เริ่มย้ายพรุ่งนี้ 7,400 ตัน กากสารเคมีไฟไหม้วินโพรเสส – ต้องใช้งบเท่าไร ไม่ชัด

กากสารเคมีอันตรายจากเหตุเพลิงไหม้ “วินโพรเสส” รวมถึงอลูมิเนียมดรอสราว 7,000 ตัน และกรดกัดแก้วราว 400 ตัน จะถูกขนย้ายออกจากจุดเกิดเหตุ เพื่อนำไปจัดการ โดยความร่วมมือ 4 เอกชน “จัดการกาก” เริ่มพรุ่งนี้ คาดเสร็จใน 90 วัน อธิบดีกรมโรงงานประกาศเช้าวันนี้

ยังไม่มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดวิธีการจัดการกาก งบที่ต้องใช้ทั้งหมดว่าจะมากเท่าไร ระบุเพียง “ก้อนแรก 4.9 ล้านที่เพิ่งยื่นขอใช้จากศาลระยอง – ที่เหลือกำลังตั้งของบกลาง

ด้านการปนเปื้อน ยังต้องตรวจต่อ – เตรียมตั้งคณะทำงานร่วมหาทางฟื้นฟูพื้นที่

กมธ.สิ่งแวดล้อม / สส.ก้าวไกลเรียกร้อง ประกาศแผนจัดการให้ชัด-โปร่งใส-ตรวจสอบได้ 

ด้านมูลนิธิบูรณะนิเวศจี้ทวงสัญญา รมว.อุตสาหกรรม “เร่งเอาผิดโรงงาน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน การตรวจสอบย้อนกลับ ต้นทางกากอุตสาหกรรม สอบสวนข้าราชการที่เกี่ยวข้อง” 

กรมโรงงานขยับเสนอแก้ พรบ.โรงงาน รับมือระยะยาว

(ภาพ : ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล)

เริ่มขนออกพรุ่งนี้-เป้าเสร็จใน 90 วัน

วันนี้ (17 พ.ค. 2567) จุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง พร้อมกับบริษัทเอกชนที่ดำเนินการด้านการกำจัดกากอุตสาหกรรมจำนวน 4 ราย ลงพื้นที่ประเมินกากอุตสาหกรรมที่ตกค้างในบริษัท วินโพรเสส จำกัด ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง โดยหลังจากการตรวจสอบอธิบดีกรมโรงงานฯ ยืนยันว่าจะเริ่มขนย้ายกากสารเคมีอันตรายครั้งแรกในวันพรุ่งนี้ทันที 

นอกจากนั้นกรมโรงงานฯ ยังได้นำแผนแนวทางจัดการกากสารเคมีมายื่นที่ศาลระยองเพื่อขอใช้เงินที่บริษัทวางศาลไว้จำนวน 4.9 ล้านบาทเพื่อนำมาใช้ในการกำจัดกากด้วย

“ขณะนี้กระบวนการตรวจสอบของทางตำรวจนั้นเสร็จสิ้นแล้วกรมโรงงานฯ สามารถเข้าไปดำเนินการได้ทั้งหมดโดยสารเคมีที่จะเริ่มขนย้ายในวันพรุ่งนี้จะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ 1. อลูมิเนียมดรอส ซึ่งมีอยู่ประมาณ 7 000 ตัน และ 2. กรดกัดแก้วซึ่งมีอยู่ประมาณ 400 ตัน

โดยแผนที่เสนอต่อศาลจังหวัดระยองนั้นกรมโรงงานฯ ได้ยื่นไปว่ามีกรอบระยะเวลาในการดำเนินการจัดการกากทั้งหมดในโรงงานภายใน 180 วัน” อธิบดีกรมโรงงาน กล่าว

สำหรับระยะเวลาในการดำเนินงาน ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า กรดกัดแก้วคาดว่าจะใช้เวลาในการขนย้ายประมาณ 4-6 วัน และอลูมิเนียมดรอสคาดว่าจะสามารถขนย้ายได้วันละ 100 ตัน และจะใช้เวลาในการขนย้ายทั้งหมด 70 วัน แต่จะขอเผื่อเวลาไว้ที่ 90 วันเนื่องจากอาจจะมีกรณีฝนตกหนักหรือเจออุปสรรคต่อการย้ายที่อาจจะเกิดขึ้น 

(ภาพ : ประชาสัมพันธ์จังหวัดระยอง)

กำลังขอใช้งบกลาง – เตรียมตั้งคณะกรรมการร่วมฟื้นฟู

อธิบดีกรมโรงงานเปิดเผยในส่วนงบประมาณว่า การจัดการนั้นอยู่ระหว่างของบกลางจากรัฐบาล โดยจะให้บริษัทดำเนินการขนย้ายไปก่อน

“หลังจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมที่ประกอบด้วย กรมโรงงานฯ กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนว่าร้ายแรงขนาดไหน และจะดำเนินการต่ออย่างไรซึ่งจะเป็นกระบวนการจัดการขั้นต่อไป” อธิบดีจุลพงษ์กล่าว

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

ไอสารเคมีจากไฟไหม้ยังกรุ่น

“ในช่วงเช้าที่ผ่านมายังคงพบกลุ่มควันลอยออกมาจากบริเวณโกดัง 5 อยู่เป็นระยะ ๆ ถึงแม้ว่าจะผ่านเหตุการณ์ไฟไหม้มาแล้ว 25 วัน” มูลนิธิบูรณะนิเวศรายงานสถานการณ์ล่าสุด ณ จุดไฟไหม้วินโพรเสส อ.บ้านค่าย ระยอง

รายงานข่าวพื้นที่เปิดเผยว่า ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องโดยวันนี้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง ได้ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อตรวจสุขภาพประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบโดยตั้งจุดตรวจที่วัดหนองพะวา และมีประชาชนเข้ารับการตรวจวันนี้เป็นจำนวนมาก พบว่าส่วนใหญ่ยังมีอาการคัน หรือระคายเคืองผิวหนัง ระคายเคืองดวงตา เจ็บปาก เจ็บลิ้น บางรายแพทย์แนะนำให้ไปเอกซเรย์ปอดเพิ่มที่โรงพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

(ภาพ : ประชาสัมพันธ์จังหวัดระยอง)

“แผนจัดการต้องชัด-โปร่งใส-ตรวจสอบได้” 

“เป็นเรื่องดีที่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการดำเนินการณ์ 180 วัน แต่หลังจากนี้อยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยด้วยว่ามีการดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง ขนย้ายกากไปแล้วเท่าไหร่และยังเหลือกากอยู่ในโรงงานอีกเท่าไหร่เพื่อให้ชาวบ้านเกิดความสบายใจ โดยอาจจะแจ้งความคืบหน้าเป็นรายสัปดาห์” 

ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคก้าวไกล กล่าววันนี้ ระหว่างลงพื้นที่กรณีวินโพรเสสร่วมกับกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 3 เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาใน 3 ประเด็น คือ 1. การศึกษา เนื่องจากขณะนี้ปัญหาของโรงงานกระทบโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียง 2. สิ่งแวดล้อม โดยได้ประสานกรมทรัพยากรน้ำบาดาลร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบการแพร่กระจายของมลพิษ เพื่อให้เราประเมินในเบื้องต้นได้ว่างบประมาณที่ต้องใช้ในการฟื้นฟูพื้นที่จะเป็นเท่าไร และ 3. สาธารณสุข เพื่อตรวจสอบว่าพี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง

(ภาพ : ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล)

ทวงสัญญา รมว.อุตสาหกรรม

“เราคิดว่า ประชาชน โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ที่เดือดร้อน ตั้งหน้ารอดูความจริงจังตามคำประกาศของรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม จึงอยากถามว่า ตอนนี้ภาครัฐรู้หรือยังว่าใครคือผู้กระทำผิด หรือกลุ่มคนที่กระทำผิดในกรณีต่างๆ เหล่านี้มีใครบ้าง และพวกเขาจะถูกดำเนินคดีและถูกลงโทษให้สมกับที่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างที่ท่านรัฐมนตรีบอกเมื่อไร 

รัฐมนตรีอุตสาหกรรมยังเคยบอกว่าจะตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มคนดังกล่าว ซึ่งขณะนี้สังคมอยากรู้กันมากว่า การทำธุรกิจในนามรับกำจัดบำบัดของเสียอันตรายเหล่านี้ ที่ผ่านมาพวกเขากอบโกยรายได้และผลกำไรจากการรับกำจัดบำบัดกากเหล่านี้ไปแล้วเท่าไร ในขณะที่กากจำนวนมหาศาลยังคงสุมอยู่ในโกดังและใต้ดินโดยที่ไม่ได้รับการบำบัด จนเกิดเพลิงไหม้และปล่อยมลพิษซ้ำเติมในเวลาต่อมา ซึ่งไม่ทราบว่ารายได้เหล่านั้นของบริษัทถูกโอนย้ายต่อไปแหล่งไหนบ้าง เป็นต้น เราอยากทราบความชัดเจนเรื่องตรวจสอบเส้นทางการเงิน ว่าได้มีการประสานให้หน่วยงานไหนดำเนินการหรือยัง และมีความคืบหน้าอย่างไร

นอกจากนั้น ได้มีการตรวจสอบย้อนกลับไปหรือยังว่า กากอุตสาหกรรมเหล่านี้มีต้นทางมาจากที่ใดบ้าง มีบริษัทใดบ้างที่เป็นลูกค้าที่จ้างวานบริษัท วินโพรเสสฯ และบริษัท เอกอุทัยฯ มีกากอุตสาหกรรมอะไรและจำนวนเท่าไรที่ขออนุญาตจากอุตสาหกรรมจังหวัดและกรมโรงงานอุตสาหกรรมในแต่ละช่วงเวลาอย่างน้อยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้สองบริษัทนี้นำไปบำบัดหรือกำจัด แต่สุดท้ายปลายทางกลายเป็นการลอบซุกซ่อนสะสม กระทำผิดกฎหมายมานาน ไม่ต่างอะไรกับการก่ออาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม

ที่สำคัญ ทางกระทรวงฯ ได้มีการสอบสวนข้าราชการที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลและอนุญาตให้ทางบริษัทขนย้ายกากจากโรงงานที่เป็นแหล่งกำเนิดเพื่อนำไปบำบัด-กำจัดอย่างต่อเนื่อง ว่ามีการทุจริตประพฤติมิชอบหรือไม่ อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่หน่วยงานต่างๆ ตรวจพบว่า บริษัท วิน โพรเสสฯ ได้การกระทำผิดกฎหมายบ่อยครั้ง ชาวบ้านก็ร้องเรียนมาตลอด แต่ทำไมจึงยังอนุญาตให้ทางบริษัทขนย้ายกากอันตรายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากทางกระทรวงฯ จะตรวจสอบอย่างจริงจัง เราเชื่อว่า สามารถทำได้เลยและตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วด้วย” 

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) โพสต์ทวงสัญญา รมว. อุตสาหกรรม พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ที่ประกาศไว้เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 

(ภาพ : ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล)

กรมโรงงานขยับ เสนอแก้ พรบ.โรงงาน รับมือระยะยาว

“16 พฤษภาคม 2567 กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้จัดการประชุมรับฟังความเห็น เพื่อกำหนดแนวทางการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 กรมฯ ได้เปิดรับฟังความเห็นจากบุคลากรภายในกระทรวงอุตสาหกรรม และในวันนี้เป็นการเปิดรับฟังความเห็นจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อความเห็นที่หลากหลายและครอบคลุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม 509 อาคารกรมโรงงานอุตสาหกรรม

สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ได้มีการบังคับใช้มาระยะหนึ่งแล้ว บทบัญญัติบางมาตราไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป หรือไม่มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจในการบังคับใช้ไว้ กรมโรงงานฯ จึงเห็นสมควรให้มีการพิจารณาทบทวนกฎหมาย โดยมีการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1. การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 30 ซึ่งเดิมมาตรานี้กฎหมายไม่ให้อำนาจในการสั่งการกับผู้ดำเนินการเขตประกอบการอุตสาหกรรมไว้ จึงได้มีการแก้ไข เพื่อการควบคุม กำกับ ดูแล โดยบัญญัติให้อำนาจสั่งการกับผู้ดำเนินการเขตประกอบการอุตสาหกรรม การยกเลิก เพิกถอน เขตประกอบการอุตสาหกรรม

2. การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 9 ซึ่งเดิมมาตรานี้กำหนดให้ผู้ตรวจสอบเอกสอบเอกชนดำเนินการตรวจสอบและจัดทำรายงานผลการตรวจสอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้ ซึ่งเป็นทางเลือกของผู้ประกอบกิจการโรงงาน แต่ปัจจุบันได้ทบทวนแก้ไขมาตรานี้ เช่น กรณีที่ได้มีการออกคำสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 39 วรรคหนึ่ง ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องให้ผู้ตรวจสอบเอกสารดำเนินการตรวจสอบและจัดทำรายงานผลการตรวจสอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยผู้รับคำสั่งเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย เพื่อพิสูจน์หรือแสดงว่าผู้รับคำสั่งได้ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวข้างต้นแล้ว

3. เพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการโรงงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบกิจการโรงงานในการจัดให้มีการบำบัดมลพิษ หรือเพื่อให้การบำบัดมลพิษมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งเดิมมิได้มีบทบัญญัตินี้

4. การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 39 วรรคสาม โดยภายใน 30 วันนับถัดจากวันที่ออกคำสั่งปิดโรงงาน กรณีที่โรงงานมีสภาพที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือความเดือดร้อนแก่บุคคล ทรัพย์สินที่อยู่ใกล้เคียงกับโรงงานหรือเกิดความเสียหาย หรือเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ให้สั่งแก้ไขปรับปรุงโรงงานภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ และให้ถือว่าผู้นั้นมีฐานะเสมือนเป็นผู้ประกอบกิจการโรงงานจนกว่าจะดำเนินการตามคำสั่งแล้วเสร็จ ซึ่งเดิมมิได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้ ทำให้ไม่สามารถสั่งการภายหลังที่ออกคำสั่งตามมาตรา 39 วรรคสามได้

5. การเพิ่มโทษจำคุก สำหรับความผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หรือกำหนดให้มีค่าปรับในอัตราที่สูงขึ้น

หน่วยงานที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรมควบคุมมลพิษ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม สถาบันพลาสติก สถาบันอาหาร สภาวิศวกร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร บริษัท เขตประกอบการอุตสาหกรรมฟอกหนังก.ม. 34 จำกัด บริษัท ซิมสุลาลัย จำกัด บริษัท ดับบลิว เอ็ม เอส จำกัด บริษัท ที เอ อาร์ เอฟ จำกัด บริษัท มัตสึดะ ซังเหียว (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท สยามเอ็นไวรอนเมนทอลเทคโนโลยี จำกัด บริษัท อัคคีปราการ จำกัด (มหาขน) บริษัท อินทรี อีโคไซเคิล จำกัด บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด” กรมโรงงานอุตสาหกรรม รายงาน วันนี้