา ขยะ ตำรวจ กู้ภัย ระบบบำบัด และค่าฟื้นฟูมลพิษ โครงการนี้ก็อาจไม่ได้สร้างรายได้สุทธิให้รัฐอย่างที่โฆษณา

แต่มันอาจกลายเป็นการเอาภาษีประชาชนไปอุดหนุนต้นทุนหลังบ้าน เพื่อให้เอกชนและกลุ่มทุนเดินหน้าโครงการได้ง่ายขึ้น

ที่หนักกว่านั้นคือ ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้จ่ายแค่ผ่านภาษี

แต่ยังต้องจ่ายตรงจากกระเป๋าตัวเอง เพื่อเอาตัวรอดจากมลพิษที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

นี่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น

แต่มันคือค่าใช้จ่ายเพื่อไม่ให้ชีวิตแย่ลง

เมื่อน้ำเริ่มไม่น่าไว้ใจ ชาวบ้านต้องซื้อน้ำเพิ่ม ติดเครื่องกรองน้ำ เปลี่ยนไส้กรองบ่อยขึ้น หรือจ่ายแพงขึ้นเพียงเพื่อให้ครอบครัวยังมีน้ำสะอาดใช้

เมื่ออากาศเริ่มแย่ลง ชาวบ้านต้องซื้อหน้ากาก เครื่องฟอกอากาศ ยาแก้แพ้ ยาพ่น หรือเปิดแอร์ปิดบ้าน ทั้งที่เมื่อก่อนอากาศสะอาดเป็นของฟรี

เมื่อฝุ่น กลิ่น ควัน และเสียงเข้ามา บ้านที่เคยอยู่ได้ตามปกติ กลายเป็นบ้านที่ต้องป้องกันตัวเอง ร้านอาหาร ที่พัก รีสอร์ต และธุรกิจท่องเที่ยวต้องเพิ่มต้นทุนทำความสะอาด ดูแลสุขอนามัย และเรียกความเชื่อมั่นของลูกค้ากลับมา

เมื่อสุขภาพเริ่มมีปัญหา คนในพื้นที่ต้องเสียค่าหมอ ค่ายา ค่าเดินทาง ค่าเสียเวลา และรายได้ประจำวันที่หายไปจากการต้องดูแลตัวเองหรือพาคนในบ้านไปโรงพยาบาล

เมื่อประมง เกษตร หรือท่องเที่ยวเสียภาพลักษณ์ คนท้องถิ่นไม่ได้เสียแค่รายได้รายวัน แต่เสียตลาด เสียความเชื่อมั่น และเสียอาชีพเดิมที่สร้างชีวิตมาหลายรุ่น

นี่คือความโหดร้ายของมลพิษ

มันไม่ได้ทำให้คนจนแค่ป่วย

แต่มันทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้น ในเวลาเดียวกับที่รายได้ลดลง

คนที่ไม่ได้สร้างมลพิษต้องจ่ายก่อน
คนที่ไม่ได้กำไรจากโครงการต้องรับภาระก่อน
คนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจต้องอยู่กับผลลัพธ์นานที่สุด

มลพิษจึงไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม

แต่มันคือการโยกต้นทุนจากโครงการใหญ่ มาใส่ไว้ในบิลรายเดือน สุขภาพ รายได้ และชีวิตประจำวันของประชาชน

สรุปแล้ว ประชาชนถูกเก็บเงินสองชั้น

ชั้นแรก จ่ายผ่านภาษี เพื่อให้รัฐขยายโรงพยาบาล ถนน ประปา ขยะ ตำรวจ กู้ภัย และระบบฟื้นฟูมลพิษรองรับเมืองอุตสาหกรรมใหม่

ชั้นที่สอง จ่ายจากกระเป๋าตัวเอง เพื่อซื้อน้ำสะอาด กรองอากาศ รักษาสุขภาพ ป้องกันบ้าน ป้องกันธุรกิจ และประคองอาชีพเดิมไม่ให้พัง

นี่ไม่ใช่การจ่ายเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น

แต่มันคือการจ่ายเพื่อเอาตัวรอดจากต้นทุนที่โครงการใหญ่ผลักมาให้

เมืองอุตสาหกรรมไม่ได้พาเข้ามาแค่เครื่องจักร

มันพาคนจำนวนมากเข้ามาด้วย

แรงงานก่อสร้าง
แรงงานท่าเรือ
แรงงานคลังสินค้า
คนขับรถบรรทุก
แรงงานโรงงาน
แรงงานบริการ
ผู้รับเหมาช่วง
คนติดตามแรงงาน
ร้านค้า
หอพัก
ตลาด
ธุรกิจบริการ
และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากที่โตตามเมืองใหม่

ประเด็นนี้ไม่ใช่การกล่าวหาแรงงาน ไม่ใช่การกล่าวหาคนต่างชาติ และไม่ใช่การเหมารวมว่าทุนจากประเทศใดเป็นปัญหา

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สัญชาติ

ปัญหาอยู่ที่ระบบตรวจสอบ

หากรัฐเปิดพื้นที่ขนาดใหญ่ให้ทุน ผู้รับเหมา แรงงานแฝง และธุรกิจต่อเนื่องไหลเข้ามา โดยไม่มีระบบตรวจสอบที่โปร่งใสและเข้มแข็งพอ เมืองใหม่ที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มีแค่โรงงาน ท่าเรือ และงานใหม่

แต่อาจเปิดช่องให้เศรษฐกิจสีเทา ทุนสีเทา สแกมเมอร์ นอมินี แรงงานผิดกฎหมาย การพนัน ยาเสพติด หรือธุรกิจผิดกฎหมายแทรกตัวเข้ามาได้

เรื่องเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าจะต้องเกิดเสมอไป

แต่โครงการระดับล้านล้านต้องตอบให้ได้ว่า มีแผนป้องกันไว้หรือยัง

ไม่ใช่รอให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อน แล้วค่อยบอกว่าค่อยแก้ทีหลัง

เพราะถ้ารอให้แก้ทีหลัง คนที่เจ็บก่อนคือคนท้องถิ่น

คนที่ต้องทนกับรถติดคือคนท้องถิ่น
คนที่ต้องทนกับฝุ่นคือคนท้องถิ่น
คนที่ต้องทนกับเสียงคือคนท้องถิ่น
คนที่ต้องอยู่กับน้ำเสียคือคนท้องถิ่น
คนที่ต้องเจอกับค่าครองชีพสูงขึ้นคือคนท้องถิ่น
คนที่ต้องเสียเวลาไปร้องเรียนคือคนท้องถิ่น
คนที่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองได้รับผลกระทบคือคนท้องถิ่น

ดังนั้น ถ้ารัฐจะเดินหน้า Land Bridge และ SEC จริง รัฐต้องตอบคำถามให้ชัดกว่านี้

หนึ่ง รัฐประเมินต้นทุนสาธารณะครบหรือยัง
ไม่ใช่แค่ค่าก่อสร้างท่าเรือ รถไฟ และมอเตอร์เวย์ แต่รวมถึงถนนท้องถิ่น โรงพยาบาล ประปา ขยะ ตำรวจ กู้ภัย ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบตรวจมลพิษ

สอง หาก SEC ทำให้ประชากรแฝงเพิ่ม ระบบสาธารณสุขของระนองและชุมพรรับไหวหรือไม่
ต้องเพิ่มกี่เตียง กี่แพทย์ กี่พยาบาล กี่รถพยาบาล และใช้งบประมาณจากที่ไหน

สาม รายได้ที่รัฐจะได้จากภาษี ค่าสัมปทาน หรือส่วนแบ่งรายได้ เพียงพอจะจ่ายต้นทุนแฝงเหล่านี้จริงหรือไม่
โดยเฉพาะหากนักลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในช่วงแรก

สี่ มีเงินประกันหรือกองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมล่วงหน้าจากผู้ลงทุนหรือไม่
ถ้าเกิดน้ำเสีย ดินปนเปื้อน น้ำมันรั่ว กากอุตสาหกรรมรั่วไหล หรือบริษัทล้มละลาย เปลี่ยนมือ หรือขายสัมปทาน ใครรับผิดชอบ

ห้า รายงาน EHIA ประเมินคนลึกพอหรือยัง
ไม่ใช่แค่ค่ามาตรฐานน้ำ อากาศ เสียง หรือสัตว์น้ำ แต่ต้องประเมินค่าใช้จ่ายรายครัวเรือน รายได้เดิมที่หาย ประชากรแฝง ภาระโรงพยาบาล ภาระท้องถิ่น และมูลค่าเศรษฐกิจเดิมของระนองและชุมพรด้วย

นี่คือหัวใจของเรื่อง

เพราะผลกระทบต่อคนไม่ใช่แค่จำนวนครัวเรือนที่ถูกเวนคืน

คนที่บ้านไม่ถูกเวนคืนก็อาจได้รับผลกระทบ
คนที่อยู่ห่างออกไปก็อาจได้รับผลกระทบ
คนที่ใช้น้ำร่วมกันก็อาจได้รับผลกระทบ
คนที่หายใจอากาศเดียวกันก็อาจได้รับผลกระทบ
คนที่ทำประมงในทะเลเดียวกันก็อาจได้รับผลกระทบ
คนที่ขายของให้แรงงานและนักท่องเที่ยวก็อาจได้รับผลกระทบ
คนที่มีลูก มีพ่อแม่สูงวัย มีผู้ป่วยในบ้าน ก็อาจได้รับผลกระทบมากกว่าคนอื่น

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่ Land Bridge และ SEC คุ้มค่าหรือไม่

แต่คือ เรากำลังเอาอะไรไปแลก

เราเอาอากาศสะอาดไปแลกกับอะไร
เราเอาน้ำแร่ระนองไปแลกกับอะไร
เราเอาทะเลชุมพรไปแลกกับอะไร
เราเอาป่าต้นน้ำไปแลกกับอะไร
เราเอาประมงชายฝั่งไปแลกกับอะไร
เราเอาเกษตร ผลไม้ กาแฟ และอาหารทะเลไปแลกกับอะไร
เราเอาเมืองสุขภาพไปแลกกับอะไร
เราเอาเมืองทะเลไปแลกกับอะไร
เราเอาภาษีประชาชนไปอุดหนุนอะไร
เราเอาอนาคตของคนรุ่นหลังไปแลกกับอะไร

ถ้าโครงการหนึ่งสร้าง GDP ใหม่ แต่ทำให้คนท้องถิ่นต้องจ่ายค่าล้างพิษไปอีกหลายสิบปี เราควรเรียกสิ่งนั้นว่าความเจริญหรือไม่

ถ้าโครงการหนึ่งสร้างงานใหม่ แต่ทำลายงานเดิมของประมง เกษตร ท่องเที่ยว และบริการท้องถิ่น เราควรนับเฉพาะงานที่เกิดใหม่หรือไม่

ถ้าโครงการหนึ่งอ้างว่าเอกชนลงทุน แต่รัฐต้องใช้ภาษีประชาชนขยายโรงพยาบาล ถนน น้ำ ขยะ ตำรวจ กู้ภัย และระบบฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เราควรถามไหมว่าประเทศได้กำไรจริงหรือไม่

ถ้าโครงการหนึ่งทำให้ประเทศดูเหมือนมีโครงสร้างพื้นฐานทันสมัย แต่ทำให้ระนองที่มีศักยภาพเป็นเมืองสุขภาพ และชุมพรที่มีศักยภาพเป็นเมืองทะเลคุณภาพ ต้องกลายเป็นเมืองมลพิษ เราควรถามไหมว่าเราเลือกผิดทางหรือเปล่า

ระนองอาจไม่ต้องการโครงการล้านล้านเพื่อมีอนาคต

เพราะระนองมีอนาคตอยู่แล้วในป่า ในฝน ในทะเล ในอากาศสะอาด ในน้ำแร่ ในน้ำพุร้อน ในชุมชน และในวิถีชีวิตที่ยังไม่ถูกอุตสาหกรรมหนักกลืน

ชุมพรก็อาจไม่ต้องการถูกเปลี่ยนให้เป็นเพียงจุดปลายทางของท่าเรือและลานตู้สินค้า

เพราะชุมพรมีอนาคตอยู่แล้วในทะเล ในหมู่เกาะ ในประมง ในสวน ในอาหารทะเล ในกาแฟ ในแหล่งดำน้ำ ในชุมชนชายฝั่ง และในวิถีชีวิตที่ยังมีความสงบของตัวเอง

สิ่งที่สองจังหวัดนี้ต้องการอาจไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเมืองท่าอุตสาหกรรม

แต่อาจเป็นการปกป้องทุนเดิม แล้วต่อยอดให้ระนองเป็นเมืองฟื้นฟูสุขภาพ เมืองน้ำแร่ เมืองธรรมชาติ

และต่อยอดให้ชุมพรเป็นเมืองทะเล เมืองประมงคุณภาพ เมืองดำน้ำ เมืองอาหารปลอดภัย และเมืองชายฝั่งที่คนอยากเดินทางมาใช้ชีวิตช้า ๆ

เพราะบางครั้ง การพัฒนาที่ดีที่สุด ไม่ใช่การเอาสิ่งใหม่เข้ามาทับทุกอย่าง

แต่คือการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้ว ก่อนที่มันจะถูกทำลายจนไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม