7 มุมมองเครือข่ายภาคปช. “ทำไมต้องมีร่างกม.โลกร้อนฉบับประชาชน”

7 ทรรศนะจาก 7 ผู้แทนเครือข่ายประชาชน-ประชาสังคมที่ทำงานเชื่อมโยงกับประเด็นโลกร้อนทั้งคล้ายและแตกต่างกัน 7 มุม ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า “จำเป็นต้องมี” “ร่าง พรบ.โลกร้อนฉบับประชาชน” พร้อมคำอธิบาย “ทำไมต้องมี” จากเวทีเสวนาเปิดตัวร่างฯ ดังกล่าว วานนี้ 

  1. “เพราะออกแบบให้ก้าวหน้าได้ กฎหมายโลกร้อน ดูบทเรียนฟิลิปปินส์” ธารา บัวคำศรี : ผู้อำนวยการ “กรีนพีชประเทศไทย”
  2. “เพราะต้องเป็นธรรมกับชุมชน ทั้งการลดการปล่อย-การปรับตัว-การเข้าถึงกองทุน” สาคร สงมา : ประธาน “สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ”
  3. “เพราะกลไกคาร์บอนเครดิตกำลังถูกใช้เป็นทางออก อย่างไม่เป็นธรรม” สมบูรณ์ คําแหง : ประธาน “คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน”
  4. “เพราะจะซ้ำเติมและทำให้ชาวบ้านในป่าเป็นจำเลย ในนามการแก้โลกร้อน” ธีรเนตร ไชยสุวรรณ : ประธาน “ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม”
  5. “เพราะจะทำให้คนไทยไม่มีส่วนร่วม-ไม่มีทางเลือก ในการพัฒนาเกษตรกรรมและพลังงาน” อรชา จันทร์เดช : ผู้ประสานงาน “Thai Climate Change Action Network”
  6. “เพราะวิถีชนเผ่าพื้นเมืองจะยิ่งกระทบหนัก ในนามการจัดการวิฤตโลกร้อน” จันทนี พิเชฐกุลสัมพันธ์ : ผู้แทน “เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย”
  7. “เพราะเป็นความท้าทาย โอกาสและอีกบททดสอบบนวิกฤตจริง ของคนทั้งสังคม” เรวดี ประเสริฐเจริญสุข : ผู้อำนวยการ “มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

นราวิชญ์ เชาวน์ดี รายงาน

(ภาพ : The Politics)

1. “เพราะออกแบบให้ก้าวหน้าได้ กฎหมายโลกร้อน ดูบทเรียนฟิลิปปินส์” 

ธารา บัวคำศรี

กรีนพีชประเทศไทย

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ “กรีนพีชประเทศไทย” กล่าวถึงพัฒนาการทางกฎหมายที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีระดับพัฒนาการทางเศรษฐกิจรวมถึงระดับสังคมที่ใกล้เคียงกับไทยเพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าแนวทางกฎหมายโลกร้อนของไทยสามารถออกมาในรูปแบบไหนได้บ้าง

“ฟิลิปปินส์มีกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาตั้งแต่ปี 2552 หรือกว่า 10 ปีที่แล้ว และหลังจากนั้นก็ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันตามมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ กฎหมายเกี่ยวกับกองทุนเพื่อช่วยเหลือประชาชนในด้านการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลง กฎหมายที่ทำให้เกิดตำแหน่งงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กฎหมายที่กระตุ้นให้มีการรับซื้อไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน” ผู้อำนวยการกรีนพีชประเทศไทยกล่าว

ธารา กล่าวว่า กฎหมายโลกร้อนของฟิลิปปินส์ประกอบด้วยเรื่องหลัก ๆ ก็คือยอมรับว่าโลกเดือดขึ้นจริง ประชาชนมีสิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีกรอบว่าด้วยเรื่องความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกฎหมายของฟิลิปปินส์ได้คำนึงถึงกลุ่มเปราะบาง และเคารพสิทธิในที่ดินและทรัพยากรของชนพื้นเมือง

กฎหมายหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของฟิลิปปินส์ คือ กฎหมายที่ชื่อว่า The Philippine Green Jobs Act ซึ่ง ธารา กล่าวว่ามีความคล้ายคลึงกับเรื่อง BCG ของประเทศไทยแต่ดีกว่ามาก ซึ่งกฎหมายของฟิลิปปินส์นี้เกี่ยวกับการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมของสังคม 

ผู้อำนวยการกรีนพีช ประเทศไทย กล่าวต่อว่า ในปี 2561 – 2565 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของฟิลิปปินส์ได้ฟ้องกลุ่มบริษัทที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ 70% ของปริมาณการปล่อยของทั้งโลก ซึ่งทำให้เกิดการขับเคลื่อนของภาคประชาชนจนนำมาสู่การเสนอกฎหมายที่ว่าด้วยสิทธิของประชาชนในการฟ้องบริษัทที่ปล่อยมลพิษเหล่านี้

“พอลองตัดกลับมาดูบ้านเราแทบไม่มีอะไรเลย ของเรานะเมื่อ ปี 2552 มีชาวบ้านไทยโดนฟ้องว่าทำให้เกิดโลกร้อน ปี 2561 มี พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฉบับที่ 2 และปีนี้ 2567 เราเพิ่งมาคุยกันเรื่องพรบ.โลกร้อนภาคประชาชน

ไม่ได้หมายความว่าฟิลิปปินส์ดีกว่าทุกอย่าง แต่ถ้าเรื่องกฎหมายโลกร้อนคิดว่าเรืยนรู้จากฟิลิปปินส์ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ” ธารา ผู้อำนวยการกรีนพีช ประเทศไทย กล่าว

ผู้อำนวยการกรีนพีช ประเทศไทย กล่าวสรุปว่า สำหรับหน้าตากฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่อยากเห็นนั้นควรประกอบไปด้วยกรอบความเป็นธรรมทางสภาพอากาศ สามารสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่นและประชาชนได้ ซึ่งการที่จะเป็นไปได้นั้นกฎหมายจะต้องกำหนดหน้าที่ของภาครัฐให้เคารพและปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนและต้องกำกับดูแลกิจกรรมภาคธุรกิจและภาระรับผิดของภาคอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีชประเทศไทย (ภาพ : Baramee Temboonbiat / Greenpeace)

2. “เพราะต้องเป็นธรรมกับชุมชน ทั้งการลดการปล่อย-การปรับตัว-การเข้าถึงกองทุน”

สาคร สงมา

สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

สาคร สงมา ประธาน สคส. กล่าวถึงรายละเอียดของร่างกฎหมายโลกร้อนฉบับประชาชนว่ามีความครอบคลุมใน 3 มิติหลัก การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การปรับตัว และความรับผิดชอบของผู้ทำให้เกิดโลกร้อน ซึ่งตนถือว่ามีความสมบูรณ์และควรจะเป็นฉบับที่ได้ไปต่อ

“ทำไมผมถึงคิดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ควรจะไปต่อ ก่อนหน้าที่มีร่างพรบ. 3 ฉบับ ของรัฐบาล 1 ฉบับ และของอีก 2 พรรคการเมือง ทุก ๆ 10 บรรทัด จะมีคำว่าคาร์บอนเครดิตโพล่มา ผมจึงมองว่าฉบับของประชาชนจึงควรเป็นฉบับที่ขยับต่อ

ร่างฉบับของประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องการปรับตัวซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ผมยืนยันว่าพวกเราทั้งกลุ่มเกษตร ชาวไร่ ชาวนา ไม่ได้เป็นตัวการทำให้โลกร้อนแต่กลับได้รับผลกระทบจากโลกร้อนมากที่สุด พอเกิดโลกร้อนหว่านข้าวไปข้าวก็ไม่ขึ้น นอกจากกระทบจากที่ไม่ได้ผลผลิตแล้ว ยังขาดทุนจากที่ต้องจ่ายเงินค่าเมล็ดพันธ์ุด้วยแล้วเงินค่าเมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะเอามาจากไหน เพราะฉะนั้นคนที่ทำให้เกิดโลกร้อน คุณต้องหาเงินมาให้ฉัน” สาคร กล่าว

ในเรื่องของการปรับตัว สาคร กล่าวว่า จะต้องแยกให้ชัดเจนว่าเป็นการปรับตัวของใคร เพราะว่าพอพูดถึงการปรับตัวเราเข้าใจว่าคือคนในสังคมและชุมชนจะปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอดได้ แต่กลุ่มธุรกิจก็มีคำว่าการปรับตัวเช่นกัน แต่เป็นการปรับตัวว่าจะทำยังไงให้ธุรกิจอยู่รอดในสภาวะโลกร้อนได้ เป็นการปรับตัวเพื่อทำต่อ แต่ของเราคือการปรับตัวเพื่อให้รอดซึ่งมีระบุไว้ในร่างกฎหมายของภาคประชาชนในมาตราที่ 37-48 เรื่องการปรับตัวจึงมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้นแต่เข้าใจว่ายังคงขาดอยู่อาจจะต้องเพิ่มไปอีกหน่อย

“อันที่ 3 ความรับผิดชอบของคนที่ทำให้โลกร้อนเข้าใจว่าเป็นเรื่องของกองทุนซึ่งคนที่ทำให้เกิดโลกร้อนจะต้องนำเงินเข้ามาในกองทุน เพื่อช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบให้สามารถปรับตัวได้ ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับกระแสที่คุยกันใน COP ที่ประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องเอาเงินมาลงในกองทุน

กองทุนนี้คือกองทุนที่ออกแบบมาเพื่อไถ่บาปของคนที่ปล่อย ไม่ใช่กลไกที่พวกเราเข้าไม่ถึงไม่รู้ว่าใครเป็นผู้พิจารณาโครงการ ถ้าจะให้กองทุนนี้มีประสิทธิภาพจะต้องมีกลไกที่สามารถนำมาเงินให้ชุมชนใช้เพื่อปรับตัวให้ และต้องมีกลไกให้ชุมชนเข้าถึงได้และมีกลไกให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเข้าไปมีส่วนร่วมโดยต้องคำนึงถึงเพศสภาพด้วย

เราถูกกระทำจากคนที่มีโอกาสมากกว่าเรา แต่ความเป็นธรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้คุณต้องชดเชยสิ่งที่คุณทำให้เกิดความเดือดร้อนโดยผ่านกองทุนที่ระบุไว้ใน พรบ.นี้

3-4 คำจะไม่หลุดไปจากร่างพรบ.นี้ไม่ว่าจะเป็นสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม ความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน ใครทำเยอะก็ต้องรับผิดชอบเยอะ เหล่านี้คือสิ่งที่ผมอยากจะเห็นในร่างกฎหมายฉบับนี้” สาคร กล่าว

สาคร สงมา ประธานสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (ภาพ : khomsunti thongmark)

3. “เพราะกลไกคาร์บอนเครดิตกำลังถูกใช้เป็นทางออก อย่างไม่เป็นธรรม”

สมบูรณ์ คําแหง

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)

สมบูรณ์ คําแหง ประธาน กป.อพช. กล่าวว่าเรื่องหนึ่งที่ยังคงสร้างความสับสนต่อคนในสังคมคือเรื่องคาร์บอนเครดิตซึ่งประชาชนถูกทำให้เชื่อว่าคาร์บอเครดิตจะนำไปสู่การแก้ปัญหาโลกร้อนได้ แต่ตนเชื่อว่าความจริงไม่เป็นอย่างนั้น ความเป็นจริงคือรัฐบาลและกลุ่มทุนได้ร่วมมือกันเพื่อเอากลไกคาร์บอนเครดิตมาเป็นข้ออ้างในการแย่งยึดที่ดินและทำให้ไม่ต้องปรับตัวเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แต่ใช้วิธีนำเครดิตจากการปลูกป่ามาชดเชย

“คนมักจะเข้าใจว่าคาร์บอนเครดิตจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพิ่มพื้นที่ป่า เรื่องนี้มันทำให้เราทุกคน ภาคธุรกิจ พรรคการเมืองบางพรรคที่เราคิดว่าพึ่งพาได้ยังเข้าใจเรื่องนี้ผิด เอ็นจีโอจำนวนหนึ่งก็คิดอย่างนี้จนกลายเป็นปัญหาในหมู่เอ็นจีโอกันเอง

คาร์บอนเครดิตถือว่าเป็นเรือธงอันหนึ่งที่ถูกผลักดันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้วมาจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทั้งรัฐบาล นักการเมือง กลุ่มทุนกำลังเอาเรื่องคาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือผ่านกลไกของรัฐที่จะนำไปสู่การยึดฐานทรัพยากรของประชาชน ซึ่งกำลังถูกทำให้เป็นระบบมากขึ้นจากพรบ.โลกร้อนที่รัฐบาลกำลังนำเสนอ

นักวิชาการสิ่งแวดล้อมหลายท่านอาทิ ผศ. ประสาท มีแต้ม ก็บอกว่าต่อให้ปลูกต้นไม้ทั้งโลกก็แก้ปัญหาเรื่องโลกร้อนไม่ได้ ถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ปล่อยมลพิษสู่โลก เพราะฉะนั้นการส่งเสริมการปลูกต้นไม้ตามนโยบายของรัฐจะแก้ปัญหาได้จริงหรือ” สมบูรณ์ กล่าว

สมบูรณ์ ยกตัวอย่างการแย่งยึดทรัพยากรผ่านวาทกรรมคาร์บอนเครดิตจากกรณีที่รัฐบาลในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีการรยกพื้นที่ป่าชายเลน 99 แห่งให้เอกชนประมาณ 10 บริษัทเข้ามาเพื่อโครงการคาร์บอนเครดิต แต่ป่าชายเลนทุกแห่งมีความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้วและคนในพื้นที่เขาก็ดูแลมาโดยตลอดเพราะเขารู้ว่าป่ามีประโยชน์กับเขายังไง

“ผมคิดว่ากลุ่มทุนที่ได้โควตากำลังจะเอากลไกคาร์บอนเครดิตมาเป็นข้ออ้างว่าจะไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเพื่อลดการปล่อยแต่ไปจ้างให้ชาวบ้านมาปลูกป่าเพิ่มเพื่อเอาเครดิตจากการปลูกป่ามาเป็นมูลค่าชดเชยแทน ซึ่งผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ทั้งนักการเมืองและกลุ่มทุนเอามาเป็นเครื่องมือ เพราะเขาไม่ได้ต้องการให้โลกเย็นลงจริง ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐให้เอกชนเข้ามาในโครงการ บริษัทก็ได้ไปอธิบายหลักการว่าเราจะช่วยเหลือดูแลป่าชายเลนด้วยกันอย่างไร แต่ความจริงคือเขาต้องการจะเอาไปซื้อขายคาร์บอนเครดิต 

ต่อมาบริษัทก็เข้ามาทำสัญญากับชุมชนซึ่งมีสาระสำคัญคือบริษัทจะได้เข้ามามีกรรมสิทธิ์ร่วมในพื้นที่ ต่อไปนี้ถ้าป่าชุมชนตรงนั้นจะทำประโยชน์อะไรได้บริษัทก็จะได้ประโยชน์ร่วม และรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตจะให้ชุมชน 20% ให้รัฐ 10% ที่เหลืออีก 70% เป็นของบริษัท 

ชาวบ้านที่ทำสัญญาเขาแทบจะไม่รู้เงื่อนไขสัญญาตรงนี้เลย คำถามคือบริษัทเอกชนมีสิทธิอะไรในการทำอย่างนี้ คุณเป็นใครมาจากไหน” สมบูรณ์ กล่าว

“ตอนนี้กฎหมายฉบับของรัฐบาลกำลังเข้าสภา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ภาคประชาชนจะทำได้ดีที่สุดคือการนำเสนอกฎหมายประกบ และยืนยันชัดเจนว่าฉบับของเราไม่เห็นด้วยกับเรื่องคาร์บอนเครดิต” สมบูรณ์ กล่าว

สมบูรณ์ คําแหง ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (ภาพ : ไทยโพสต์)

4. “เพราะจะซ้ำเติมและทำให้ชาวบ้านในป่าเป็นจำเลย ในนามการแก้โลกร้อน”

ธีรเนตร ไชยสุวรรณ

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move)

“ก่อนหน้านี้ทางพี่น้องเขาบรรทัดโดนคดีทำให้โลกร้อนสุดท้ายเราได้เอางานวิจัยมาสู้เพื่อบอกว่าคนที่อยู่ในพื้นที่คือคนดูแลรักษาไม่ใช่คนสร้างปัญหาและก่อให้เกิดโลกร้อน 

ช่วงรัฐบาลที่ผ่ามมามีนโยบายการทวงคืนผืนป่าทำให้พี่น้องบ้านแตกสาแหรกขาดหลายครอบครัวและมีคดีกว่า 40,000 คดี ซึ่งคดีเหล่านี้คือการฟ้องชาวบ้านซึ่งเป็นผู้รักษาป่า 

เราคิดว่าการเดินหน้าแก้ปัญหาของรัฐถือว่าย้อนแย้ง เราพยายามเสนอโมเดลผลักดันเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยความยั่งยืน เรามีพื้นที่ให้รัฐไปดูทั่วประเทศว่าชุมชนดูแลรักษาพื้นที่อย่างไร ทั้งเรื่องคนอยู่กับป่า การจัดการทรัพยากรโดยชุมชน เราผลักดันมาตอลด แต่เหมือนจะไม่มีการตอบรับภาครัฐเลย รัฐยังเดินหน้าสร้างหน่วยงานเพื่อรวบรวมที่ดินแย่งยึดพื้นที่ ทำให้เรายังกังวลว่าถ้าพี่น้องรู้ไม่เท่าทันอาจจะไม่แค่สูญเสียพื้นที่ทำประโยชน์ แต่เป็นการแย่งยึดพื้นที่ทางการเกษตร เรื่องนี้เป็นข้อวิตกกังวลที่เราพยายามผลักดันในการแก้ปัญหา” ธีรเนตร ไชยสุวรรณ ประธาน P-Move กล่าว

สำหรับภัยพิบัติที่เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นนั้น ประธาน P-Move กล่าวว่า เป็นเรื่องที่กระทบกับพี่น้องเช่นกัน ในขบวนการฯ มีเกษตรกรมีคนที่อยู่ในป่าที่ช่วยปลูกต้นไม้ รักษาพื้นที่ป่า แต่พอเกิดภัยพิบัติ เกิดภัยแล้ง ต้นไม้ก็ตาย สุดท้ายก็ต้องลงทุนใหม่ก่อให้เกิดปัญหาด้านความยากจน ซึ่งเรื่องนี้มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ 

“เรากำลังพยายามทำความเข้าใจกับพี่น้องให้เขาย้อนคิดถึงตอนเด็กว่าตอนนั้นมีลำห้วย ลำคลองที่มีน้ำมีปลามาก แต่ตอนนี้น้ำน้อย ปลาไม่มี ทำให้เขาเข้าใจว่าอนาคตจะไม่มีทางดีกว่านี้ถ้าเราไม่รักษาพื้นที่ป่าและจัดการเรื่องคาร์บอนเครดิตให้ถูกวิถี

เราคิดว่าบริษัท กลุ่มทุนไหนที่ทำให้โลกร้อนมากก็ต้องรับผิดชอบไม่ใช่โยนภาระมาให้พี่น้องที่อยู่ในชนบท หรือที่รักษาป่า เรายืนยันว่าต้องผลักดันให้เป็นความรับผิดชอบของบริษัทนั้น ๆ” ประธานพีมูฟ กล่าว

ธีรเนตร กล่าวต่อว่า ตอนนี้พี่น้องที่อยู่ในป่าเป็นจำเลยสังคมอย่างกรณีที่ภาคเหนือมีการทำไร่หมุนเวียนซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องเผาเพื่อเคลียร์พื้นที่ พี่น้องก็มาแจ้งหน่วยงานรัฐว่าจะเผาตรงนี้ ๆ แต่เขาก็ไม่ให้เผา สุดท้ายตอนนี้ก็เริ่มโดนทางหน่วยงานรัฐเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อทำลายระบบไร่หมุนเวียน 

“เห็นได้ชัดว่ากระบวนการที่พี่น้องกำลังทำถูกขัดขวางโดยหน่วยงานรัฐที่เป็นเครื่องมือของทุนอีกทีหนึ่งเป็นการสร้างชุดความคิดที่ให้กลุ่มคนเห็นว่าคนที่อยู่ในป่าคือคนที่ทำลายป่า เราคิดว่ามันเป็นการสร้างปัญหา เป็นการโยนความผิดให้พี่น้อง คนอยู่กับป่ารู้ดีว่าอะไรที่ใช้ประโยนน์ได้ อะไรที่ไม่ควรทำลาย พี่น้องรักษาพื้นที่ได้มาโดยตลอด แต่พอหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะในช่วง 2 รัฐบาลหลังนี้ความรุนแรงก็มีมากขึ้น มีการโยนความผิดให้กับชาวบ้าน หาแพะให้สังคม จนโดนดำเนินคดีหลายราย

เราคิดว่ากฎหมายตรงนี้ส่วนที่เราเห็นด้วยก็คือ ในส่วนการรักษาสิทธิโดยชุมชน การรักษาทรัพยากรโดยชุมชน เรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งถ้าหน่วยงานหรือบริษัทไปละเมิด เราคิดว่าจะทำให้เกิดการทำลายทรัพยากรมากขึ้น 

การรักษาพื้นที่โดยชาวบ้านโดยชุมชน บริหารจัดการทรัพายกรโดยชุมชนเป็นเรื่องที่มาถูกทาง เรายืนยัน และจะขอปักหลักเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ต่อไป” ประธาน P-Move กล่าว

ธีรเนตร ไชยสุวรรณ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ภาพ : The Active Thai PBS)

5. “เพราะจะทำให้คนไทยไม่มีส่วนร่วม-ไม่มีทางเลือก ในการพัฒนาเกษตรกรรมและพลังงาน”

อรชา จันทร์เดช

Thai Climate Change Action Network

“ในฐานะคนที่ทำงานในพื้นที่ทำงานกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องพลังงาน เราคิดว่าสิ่งเหล่านี้เกี่ยวโยงกับเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นที่มาว่าทำไมเราถึงต้องมาร่างกฎหมายฉบับประชาชน

ในส่วนของเรื่องสิ่งแวดล้อมกับเรื่องพลังงาน เราคิดว่ากฎหมายที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และไม่รู้ว่ากฎหมายฉบับใหม่ (ฉบับรัฐบาล) ที่กำลังทำอยู่ซึ่งก็มีปัญหาในเรื่องกระบวนการรับฟังด้วยจะดีแค่ไหน

เราคิดว่ากระบวนการรับฟังของภาครัฐไม่ได้สร้างการมีส่วนร่วมและรับฟังปัญหาอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นเหตุผลที่เราทำร่างพรบ.ฉบับประชาชนก็คือการเสนอต่อรัฐในส่วนที่เราอยากให้รับฟัง” อรชา จันทร์เดช ผู้ประสานงาน Thai Climate Change Action Network (Thai C-CAN) กล่าว

อรชา กล่าวถึงปัญหาด้านการรับฟังความคิดเห็นโดยยกตัวอย่างถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยที่ประกาศเปิดให้รับฟังความคิดเห็นแต่กลับยังไม่มีร่างฉบับเต็มออกมา

“นอกจากเราจะไม่เห็นแผนแล้วเวทีรับฟังก็มีปัญหา เวทีรับฟังภาคตะวันออกก็ไม่มี เวทีรับฟังในพื้นที่ก็ไม่มี มีแต่แบบออนไลน์ แล้วถ้าเราไม่มีลิงค์ เราก็ไม่สามารถร่วมให้ความเห็นได้

นี่คือสิ่งที่ชี้ว่ากระบวนการรับฟังมันผิดเพี้ยน แล้วเราที่เป็นประชาชนอยู่ตรงไหนของกระบวนการรับฟังนี้ เหมือนพรบ.โลกร้อน กระบวนการรับฟังความคิดเห็นอยู่ส่วนไหน แล้วข้อเสนอของเราที่จะยื่นไป 1 หมื่นรายชื่อเราก็ยังกังวลอยู่ว่าเขาจะรับไหม อันนี้ก็อาจจะต้องช่วยกันคิดว่าจะผลักดันยังไงให้สิ่งเหล่านี้เข้าไปสู่กระบวนการรับฟังหรือกฎหมายที่เขาจะร่าง” อรชา กล่าว

“การไม่บูรณาการของกฎหมายก็เป็นอีกหนึ่งปัญหา เราไม่เห็นรายละเอียดของแผนพลังงาน แต่เท่าที่ทราบ มีการพูดเรื่องพลังงานสะอาดที่มาจากน้ำ มาจากเขื่อน แล้วถ้ามาจากเขื่อนก็ต้องสร้างเขื่อนจะมีการทำลายป่าหรือไม่ แล้วกฎหมายโลกร้อนพูดถึงเรื่องนี้ไหม 

จริง ๆ แล้วกฎหมายทุกฉบับควรเชื่อมโยงกัน และพูดถึงเรื่องที่จะส่งผลต่อกัน แต่กฎหมายบ้านเราเป็นของใครของมันไม่บอกว่ากระทบกันยังไง” อรชา กล่าว

อรชา อธิบายเพิ่มเติมถึงปัญหาของกฎหมายในปัจจุบันที่ไม่มีประสิทธิภาพว่า ตอนนี้มีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมทั้งที่ระยอง ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา แต่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาจากทางภาครัฐ กฎหมายกลับไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาให้กับชุมชนได้

“เราคิดว่านอกจากกฎหมายไม่มีประสิทธิภาพแล้ว กระบวนการลงโทษก็ไม่มีความจริงจัง สิ่งเหล่านี้ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ว่าทำไมเราต้องร่างกฎหมายเองและต้องเสนอกฎหมายนี้

ทุกวันนี้อาจจะมีกองทุน มีเงินชดเชย แต่เงินเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ชุมชนได้รับการแก้ไขปัญหา ไม่ได้ชดเชยทรัพยากรสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไป” ตัวแทนจาก Thai C-CAN กล่าว

อรชา ยกตัวอย่างกองทุนรอบโรงไฟฟ้าที่มีว่าถึงแม้จะมีผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าแต่ก็ไม่ได้รับเงินชดเชยจากกองทุนนี้ แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบกลับนำเงินในกองทุนไปทำอย่างอื่นทั้งซื้อเก้าอี้ถวายวัด สร้างห้องประชุม 

“หลาย ๆ อย่างในกฎหมายบ้างเรามีช่องโหว่ที่ใช้เอื้อให้กับนายทุนเพราะฉะนั้นในกฎหมายฉบับประชาชนจึงต้องเสนอเรื่องต่าง ๆ ทั้งกองทุนที่จะสามารถนำไปช่วยเหลือผู้ที่จะได้รับผลกระทบได้อย่างแท้จริง การทำให้กฎหมายมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และการเน้นย้ำว่าผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” อรชา กล่าว

อรชา จันทร์เดช ผู้ประสานงาน Thai Climate Change Action Network (ภาพ : Thai PBS)

6. “เพราะวิถีชนเผ่าพื้นเมืองจะยิ่งกระทบหนัก ในนามการจัดการวิฤตโลกร้อน”

จันทนี พิเชฐกุลสัมพันธ์

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

จันทนี พิเชฐกุลสัมพันธ์ ผู้แทนเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนของทางภาครัฐที่เน้นไปที่การปลูกป่าแทนที่จะไปแก้ปัญหาที่สาเหตุของการเกิดโลกร้อนซึ่งก็คือการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ว่าการดำเนินไปตามแนวทางดังกล่าวอาจจะทำให้สังคมเกิดอคติกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่ามากขึ้น 

“ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากเรื่องโลกร้อนจะคล้ายกันแต่คนที่อยู่ในป่าหรือกลุ่มชาติพันธุ์จะได้รับแตกต่างคือ ถูกมองเป็นจำเลยสังคมว่าเป็นคนทำลายป่าหรือโดนคดี ซึ่งปัจจุบันก็เป็นปัญหาที่เราประสบอยู่

บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันตกจะมีพื้นที่ป่ามาก การกระจายตัวของชนเผ่าพื้นเมืองก็มากตาม ซึ่งชนเผ่าเหล่านี้ก็จะมีวิธีการจัดการทรัพยากรและทำให้พื้นที่ป่ายังคงอยู่ซึ่งเป็นการทำให้โลกใบนี้ลดอุณหภูมิลงได้

แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ยังไม่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของพวกเขาที่เห็นได้ชัดเจนคือการไม่ให้สิทธิในการทำไร่หมุนเวียนที่เป็นวิถีเกษตรแบบดั้งเดิม ถึงแม้ว่าจะมีมติครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงและชาวเล ระบุถึงสิทธิในการทำไร่หมุนเวียนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงหน่วยงานที่ดูแลป่าไม้ก็ไม่ได้สนใจมติครม.ตรงนี้ ทำให้การรับรองไร่หมุนเวียนยังไม่มี” ตัวแทนจากเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย กล่าว

จันทนี กล่าวว่า การไม่ให้กลุ่มชาติพันธุ์ทำไร่หมุนเวียนนั้นถือว่าเป็นการเดินผิดทางเนื่องจากมีการวิจัยแล้วว่าการทำไร่หมุนเวียนไม่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศเนื่องจากเมื่อเผาแล้วต้นไม้ที่อยู่ในไร่พักฟื้นจะเป็นตัวช่วยดูดซับคาร์บอนฯ 

“อีกเรื่องหนึ่งก็คือในวิถีของชนเผ่าพื้นเมือง เราพึ่งพิงธรรมชาติจึงมีการสอนว่าจะต้องใช้อย่างไรให้ทรัพยากรธรรมชาติมีความยั่งยืนซึ่งทุกคนจะคำนึงเพื่อให้ลูกหลานของเรามีสิทธิในการใช้ทรัพยากรต่อไป” จันทนี กล่าว

ในฐานะกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังคงอาศัยพึ่งพิงกับธรรมชาติซึ่งจะเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกลุ่มหนึ่ง จันทนี จึงอยากจะเห็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ให้ความสำคัญกับการเข้ามามีส่วนร่วมของชุมชน กลุ่มเปราะบาง ชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อให้เกิดการกำหนดและออกแบบว่ากฎหมายที่ดีและเหมาะสมควรจะเป็นอย่างไรเนื่องจากที่ผ่านมาการที่กลุ่มเหล่านี้จะเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายยังคงจำกัดอยู่

“กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับประชาชนนี้ก็สอดคล้องกับพรบ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองและสอดคล้องกับวิถีชีวิตและการจัดการทรัพยากรของชนเผ่าพื้นเมือง” จันทนี กล่าว

จันทนี พิเชฐกุลสัมพันธ์ ผู้แทนเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (ภาพ : สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย)

7. “เพราะเป็นความท้าทาย โอกาสและอีกบททดสอบบนวิกฤตจริง ของคนทั้งสังคม”

เรวดี ประเสริฐเจริญสุข

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

“กฎหมาย (โลกร้อน) ที่กำลังทำอยู่ส่วนหนึ่งก็ทำให้พวกเราที่แยกย้ายทำตามประเด็นของตัวเองมาเจอกัน ซึ่งแต่ละคนก็มีประเด็นปัญหาอยู่แล้วที่ไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งท่ามกลางการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเวลา 30 ปีที่ผ่านมา แทนที่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ  วิถีชีวิตของคนที่พึ่งพิงกับธรรมชาติจะดีขึ้นกลับแย่ลง

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือสิ่งที่ห่อหุ้มปัญหาเหล่านี้อยู่ เราก็อยากเห็นว่าปัญหาหลักนี้จะได้รับการแก้ไขแต่จากที่ดูร่างกฎหมายของรัฐบาลแล้วกลับไม่เป็นไปตามที่คิด

มนุษย์เราเกิดมามีสิทธิและรัฐมีหน้าที่ส่งเสริมคุ้มครองป้องกันแต่กฎหมายโลกร้อนของรัฐกลับสร้างความชอบธรรมให้เอกชนทำหน้าที่แทนรัฐในการส่งเสริมคุ้มครองป้องกันซึ่งทำให้สิทธิพื้นฐานของพลเมืองถูกเอาออกไป และให้สิทธิกับภาคเอกชนที่มองเห็นเพียงผลประโยน์จากฐานทรัพยากรที่เราใช้เพื่ออาหาร เพื่อความมั่งคงของชีวิต 

เราจึงต้องช่วยกันขับเคลื่อนไม่ใช่แค่แก้กฎหมายแต่ต้องสร้างประชาธิปไตยและความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น การขับเคลื่อนเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อมจึงเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างระบบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น

เราจึงต้องร่วมกันขับเคลื่อนให้เสียงของประชาชนเป็นการร่วมมือกันจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่การเอารายชื่อมา 10,000 รายชื่อ แต่ต้องทำให้เกิดการตระหนักและชี้ให้เห็นถึงต้นตอของปัญหา” เรวดี ประเสริฐเจริญสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าว 

เรวดี กล่าวถึงความสำคัญของการรณรงค์ในครั้งนี้เป็นเพราะว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่จะส่งผลกระทบในหลาย ๆ ด้าน ทั้งต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและต่อชีวิตของประชาชน เพราะฉะนั้นในโอกาสที่จะมีร่างกฎหมายนี้เกิดขึ้นจึงมีความจำเป็นที่ร่างกฎหมายนี้จะนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรม ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และไม่ก่อให้เกิดปัญหาที่จะมาจากโลกร้อนเพิ่ม

“สิ่งที่ต้องสื่อสารกับสาธารณะคือ ตอนนี้เป็นโอกาสที่ไทยจะทำกฎหมายดี ๆ เพราะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มันร้อยรัดทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นกระบวนการสร้างกฎหมายไม่ใช่เรื่องของการมาสร้างเทคโนโลยีในรูปแบบของกฎหมายเพื่อมาเอาเปรียบประชาชนจากการเอื้อประโยนช์ให้กับภาคธุรกิจ และเพิ่มปัญหาโลกร้อน แต่ต้องสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น มีการพูดถึงธรรมมาภิบาลในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี” ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าว

เรวดี กล่าวว่า การที่จะทำให้บรรลุจุดประสงค์นั้นได้ภาคประชาชนจะต้องเข้าถึงข้อมูลที่ครบถ้วนแต่ปัจจุบันสิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เพราะกระบวนการมีส่วนร่วมของหน่วยงานรัฐยังคงมีปัญหา ไม่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องรอให้รัฐมาเชิญ เราขอเสนอตัวเพื่อขับเคลื่อนประเทศ สร้างการเปลี่ยแปลงสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานสิทธิความชอบธรรมของเราเอง

“เราจะต้องคิดตลอดว่าความไม่เท่าเทียม ความไม่เป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำมีอยู่จริงในสังคม มิติที่ไม่เท่าเทียมนั้นก็มีเรื่องเพศสภาพ เพศวิถีที่ถูกระทำให้รู้สึกว่าทุกคนมีหน้าที่แบบดั้งเดิมอยู่ 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบางคนก็บอกว่าทุกคนได้รับผลกระทบเท่ากัน แต่ความจริงไม่ใช่ กลุ่มคนที่เปราะบาง คนที่ไม่มีเงิน คนที่ต้องพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติจะได้รับผลกระทบมากกว่า เพราะฉะนั้นในขบวนการทำงานต้องนึกเสมอว่าในขบวนการนั้นต้องเกิดการขยับในพวกเรากันเองเพื่อยกระดับความเสมอภาคของของกลุ่มเปราะบาง ทำให้คนที่ถูกลืมตระหนักถึงความเป็นพลเมืองของเขาและมาร่วมกันขับเคลื่อน ถ้าเราจะบอกว่ารัฐไม่เคยเปิดโอกาสให้เราเข้าถึงข้อมูล เราก็ต้องไม่ลืมว่าคนในครอบครัวเราก็ไม่เคยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าถึงข้อมูลเช่นกัน 

สุดท้ายก็หวังว่ากระบวนการในการแก้ไขกฎหมาย ไมว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ไม่ใช่แค่เรื่องกองทุน การปรับตัว เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะหนุนเสริมให้คนมีอาชีพมีชีวิตที่ยั่งยื่น เข้าถึงฐานทรัพยากร เราก็ต้องดึงคนที่ยังไม่อยู่ในสายตา คนที่ถูกลืม คนรุ่นใหม่ มีความเข้าใจและมาร่วมขับเคลื่อน และไม่ย่อท้อ มีปัญหาอะไรก็มาช่วยกันทำ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับนโยบายและกลไกการทำงานที่เป็นประโยชน์กับประชาชนจริง ๆ” เรวดี กล่าว

เรวดี ประเสริฐเจริญสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาพ : IUCN Asia)