วันนี้และอนาคต “อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าไทย” ในสายตาสถาบันยานยนต์

“การผลิตจริงวันนี้ ยังห่างมากจากเป้า 30@30 หรือ เป้าประเทศที่จะผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ หรือรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) ไตรมาส 1 ปีนี้ยังผลิตได้แค่ 2,466 คัน เทียบกับเป้า 700,000 คันที่ต้องบรรลุใน 6 ปีข้างหน้า

ที่สำคัญ กำลังซื้อในประเทศไม่มากขนาดนั้น เป้าดังกล่าวจะเป็นไปได้ต้องพึ่งตลาดส่งออก

หนึ่งคำถามสำคัญ จะจัดการอย่างไรกับผู้ประกอบการกว่า 2,000 รายในอุตสาหกรรมรถสันดาป

ทิศจริง ไทยกำลังเดินสู่การเป็นฐานผลิตรถยนต์สันดาป (ที่สะอาดขึ้น) แห่งสุดท้าย”

ทรรศนะน่าสนใจจาก “ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์” ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ต่อสถานการณ์ แนวโน้ม และปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ “อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า” ที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ ตามทิศเมกะเทรนด์โลกของประเทศไทย

นราวิชญ์ เชาวน์ดี รายงาน

(ภาพ : GreenNews)

การผลิตจริงวันนี้ “ยังห่างมาก จากเป้า 30@30”

ท่ามกลางการขยับเคลื่อนไหวของภาคส่วนต่าง ๆ ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ตามนโยบายของภาครัฐที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutral) ในปี 2050 (พ.ศ. 2593) และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 (พ.ศ. 2608)

จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพบว่า ในปี 2565 ภาคการขนส่งมีปริมาณการปล่อยคาร์บอนถึง 247.7 ล้านตัน หรือคิดเป็น 32% จากการปล่อยคาร์บอนคาบอนไดออกไซต์ทั้งหมดภายในประเทศ โดยหากจะลงลึกไปกว่านั้นจะเห็นว่า 87% ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์จะมาจากภาคการขนส่งทางถนน

เพราะฉะนั้นหากจะทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ภายในประเทศลดลง ภาคการขนส่งทางถนนจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเป้าหมายของแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี 2021-2030 กำหนดความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องลดการปล่อย CO2 อย่างน้อยร้อยละ 40 หรือประมาณ 48 MtCO2e ในปี 2030 โดยมุ่งไปสู่การลดปริมาณการปล่อย CO2 สำหรับการขนส่งทางถนนเป็นหลัก 

หนึ่งในนโยบายที่จะทำให้ประเทศไทยสามารบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้คือ นโยบาย 30@30 หรือ การตั้งเป้าผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ หรือรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) นอกจากนี้ยังมีการการส่งเสริมการใช้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ และออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) และให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งชิ้นส่วนต่างๆ (EV Hub) ที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาคและของโลก

แต่หากดูปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทยช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 พบว่า ประเทศไทยเมีปริมาณการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ รวม 2,466 คัน เท่านั้น ยังคงห่างจากเป้าหมายตามนโยบาย 30@30 อีกมาก

ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ (ภาพ : สถาบันยานยนต์)

เป็นไปได้ หากเน้นส่งออก

สำหรับคำถามที่ว่าแล้วไทยจะสำเร็จตามเป้าหมาย 30@30 ได้ไหมภายในอีก 6 ปีข้างหน้า ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า  ในมุมมองของตนคิดว่าเป้าหมายการผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ 30% ของรัฐบาลนั้น ถือว่าตั้งเป้าไว้ได้ดี ไม่มากและไม่น้อยเกินไป ถึงแม้ว่าปัจจุบันอาจจะยังห่างจากเป้าหมายอยู่ไม่น้อย แต่จากการคาดการณ์คิดว่าการบรรลุเป้าหมายนั้นเป็นไปได้แต่ว่าอาจจะต้องเน้นไปที่การส่งออกเป็นสำคัญ

“สำหรับประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มกระบวนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังในปีนี้ แต่ถ้าถามว่าเป็นไปได้ไหมถ้าจะบรรลุเป้า 30@30 ส่วนตัวคิดว่าก็เป็นไปได้

โดยถ้าเราตั้งเป้าหมายการผลิตรถยนต์ทั้งประเทศไว้ที่ 2 ล้านคัน เพราะฉะนั้นสัดส่วนของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าก็จะอยู่ที่ 7 แสนคัน

ถ้าดูตามการเติบโตคิดว่าเป็นไปได้ถึงแม้ว่าปีนี้อาจจะสะดุดหน่อย แต่ในแง่การลงทุนตอนนี้น่าจะอยู่ประมาณ 1 แสนแล้ว ภายในปี 2030 จะให้เป็น 7 แสนก็เป็นไปได้ คือถ้ามีคนซื้อเราจะผลิต 5 แสนก็ได้ แต่ปัญหาคือไม่มีคนซื้อ 

แต่อย่างไรก็ตามจริง ๆ เราไม่ได้มองว่าต้องผลิตแล้วขายในไทยทั้งหมด ซึ่งเราก็อยากเห็นการผลิตในไทยเพื่อการขนส่งออก เพราะฉะนั้นถ้าหากจะให้เป็นไปได้ก็อาจจะต้องมองที่การส่งออกด้วย 

เพราะฉะนั้นถ้าจะให้สรุปก็คือ ตามเป้าหมายเราสามารถบรรลุได้แต่จะต้องเน้นไปที่การส่งออก” ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ให้คำตอบ

(ภาพ : PPTVHD)

“จัดการอุตสาหกรรมรถสันดาป” หนึ่งโจทย์ใหญ่ระหว่างเปลี่ยนผ่าน 

ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวต่อถึงอีกหนึ่งปัญหาของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ว่า ปัจจุบันยังคงมีผู้ประกอบการอีกหลายรายที่อยู่ในห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปที่จะต้องใช้เวลาในการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนเข้ามาในอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า

“ตอนนี้มีผู้ประกอบการกว่า 2,000 รายที่ยังอยู่ในระบบการผลิตรถยนต์สันดาปซึ่งเราก็ต้องดูแลกัน ช่วยเหลือกันอยู่ แต่ยอมรับว่าตอนนี้ตลาดไม่เหมือนเดิม เทคโนโลยีมันเปลี่ยน สุดท้ายก็คงต้องปรับ แต่จะทำอย่างไรให้การปรับเป็นไปได้ง่ายขึ้น ก็มีการคุยกันให้การสนับสนุน ให้การช่วยเหลือตอนนี้เราก็มีการร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ให้การเปลี่ยนผ่านทำได้ง่ายขึ้น” ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าว

(ภาพ : SCB)

เดินสู่การเป็นฐานผลิตรถยนต์สันดาป (ที่สะอาดขึ้น) แห่งสุดท้าย

ในอีกแง่หนึ่งของนโยบาย 30@30 ก็คือในปี 2030 จะยังคงมีการผลิตรถยนต์สันดาปอยู่อีกกว่า 70% ซึ่งปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ส่วนใหญ่ในถนนก็มาจากรถยนต์ในกลุ่มนี้ โดยในวันนี้ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ยังยืนยันว่าไทยได้ตั้งเป้าหมายจะเป็น “ฐานการผลิตยานยนต์สันดาปภายในแห่งสุดท้ายของโลก” นั่นอาจจะหมายความว่าประเทศไทยจะไม่เดินตามรอยหลาย ๆ ประเทศหรือไม่ที่ต่างพากันเดินหน้าไปสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

“ตามนโยบายรัฐบาลเราจะเห็นว่ายังไงก็ตามจะยังคงมีการผลิตรถยนต์สันดาปอยู่ดี แต่รถยนต์สันดาปที่ผลิตจะเป็นรุ่นใหม่ที่ปล่อยมลพิษและก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์น้อยลง เพราะตอนนี้รัฐบาลก็เริ่มบังคับใช้มาตรฐานยูโร 5 แล้ว และมาตรฐานยูโร 6 ก็กำลังมา 

เราคิดว่าต่อให้เป็นรถยนต์สันดาปแต่ก็เป็นรถยนต์สันดาปที่สะอาด นอกจากนั้นในเรื่องการปล่อยคาร์บอนฯ ถ้าผู้คนหันไปใช้รถยนต์ไฮบริดมากขึ้นก็จะช่วยลดได้เช่นกัน

ปัญหาอย่างหนึ่งที่ยังจำเป็นต้องมีรถยนต์สันดาปอยู่คือ มีบางคนที่รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่ตอบโจทย์เขา เช่น ยังไม่มีที่ชาร์จ หาที่ชาร์จยาก รถที่ต้องขนส่งไกลมาก ๆ ถ้าจะใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็มีปัญหาเรื่องหาที่ชาร์จอีก จึงเป็นที่มาว่าแนวโน้มก็จะยังคงมีรถสันดาปต่อไป 

แต่เรื่องสำคัญคือเราจะทำอย่างไรเพื่อให้รถยนต์สันดาปในอนาคตเป็นรถที่มีความสะอาดมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตยานยนต์แบบดั้งเดิมมาเป็นการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ที่เน้นด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยมลพิษ และก๊าซเรือนกระจก ภายใต้นโยบายของภาครัฐที่มุ่งเน้น และผลักดันให้ยานยนต์ที่ผลิตในประเทศเป็นยานยนต์ที่สะอาด ประหยัด และปลอดภัย เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ควบคู่ไปกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน

เพราะฉะนั้นก็ขอนำเรียนว่ารถยนต์สันดาปก็จะยังอยู่และไม่ใช่แค่อยู่ในไทย ตลาดโลกก็ยังอยู่ เราก็คงต้องตอบสนองต่อตลาดเพื่อนบ้าน ลูกค้ายังความต้องการอยู่ หลายที่ไม่สะดวก และไทยเป็นประเทศที่มีการผลิตรถยนต์เข้มแข็งอยู่แล้วจึงเป็นที่มาของแนวคิดการเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของการผลิตรถยนต์สันดาป” ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว