“น้อยมาก -ไม่ตรงจุด-ไม่เน้นปรับตัว-บรรเทา” ก้าวไกลอภิปรายงบโลกร้อน 68

สส. ก้าวไกล ศนิวาร บัวบาน อภิปรายการจัดสรรงบประมาณตามนโยบายรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครม.เศรษฐา  ระบุ “น้อยมาก แค่ 0.24% -จัดสรรงบไม่ตรงจุด-ไม่เน้นปรับตัวและบรรเทาผลกระทบโลกร้อน ทั้งที่ควรเน้น”

(ภาพ : TPchannel)

น้อยมาก 0.24% 

“สภาอันทรงเกียรติที่เรากำลังประชุมกันอยู่นี้กำลังจมลงปีละ 1 เซนติเมตร เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเราเผชิญกับคลื่นความร้อนที่ถล่มประเทศไทยทำให้จังหวัดสุโขทัยอุณหภูมิพุ่งขึ้นเกือบ 45 องศาเซลเซียส บางพื้นที่ในประเทศผลไม้ไม่ออกผลจากภัยแล้ง บางพื้นที่มีพายุฤดูแล้งถล่มส่งผลกระทบต่อเกษตรหลายราย บางรายเสียหายนับล้านแต่กลับได้รับเงินเยียวยาไม่ถึง 3 พันบาท น้ำท่วมภาคใต้ตั้งแต่ปีที่เแล้ว วันนี้บางรายยังไม่ได้รับการเยียวยา

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่า  2 แสน 8 หมื่นล้านบาท ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 6 พันล้านบาทจากพื้นที่ชายฝั่งเกิดการกัดเซาะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เห็นได้ชัดแล้วว่าโลกร้อนและโลกรวนกระทบกับหลาย ๆ ภาคส่วน 

ถึงแม้ว่าวิกฤตโลกร้อนมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบและควรที่รัฐบาลจะต้องตระหนักและทำเป็นวาระเร่งด่วนอย่างจริงจัง แต่จากการดูร่างพรบ.งบประมาณปี 2568 พบว่าในด้านยุทธศาสตร์จัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้รับงบประมาณเพียง 2,127 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.24% ของงบประมาณทั้งหมดเท่านั้น”

ศนิวาร บัวบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายถึงปัญหาของการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลที่จะนำไปใช้เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วันนี้ (20 มิ.ย. 2567) 

ศนิวาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยงบประมาณที่จะได้รับซึ่งถือว่าน้อยมากทำให้ประเทศไทยเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งจะส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ภาคการท่องเที่ยวเสี่ยงที่จะสูญเสียสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรชาติและวัฒนธรรม ภาคสาธารณสุขเสี่ยงที่จะเกิดโรคอุบัติใหม่ ภาคการเกษตรเสี่ยงที่ผลผลิตทางการเกษตรหดตัว

(ภาพ : ไทยโพสต์)

ไม่ตรงจุด

“รัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญเริ่มจากจัดสรรงบประมาณไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงแต่ยืดหยุ่นเพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่จะเกิดจากธรรมชาติ เพื่อป้องกันที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชน แหล่งท่องเท่ียว เขตชายฝั่งทะเลจากภัยพิบัติ ซึ่งควรให้น้ำหนักกับการจัดสรรงบประมาณส่วนนี้ที่ 30%

ความสำคัญระดับต่อไปคือระบบเฝ้าระวังเตือนภัยป้องกันอันตรายต่าง ๆ ได้แก่สถานที่ปลอดภัยที่จะให้บริการผู้ป่วยในช่วงที่เกิดจากภัยพิบัติ ระบบเฝ้าระวังเตือนภัยการแพร่ระบาดของโรคท่ีจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  รวมถึงระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าท่ีมีประสิทธิภาพ ซึ่งควรให้น้ำหนักกับการจัดสรรงบส่วนนี้ที่ 25%

สำดับต่อมาคือการเสริมสร้างศักยภาพและองค์ความรู้ในการรับมือให้กับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งผู้ประกอบการ  เกษตรกร ชุมชน ซึ่งควรจัดสรรงบในส่วนนี้ 15%

สำหรับการลงทุนไปกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยลดโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็นการผลิตข้าวที่ยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการขยะมูลฝอย และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนนั้นส่วนนี้ควรจะได้รับงบประมาณที่ 20%

สุดท้ายคือ เรื่องของการอนุรักษ์ฟื้นฟูพื้นที่ป่า พื้นที่อนุรักษ์ พัฒนาพื้นที่สีเขียวในเมืองและการป้องกันหน้าดินซึ่งควรได้รับงบประมาณตรงนี้ 10%” ศนิวาร อภิปราย  

ศนิวาร กล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณภายใต้แผนการจัดการโลกร้อนส่วนใหญ่จัดสรรให้กับกรมอุตินิยมวิทยาเพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อคาดการณ์ลมฟ้าอากาศ แต่โครงการเพื่อป้องกันภัยพิบัติกลับกระจายไปอยู่ที่แผนงานอื่นท่ีไม่ใช่แผนงานโลกร้อนและกระจายตัวไปยังกรมต่าง ๆ ซึ่งโครงการป้องกันภัยพิบัติที่มีนั้นก็เป็นการจัดการไม่ตรงจุดด้วย อย่างเช่นโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งของทั้งกรมโยธาธิการและผังเมืองและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่เน้นไปที่โครงสร้างแข็งแทนที่จะเน้นไปที่โครงสร้างที่อิงกับธรรมชาติ

สำหรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับระบบเฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยที่จะเกิดขึ้นนั้น ศนิวาร กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้ของบภายใต้แผนโลกร้อน 4,600 ล้านบาท แต่กลับได้รับการจัดสรรเพียง 1,908 ล้านบาท ซึ่งถ้าดูในรายละเอียดพบว่าที่ถูกตัดงบไปคือ โครงการจัดหาเครื่องมือตรวจอากาศอัตโนมัติและโครงการก่อสร้างหอเรดาร์ตรวจอากาศที่จะทดแทนของเดิมที่ชำรุดขัดข้องจากการใช้งานมาหลาย 10 ปี

ศนิวาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านการวิจัยพัฒนาเทคโนโยลีที่ควรเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นั้นกลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรแต่ อว. กลับไปเน้นที่โครงการในระดับพื้นที่ที่เห็นผลกระทบในวงแคบแทน

“จากการพิจารณางบประมาณปี 68 พบว่าโครงการที่มีก็ยังไม่ใช่ โครงการที่ใช่ก็ดันไม่มี เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลจัดงบในลักษณะนี้อย่าว่าแต่เป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2065 เพียงแค่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 40% ในอีก 5 ปีข้างหน้ายังไม่เห็นทางเลยว่าจะทำได้สำเร็จ” ศนิวาร อภิปราย

(ภาพ : TPchannel)

ควรเน้น “จัดงบเพื่อปรับตัว-บรรเทาผลกระทบ”

ศนิวาร เสนอว่า เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของทั้งโลก แต่จะได้รับผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับที่ 9 ของโลก เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรเน้นไปที่การเพิ่มศักยภาพในการปรับตัวของประชาชนและการบรรเทาผลกระทบท่ีจะเกิดขึ้น

“พรรคก้าวไกลเสนอให้รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบ โดยเน้นไปที่การทำเมืองให้เย็นลง ป้องกันภัยพิบัติในระยะยาว เตรียมคนให้พร้อมกับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ 

ถึงเวลาแล้วที่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรเป็นแผนบูรณาการได้แล้ว เนื่องจากเรื่องนี้มีความเก่ียวข้องกับหลายกระทรวง และปัจจุบันกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมก็มีแล้ว ร่างพรบ.โลกร้อนก็กำลังจะมีแล้ว” ศนิวาร กล่าว