เปิดตัว “ร่าง พรบ.โลกร้อน ภาคประชาชน” พร้อม 10 ประเด็น “เหตุผลที่ต้องมี”

24 เครือข่ายประชาสังคม-ประชาชน แถลงเปิดตัว “ร่างกฎหมายโลกร้อนภาคประชาชน” วันนี้ พร้อมเปิด “10 จุดอ่อน-ช่องโหว่” ของร่าง พรบ.โลกร้อนฉบับรัฐบาล-พรรคการเมือง “เหตุผลที่ต้องมีร่างภาคประชาชน” ฉบับนี้

“ขั้นตอนต่อไป จะเปิดรณรงค์รวบรวม 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอร่างกฏหมายโลกร้อนภาคประชาชนฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ” เครือข่ายฯ ประกาศ

(ภาพ : Thai Climate Justice for All)

เปิดตัว “กฎหมายโลกร้อนฉบับประชาชน”

“เนื่องด้วยปัญหาโลกเดือดคุกคามความอยู่รอดของโลก มนุษยชาติ และสรรพชีวิตอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ชนเผ่าพื้นเมือง ชุมชนท้องถิ่น เกษตรกร ประมงพื้นบ้าน ผู้หญิง เด็ก เยาวชน และคนจนในเมือง ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบทุนนิยมโลกที่ไม่ยอมยุติใช้พลังงานฟอสซิลที่เป็นสาเหตุหลักของปัญหาโลกร้อน

แม้คณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งได้เตือนแล้วว่าหากโลกจะรอดพ้นจากวิกฤติจะต้องรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาฯ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 43 ภายในปี 2030 ซึ่งจะเป็นไปได้ต้องยกเลิกพลังงานฟอสซิลทั้งหมดและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนและฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับสู่สมดุล

แต่สําหรับประเทศไทยแล้ว เรายังปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับที่ 20 ของโลก อันมีที่มาจากอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเกือบร้อยละ 70 ของประเทศ โดยไม่เคยถูกควบคุม กํากับให้รับผิดชอบลดเลิกปล่อยคาร์บอนฯ อย่างจริงจัง แต่กําลังถูกบิดเบือนด้วยกลไกตลาดคาร์บอนและคาร์บอนเครดิตเพื่อมาชดเชยและค้ำจุนอุตสาหกรรมฟอสซิลให้ชะลอการเปลี่ยนผ่านออกไป โครงการคาร์บอนเครดิตจํานวนมากกระทบต่อระบบนิเวศ ละเมิดสิทธิชุมชนต่อทรัพยากร และแบ่งผลประโยชน์ไม่เป็นธรรม

ในด้านการปรับตัวของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ควรเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในทางนโยบาย เนื่องจากประเทศไทยเสี่ยงจากผลกระทบสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับ 9 ของโลก ซึ่งคนจนทั้งในเมืองและชนบทคือกลุ่มเสี่ยงที่สุด แต่รัฐยังไม่มีกฎหมายช่วยเหลือ สร้างภูมิคุ้มกันประชาชนให้ปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ

ดังนั้นเพื่อให้ประเทศไทยมีร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ยั่งยืนและเป็นธรรมที่ช่วยปกป้องโลก ปกป้องชุมชน สร้างความเป็นธรรมต่อสภาพภูมิอากาศได้อย่างแท้จริง เครือข่ายฯ จึงได้ร่วมกันยกร่าง “พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นธรรมและยั่งยืน” ฉบับประชาชนขึ้นเพื่อเปลี่ยนทิศทางของกฎหมายของประเทศใหม่” เครือข่ายฯ แถลง

ร่างพรบ.โลกร้อนฉบับประชาชน

(ภาพ : สกสว.)

10 จุดอ่อน ร่างรัฐบาล-พรรคการเมือง

“เครือข่ายประชาชนฯ ได้ติดตามการยกร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ

รัฐบาล รวมทั้งของพรรคการเมืองต่าง ๆ พบจุดอ่อนที่สําคัญดังนี้

1. ร่าง พรบ. ของรัฐบาลไม่ได้มีเจตจํานงค์ห่วงใยปกป้องโลกจากวิกฤติครั้งใหญ่ แต่มุ่งเพียงส่งเสริมธุรกิจรายใหญ่สู่เศรษฐกิจการค้าคาร์บอนตํ่าระหว่างประเทศ แต่ร่างฯ ของประชาชนกําหนดเจตนารมณ์ให้ประเทศไทยต้องปกป้องวิกฤติโลกร้อนและรักษาธรรมชาติ คุ้มครองชนเผ่าพื้นเมือง ชุมชนท้องถิ่น ในฐานะผู้มีบทบาทรักษาระบบนิเวศเพื่อสร้างสมดุลทางสภาพภูมิอากาศอย่างมีนัยสําคัญ

2. ทุกร่างนิยาม “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ไว้อย่างคลุมเครือ แต่ร่างของประชาชนนิยามให้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีสาเหตุจากพลังงานฟอสซิลเป็นสาเหตุหลักเพื่อกําหนดเป้าหมายการจัดการให้ชัดเจน (มาตรา 4)

3. ร่าง พรบ. ส่วนใหญ่ ยกเว้นร่างฯ พรรคก้าวไกล ไม่มีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจน และสอดคล้องกับข้อเสนอของ IPCC แต่ร่างของประชาชนกําหนดเป้าหมายชัดเจน คาร์บอนเป็นกลางในปี 2035 (มาตรา 16 (10)) และก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ ในปี 2050 (มาตรา 16 (11)) และสามารถทบทวนให้เร็วขึ้นได้กว่าแผนเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกที่รัฐเสนอต่อสหประชาชาติ

4. ร่าง พรบ. เกือบทั้งหมดยกเว้นพรรคก้าวไกล ไม่มีหลักคุ้มครองสิทธิประชาชนต่อสภาพภูมิอากาศที่ดี แต่ร่างของประชาชนกําหนดหลักสิทธิไว้ถึง 13 ประเภท ครอบคลุมสิทธิทุกกลุ่มประชาชนที่เปราะบาง และสิทธิในเนื้อหาและกระบวนการ และกําหนดหน้าที่รัฐให้คุ้มครองสิทธิทั้งหมด

5. ทุกร่างฯ ยังใช้ระบบโครงสร้างรวมศูนย์ที่กลไกราชการ แต่ร่างของประชาชนกระจายอํานาจมีกลไกตรวจสอบโดยมีคณะกรรมการนโยบายที่ประชาชนมีส่วนร่วม (มาตรา 12) มีคณะกรรมการกํากับกึ่งอิสระ (มาตรา 43) เพื่อตรวจสอบให้รัฐดําเนินตามเป้าหมายและมีสมัชชาประชาสังคม (มาตรา 21) เพื่อสร้างความเข้มแข็งประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วมนโยบายทุกระดับอันทําให้เกิดธรรมาภิบาล

6. ทุกร่างฯ ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นแรงจูงใจกลุ่มทุนในการปรับตัวโดยเอาแรงจูงใจมาลดทอนความรับผิดชอบในการลดคาร์บอน แต่ร่างของประชาชนแยกแรงจูงใจกับความรับผิดชอบออกจากกัน สร้างแรงจูงใจให้กับประชาชน ธุรกิจรายย่อยที่ช่วยลดโลกร้อนช่วยสังคมปรับตัวไม่ต้องเสียภาษีคาร์บอน

7. ทุกร่างฯ ยังใช้หลักกลไกตลาดคาร์บอนที่จัดการสิทธิในคาร์บอนทั้งที่เสี่ยงต่อการฟอกเขียว และผลักภาระสู่ประชาชนและธรรมชาติ แต่ร่างของประชาชนใช้ระบบภาษีคาร์บอนจัดการเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมฟอสซิลเป็นหลัก (มาตรา 80-82) เพื่อไม่ให้เกิดการฟอกเขียว ไม่ให้เกิดการเอาธรรมชาติและประชาชนมาสร้างคาร์บอนเครดิตให้กลุ่มทุนไปชดเชยโดยไม่ปรับตัว

8. ทุกร่างฯ มุ่งแต่จัดการคาร์บอนฯ แต่ละเลยการจัดการก๊าซมีเทนที่มีผลกระทบร้ายแรงกว่า ที่มักจะเข้าใจว่าปลดปล่อยจากภาคเกษตรเป็นหลัก แต่ละเลยการปลดปล่อยมีเทนจากภาคอุตสาหกรรมพลังงาน เช่น ก๊าซฟอสซิล แต่สําหรับร่างของประชาชนจะกําหนดภาษีที่จะใช้ควบคุมการปลอยก๊าซมีเทนจากภาคอุตสาหกรรมไว้ด้วย

9. ทุกร่างฯ มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์สาธารณะกับผลประโยชน์ทางการค้าของผู้ปล่อยคาร์บอน แต่ร่างของประชาชนมุ่งเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซของภาคส่วนต่าง ๆ ยึดหลักระวังไว้ก่อน (มาตรา 58) และหลักสิทธิประชาชนต่อสภาพภูมิอากาศ

10. ทุกร่างฯ แม้มีกองทุน แต่ไม่จัดลําดับความสําคัญ แต่ร่างของประชาชนจะมีกองทุนเปลี่ยนผ่านสีเขียวที่ได้จากภาษีคาร์บอน มาจัดสรรเพื่อแก้ไข เยียวยาผลกระทบ ส่งเสริมการปรับตัวของประชาชนกลุ่มเปราะเบาไม่ตํ่ากว่าร้อยละ 50 ของกองทุน (มาตรา 85)” 

เครือข่ายประชาชนเพื่อความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ แถลงวันนี้ (13 มิ.ย. 2567) ในงานแถลงข่าว “ทำไมประชาชนต้องเสนอร่าง กม.โลกเดือดเอง” เพื่อเปิดตัวร่างกฎหมายโลกเดือดฉบับประชาชน หรือ “ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นธรรมและยั่งยืน (ฉบับประชาชน)” โดยมีการชี้จุดอ่อน 10 ข้อของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับรัฐบาลที่ร่างโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งของพรรคการเมืองต่าง ๆ อาทิ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของพรรคก้าวไกล ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนเครดิต ของพรรคพลังประชารัฐ

อนึ่ง ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change Act ฉบับรัฐบาล ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นไประหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ – 27 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมหน่วยงานรับผิดชอบเปิดเผยว่า คาดว่าจะเสนอร่างฯ เข้าสู่การพิจารณาและอนุมัติของคณะรัฐมนตรีภายในกลางปีนี้ (2567)

ร่าง พรบ.โลกร้อนฉบับรัฐบาล

(ภาพ : Thai Climate Justice for All)

เตรียมเปิดลงชื่อ 10,000 ชื่อ เร็ว ๆ นี้

เครือข่ายฯ จะเปิดให้ผู้ที่เห็นด้วยร่วมลงชื่อให้ครบ 10,000 รายชื่อ และเตรียมยื่นเสนอต่อรัฐสภาฯ ในเร็ววันนี้ จึงขอเชิญสาธารณชนที่เห็นด้วยในหลักคิด แนวทางของร่างกฎหมายฯ ภาคประชาชน ร่วมลงชื่อและผลักดันสู่รัฐสภาให้ได้ในที่สุด

เครือข่ายประชาชนเพื่อความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ เป็นการรวมตัวของกลุ่มชุมชน ขบวนการประชาชน กลุ่มประชาสังคม นักวิชาการอิสระ คนรุ่นใหม่ที่ห่วงใยปัญหาความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ ได้แก่

  1. Thai Climate Justice for All
  2. Thai Climate Change Action Network (Thai C-CAN)
  3. สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)
  4. คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
  5. ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move)
  6. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
  7. มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)
  8. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดลอม (ENLAW)
  9. เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.)
  10. สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.)
  11. มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์
  12. สมาคมสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนชาติพันธุ์ (สสช.)
  13. มูลนิธิชนเผาพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม (ม.ก.ศ.)
  14. สมาคมนิเวศยั่งยืน (Ecoexist Society: ECS)
  15. มูลนิธิคนเพียงไพรภาคเหนือ
  16. เครือข่ายประชาชนลุ่มนํ้าโขงอีสาน
  17. ศูนยสร้างจิตสํานึกนิเวศวิทยา
  18. ประสาท มีแต้ม ที่ปรึกษาสภาองค์กรของผู้บริโภคและนักวิชาการด้านพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  19. ชุติมา ชื่นหัวใจ กลุ่มรักษ์บ้านแหง อ.งาว จ.ลําปาง
  20. ผ.ศ.ดร.วรธิดา ไชยปะ สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  21. สมาคมสถาบันชุมชนลุ่มนํ้าโขง
  22. กลุ่มฮักเชียงคาน
  23. สมาคมเครือข่ายสภาองคกร์ชุมชนลุมนํ้าโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน
  24. กฤติยวรา วงษา กรรมการบริหาร บริษัท ฮิลล์คอฟฟ์ จํากัด

ดูแถลงแถลงการณ์ฉบับเต็ม