โลกเดือดส่อกระทบเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ “ภาคการผลิต-บริการ-ครัวเรือน–การเงิน”

นักวิจัยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยเผยผลศึกษาล่าสุด “ผลกระทบภาวะโลกรวนต่อเศรษฐกิจไทย” ระบุ ไทยเสี่ยง “ร้อนขึ้น-ร้อนนานขึ้น-สลับน้ำท่วมฉับพลัน”- แนวโน้มอุณหภูมิไทยเพิ่มต่อเนื่อง กระทบแต่ละจังหวัดต่างกัน -แนวโน้มกระทบหนักต่อเศรษฐกิจไทย ทั้ง “กายภาพ-โครงสร้าง” ภาคการผลิต-บริการ-ภาคครัวเรือน-ภาคการเงิน”

เสนอทิศทางออก “ลดการปล่อย ควบคู่ปรับตัว” อย่างเป็นระบบ-มีประสิทธิภาพ เผยทิศจัดการภายใต้ พรบ.โลกร้อนฉบับแรกที่กำลังบังคับใช้ยังน่ากังวล “ทิศการปรับตัวไม่ชัดเจน”

นราวิชญ์ เชาวน์ดี รายงาน

(ภาพ : GreenNews)

ไทยเสี่ยง “ร้อนขึ้น-ร้อนนานขึ้น-สลับน้ำท่วมฉับพลัน”

การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่กำลังเกิดขึ้นจากสภาพโลกรวนกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกพูดถึงและได้รับความสนใจในปัจจุบัน โดยที่ผ่านมาผู้คนอาจจะเริ่มเห็นผลกระทบที่ชัดเจนขึ้นทั้งอุณหภูมิที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และยาวนานขึ้น วันนี้ (27 พ.ค. 2567) สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้จัดงาน PIER Research Brief ครั้งที่ 1/2567 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ (Climate Change and the Economy) โดยมี ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ หนึ่งในผู้วิจัยเป็นผู้แถลง

ดร.กรรณิการ์ กล่าวถึง สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยว่า ในช่วง 70 ปีตั้งแต่ปี 1951 จนถึงปี 2021 อุณหภูมิของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียส สำหรับแนวโน้มหลังจากนี้ประเทศไทยมีแนวโน้มที่อุณหภูมิสูงขึ้นและยาวนานขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน โดยกลางวันสภาพอากาศจะร้อนขึ้นส่วนกลางคืนอากาศจะอุ่นขึ้น

นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวต่อว่า ไม่ใช่แค่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเท่านั้นที่น่ากังวล แต่ในอนาคตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มที่จะทำให้จำนวนวันฝนตกต่อเนื่องของไทยจะลดลงซึ่งเป็นสัญญาณของภัยแล้ง แต่กลับกันถึงแม้ว่าจำนวนวันฝนตกจะน้อยลง แต่ปริมาณน้ำฝนที่ตกต่อครั้งจะเพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ 

“สรุปก็คือว่าประเทศไทยในอนาตคต่อจากนี้ เสี่ยงที่จะเจอกับสภาวะร้อนขึ้น ร้อนนานขึ้น จำนวนวันที่ฝนตกต่อเนื่องลดลง แต่จะรุนแรงในแต่ละครั้ง ทำให้เสี่ยงต่อการปัญหาภัยแล้งสลับกับน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งสถานการณ์นี้มีแนวโน้มที่จะแย่ลงเรื่อย ๆ” ดร.กรรณิการ์ กล่าว

(ภาพ : สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์)

แนวโน้มอุณหภูมิไทยเพิ่มต่อเนื่อง กระทบแต่ละจังหวัดต่างกัน 

“สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นแล้วอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2016 โดยประเทศไทยถ้าไม่ทำอะไรเลย ไม่ลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มข้น ในฉากทัศน์ที่รุนแรงที่สุดมีโอกาศที่อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นถึง 4-5 องศาภายในสิ้นสุดศตวรรษนี้ (ปี 2099) โดยมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสในช่วง 2020-2024 เพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสภายในช่วงปี 2045–2080 และจะเพิ่มสูงขึ้น 2.0 องศาเซลเซียสภายในช่วงปี 2050–2070 

นอกจากนี้ คาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2–4 องศาเซลเซียสในปี 2100

โดยแต่ละจังหวัดในประเทศมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน ซึ่งมีการคาดการณ์ไว้โดยแยกเป็นหลาย ๆ ด้าน ซึ่งจังหวัดที่น่าห่วงเนื่องจากติดอันดับต้น ๆ หลายโผก็คือ นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี นครศรีธรรมราช ซึ่งจังหวัดเหล่านี้คือจังหวัดที่น่าจะโดนเยอะและโดนหลายส่วน” ดร.กรรณิการ์ กล่าว

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและความเสียหายทางเศรษฐกิจ (ภาพ :สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์)

กระทบเศรษฐกิจไทย ทั้ง “กายภาพ-โครงสร้าง” ภาคการผลิต-บริการ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโลกรวนส่งผลกระทบในหลายมิติหนึ่งในนั้นคือมิติด้านเศรษฐกิจ โดยความเสี่ยงที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจสามารถแบ่งเป็น 2 มุมมอง คือ ความเสี่ยงที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ หรือ ความเสี่ยงทางกายภาพ (physical risk) อาทิ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัยแล้ง น้ำท่วม การเกิดพายุ และความเสี่ยงที่เป็นนามธรรม หรือ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (transition risk) คือความเสี่ยงที่เกิดจากกระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎหมาย เทคโนโลยี และรสนิยมผู้บริโภค

ดร.กรรณิการ์ ยกตัวอย่างผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นต่อภาคการผลิตและบริการซึ่งจะเชื่อมโยงไปยังผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยภาคการเกษตรซึ่งเป็นหนึ่งภาคที่จะต้องได้รับผลกระทบอย่างหนักเนื่องจากภาคนี้จะยังมีการพึ่งพากับสภาพอากาศมาก

“ถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนก็จะทำให้พืชบางชนิดให้ผลผลิตลดลงเช่น ข้าว เนื่องจากข้าวต้องการอุณหภูมิที่พอเหมาะเพื่อให้สามารถออกรวงได้ นอกจากนั้นในสัตว์ก็เช่นกัน ซึ่งหมู วัว ถ้าอากาศร้อนขึ้นก็จะมีความเครียดไม่อยากอาหารทำให้ผลผลิตที่จะได้ลดลง

นอกจากนั้นเรื่องน้ำก็สำคัญไม่ว่าจะเกิดน้ำท่วมหรือน้ำแล้งก็จะส่งผลกระทบทั้งต่อผลผลิตจากสัตว์และพืช” ดร.กรรณิการ์ กล่าว

นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวต่อว่า ปัจจัยเรื่องความเป็นกรดด่างในน้ำทะเลก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันโดยมีข้อมูลว่าหากระดับความเป็นกรดของน้ำทะเลเพิ่มขึ้น สัตว์ทะเลบางชนิดที่มีกระดองแข็งกระดองจะเริ่มหลอมละลายและตายไป

“พืชเศรษฐกิจหลักทุกชนิดของไทยไม่ว่าจะเป็น อ้อยโรงงาน ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด และยางพารามีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบและลดลงหากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะกระทบกับพืชเศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าความเสียหายสะสมตั้งแต่ 2554-2588 สูงถึง 0.61-2.85 ล้านล้านบาท” ดร.กรรณิการ์ กล่าว

สำหรับภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบเช่นกันโดยความเสี่ยงทางกายภาพถ้าเกิดภัยแล้งก็จะกระทบในเรื่องการขาดแคลนน้ำ น้ำแล้ง ซึ่งจะกระทบกับโรงงานที่จะต้องใช้น้ำมาก อาทิ โรงงานหล่อเย็น โรงงานกระดาษ นอกจากนั้นการที่อุณหภูมิสูงขึ้นก็จะกระทบกับแรงงานเช่นกันโดยจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานลดน้อยลง โดยเฉพาะแรงงานในภาคการก่อสร้างที่จะต้องอยู่ภายนอกเป็นเวลานาน 

“อีกหนึ่งเรื่องที่จะกระทบภาคอุตสาหกรรมคือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยตอนนี้ผู้ประกอบการค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะมาเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากหลาย ๆ ส่วนจะทำให้โรงงานต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น” นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าว

นอกจากสภาวะโลกรวนจะส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมแล้วยังส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคส่วนหลักของเศรษฐกิจไทยด้วย

“ผลกระทบด้านการท่องเที่ยวที่ยังอาจจะไม่ถูกพูดถึงมากนักคือผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิกาศที่จะกระทบกับพื้นที่ท่องเที่ยวบางพื้นที่ที่มีจุดเด่นด้านสภาพอากาศ เช่น ภาคเหนือในช่วงหน้าหนาว ซึ่งถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นทำให้ช่วง high season ลดลง ถ้าจาก 3 เดือน ลดไปเหลือ 2 เดือน 1 เดือน หน้าหนาวสั้นลง ก็อาจจะทำให้นักท่องเที่ยวลดลง ส่งผลกระทบต่อรายได้ของคนในพื้นที่

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวกลางแจ้งถ้าเจอฝนตกเยอะ ๆ น้ำท่วมก็จะกระทบเช่นกัน” ดร.กรรณิการ์ กล่าว

(ภาพ : สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์)

ผลกระทบต่อภาคครัวเรือน-ภาคการเงิน

“ขณะที่ภาคครัวเรือนก็ได้รับผลกระทบจาก climate change เช่นกัน ทั้งการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว การกระจายตัวของโรคติดต่อ ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานทางด้านสาธารณสุข การย้ายถิ่นที่อยู่ ตลอดจนผลกระทบต่อรายได้ รายจ่าย สินทรัพย์ และหนี้สินของครัวเรือน 

นอกจากนี้ความเสี่ยงทางกายภาพจาก climate change และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทำให้ความเสี่ยงทางการเงินของภาคการเงินสูงขึ้น ทั้งความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านภาวะตลาด ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ตลอดจนความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ ส่วนผลกระทบต่อการคลังภาครัฐ climate change ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ รายได้ และรายจ่ายของภาครัฐ 

โดยรายได้ของภาครัฐจะลดลงเนื่องจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจะไม่สามารถจ่ายภาษีให้รัฐได้ นอกจากนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกระทบในทางกายภาพ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภาครัฐก็ยังต้องเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น

ในแง่ของผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค climate change ส่งผลกระทบต่อ GDP ทั้งฝั่งอุปสงค์รวมและฝั่งอุปทานรวม กระทบต่อระดับราคาและภาวะเงินเฟ้อ และมีแนวโน้มที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้นเนื่องจากธุรกิจและครัวเรือนต่าง ๆ มีความเปราะบางและมีความสามารถในการรับมือต่อ climate change ที่แตกต่างกัน” ดร.กรรณิการ์ กล่าว

(ภาพ : สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์)

ทิศทางออก “ลดการปล่อย ควบคู่ปรับตัว”

สำหรับทางออกของปัญหานี้ ดร.กรรณิการ์ มองว่าจะต้องทำควบคู่กันระหว่างการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้น โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้

“ในอนาคตไทยและทั้งโลกมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับสภาพอากาศที่แย่และรุนแรง แต่เรายังไม่ถือว่าสิ้นหวัง เรายังสามารถอยู่กับเหตุการณ์นี้ได้ แต่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจและภาครัฐเท่านั้น

ตอนนี้ธุรกิจไทยให้ความสำคัญกับเรื่องธุรกิจคาร์บอนต่ำแต่จะดีกว่าไหมถ้าจะดูเรื่องการปรับตัวด้วย เนื่องจากไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% จากการปล่อยทั้งโลก แต่ทำไมเราถึงเน้นเรื่องการปล่อย 

แต่การลดการปล่อยก็ดีเพราะจะทำให้อุณหภูมิเพิ่มช้าลงและสามารถชะลอความรุนแรงของปัญหาได้ซึ่งถ้าไม่ทำต้นทุนในการปรับตัวก็จะสูงขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือต้องทำคู่กัน ต้องเริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและต้องทำเรื่องการปรับตัวด้วย” ดร.กรรณิการ์ กล่าว 

ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ (ภาพ : ภานุมาศ สงวนวงษ์ Thai News pix)

“การปรับตัวไม่ชัดเจน” ข้อน่ากังวลของ พรบ.โลกร้อน

ดร.กรรณิการ์ ได้กล่าวถึงข้อกังวลต่อ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งถือว่าเป็นภาพใหญ่ของการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอกาศของประเทศไทย ว่า พ.ร.บ. ดังกล่าวยังไม่พูดถึงเรื่องการปรับตัวอย่างชัดเจนโดยควรจะมีการสนับสนุนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านด้วย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกันอีกมาก

“ใน พ.ร.บ. มีกลไกสำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลภาคบังคับซึ่งจะกำหนดให้ภาคธุรกิจต่าง ๆ เก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งจะทำให้ภาครัฐสามารถวางแผนนโยบายด้านการลดการปล่อยก๊าซได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนอันหนึ่งที่ยังมีความหวังแต่ไม่เข้มข้นเท่าไหร่คือเรื่องของ adaption ใน พ.ร.บ. เริ่มมีการพูดถึงบ้าง แต่บ้านเราคนตัวเล็กตัวน้อยหรือ sme รายย่อยก็ยังไม่มีกองทุนที่ช่วยในการปรับตัวเพื่อช่วยในการเปลี่ยนผ่านซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เราอยากเห็น

การ Adaptation เป็นเรื่องที่ยังน่ากังวลถึงแม้ว่าภาคส่วนต่าง ๆ จะมีเรื่องการปรับตัวมานาน แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ นอกจากนั้น กองทุน loss and damage ที่ถูกพูดถึงใน COP28 ก็ยังน่ากังวลเช่นกัน โดยปัญหาตอนนี้คือยังไม่รู้เลยว่าว่าตัวเลข loss and damage ของไทยคือเท่าไหร่ โดยไทยจะต้องเริ่มคำนวนทันทีเพื่อให้ถ้ากองทุน loss and damage พร้อม ไทยจะได้สามารถเข้าถึงได้ทันที

สำหรับรายละเอียดที่ชัดเจนถึงความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการดำเนินการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความท้าทายและอุปสรรคในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านองค์ความรู้ ด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี หรือด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนซึ่งนำไปสู่บทบาทของภาครัฐและภาคส่วนอื่น ๆ ในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะอยู่ในบทความต่อไป” นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าว