คาดแลนด์บริดจ์จะทำประมงพื้นบ้านเสียรายได้กว่าพันล้านต่อปี-นายกยันดันต่อ

นักวิชาการประมงประมาณตัวเลข “การสูญเสียรายได้จากการทำประมง” หากสร้างเมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง ว่าเบื้องต้นน่าจะไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท 

“ระดับผลกระทบส่อสูงมากทั้งมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการท่องเที่ยว” วงเสวนาวิชาการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ชี้ ระบุ “มีปัญหาทั้งด้านความครบถ้วนของข้อมูลโครงการ-การจัดรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย-การคาดการณ์เกินจริงตัวเลขรายได้จากโครงการ” เสนอ “ทบทวนโครงการ-เริ่มจากการศึกษาโครงการให้ข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน ก่อนตัดสินโจโดยนำศักยภาพพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญ”

ด้านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาประกาศ “ดันต่อ-สำคัญกว่าโครงการเรือดำน้ำ เครื่องบินรบ” เดินหน้า “โรดโชว์-เชิญชวนนักลงทุนอิตาลีมาร่วมลงทุน 

นราวิชญ์ เชาวน์ดี รายงาน

(ภาพ : สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

ส่อกระทบสิทธิมนุษยชน 

“โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือที่เรียกกันว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งจะเกิดขึ้นที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดระนองประกอบไปด้วยแผนการสร้างท่าเรือ เส้นทางรถไฟทางคู่ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (motorway) ที่มีขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่หลายตำบล และหลายอำเภอของทั้ง 2 จังหวัด ทำให้อาจส่งผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในหลายมิติ ทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ความหลากหลายทางชีวภาพ วิถีชีวิตการทำมาหากิน และมีผลกระทบต่อประชาชนชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ชาวประมงพื้นบ้าน หรือคนไทยพลัดถิ่น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

การดำเนินโครงการจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อประชาชนในด้านต่าง ๆ ทั้งสิทธิชุมชนและสิทธิในการมีส่วนร่วมและเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งต้องพิจารณาถึงการสร้างสมดุลของการพัฒนาที่ต้องคำนึงถึงทั้งความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการที่ใช้งบประมาณมหาศาลกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่จะเกิดขึ้นในวงกว้างด้วย 

การจัดเวทีในวันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่สาธารณะและภาคส่วนต่าง ๆ จะได้รับทราบข้อมูลที่รอบด้านทั้งผลดีและผลเสียต่อการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งนี้ กสม. ขอเน้นย้ำว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนจะต้องไม่เบียดบังหรือละเมิดสิทธิของใคร และจะต้องไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง”

ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าววันนี้ (15 พ.ค. 2567) ในเวทีวิชาการ “มองรอบด้านกับโครงการแลนด์บริดจ์” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และ The Active Thai PBS 

(ภาพ : สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

ส่อกระทบทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว

“ตอนนี้เราจะต้องกลับมามองดูว่าสิ่งที่เราจะต้องเสียไปในการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ครั้งนี้คืออะไร เราลองมามองที่ท่าเรือฝั่งระนองซึ่งจากแผนระบุว่าการสร้างท่าเรือจะต้องมีการถมทะเลในพื้นที่กว่า 7,000 ไร่ ทำเขื่อนกันคลื่น 3 กิโลเมตร มีการขุดลอกดินกว่า 150 ล้านลบ.ม. ซึ่งการดำเนินการในส่วนนี้จะทำให้จะเกิดการรบกวนพื้นที่ทะเลแน่นอน 

นอกจากนั้นในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่จะสร้างท่าเรือถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติ และป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์อันดับ 4 ของโลก ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตรงส่วนนี้ก็จะถูกรบกวนหมดเลย ส่วนท่ีสำคัญที่สุดที่จะได้รับผลกระทบคือทรัพยากรป่าชายเลนบริเวณปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ที่มีเนื้อที่ประมาณ 160,000 ไร่ มากเป็นอันดับ 5 ของโลก และได้รับการประกาศเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลจากองค์การยูเนสโก 

นอกจากนั้นถนนที่จะตัดไปสู่ท่าเรือก็จะต้องผ่านอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาวที่มีความสำคัญ รวมทั้งยังมีเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าคลองนาคาที่เป็นแหล่งอยู่อาศัยของนกเงือกก็จะได้รับผลกระทบด้วย ลองคิดว่าถ้ามีเรือท่ีบรรทุกของหนัก 20,000 ทีอียูเข้ามา เวลานำของขึ้นรถขนย้ายก็ต้องใช้รถหลายคันคิดว่าส่วนของมลพิษทางเสียงที่จะกระทบกับตรงนี้เราจะเสียอะไรไปบ้าง 

อีกแห่งที่จะกระทบคือหมู่เกาะพยามซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งในระหว่างการก่อสร้างน้ำทะเลไม่ใสแน่นอน สร้าง 3 ปี ธุรกิจตรงนั้นก็จะกระทบหมด สภาพแวดล้อมก็จะเปลี่ยนไปแน่นอนทั้งน้ำทะเลทั้งแนวปะการัง รวมถึงจากการลองขีดเส้นเดินเรือพบว่าจะผ่านสถานที่ท่องเท่ียว หมู่เกาะท่ีสำคัญ ๆ อุทยานแห่งชาติต่าง ๆ ซึ่งเราต้องการความสบายตาสบายใจแต่ถ้าพบว่ามีเรือวิ่งผ่านไปผ่านมา เราจะเสียรายได้จากจุดนี้หรือไม่

ทางท่าเรือฝั่งชุมพรก็จะมีความคล้าย ๆ กันมีการขุดลอกดินรวมประมาณ 130 ล้านลบ.ม. สร้างกำแพงกันคลื่น 5 กิโลเมตร ถมทะเลรวม 5,800 ไร่ ซึ่งก็จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน เนื่องจากที่ชุมพรก็มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพรที่เป็นแหล่งแนวปะการังกว่า 9,000 ไร่ พื้นท่ีป่าชายเลน 37,000 ไร่ และแหล่งหญ้าทะเลกว่า 10,000 ไร่ ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่าปัจจุบันจากภาวะโลกร้อนทำให้แหล่งหญ้าทะเลลดลง นอกจากนั้นก็จะเกิดผลกระทบต่อปลาโลมา เต่า พะยูน และวาฬบลูด้าด้วย” อัตถพงษ์ ฉันทานุมัติ วิศวกรอิสระ นำเสนอข้อมูลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากมีการก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์

ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้ข้อมูลว่าพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามันมีพื้นที่ที่ความหลากหลายทางชีวภาพ และมีองค์ประกอบที่สามารถเสนอเป็นพื้นที่มรดกโลกได้ซึ่งความโดดเด่นของพื้นที่ตรงนี้อาจจะสูญเสียไปจากโครงการแลนด์บริดจ์ 

“พื้นที่ระนองเป็นพื้นที่สำคัญคือเป็นพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางชีวภูมิศาสตร์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ การกระจายพันธุ์ของพันธ์ุพืชพันธุ์สัตว์ มีพื้นท่ีป่าชายเลนที่เราเตรียมการเสนอขอเป็นมรดกโลก ตอนนี้เหลือรอแค่ว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะดำเดินการส่งเอกสารเมื่อไหร่ ซึ่งเอกสารก็ดำเนินการเสร็จพร้อมนำเสนอแล้วแต่ต้องรอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ส่งไปยังศูนย์มรดกโลก ตรงนี้ก็จะติดขัดอยู่คาดว่าเกิดจากการจะนำพื้นที่ไปทำโครงการพัฒนาต่าง ๆ” ศักดิ์อนันต์ กล่าว 

ดร.ชวลิต วิทยานนท์ (ภาพ : สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

กระทบประมงพื้นบ้าน

ดร.ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการอิสระด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวว่า ในพื้นที่ที่จะสร้างท่าเรือของทั้ง 2 ฝั่ง เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวประมงพื้นบ้านกว่า 2,000 คน ซึ่งมีรายได้จากการทำประมงไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี ถ้าเกิดการสร้างท่าเรือหรือโครงการแลนด์บริดจ์ขึ้นก็จะส่งผลให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไปทำให้กระทบกับชาวประมงที่อาศัยอยู่ตรงนี้ด้วย

“นอกจากนั้นสิ่งที่ต้องมองคือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์เป็นโครงการที่จะมีคนได้รับประโยชน์ไม่กี่คน เพราะฉะนั้นจะเป็นการคุ้มค่าหรือไม่กับการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ และเปลี่ยนพื้นที่ที่มีคนสามารถใช้ประโยชน์ระยะยาวเป็นจำนวนมากทั้งจากการประมง และการท่องเที่ยวไปเป็นพื้นที่ที่มีคนใช้ประโยชน์น้อยและไม่แน่นอน” กล่าว

พล.ร.ต. จตุพร ศุขเฉลิม (ภาพ : สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

ไม่ช่วยเศรษฐกิจอย่างที่หวัง

พล.ร.ต. จตุพร ศุขเฉลิม ผู้เชี่ยวชาญการบริหารงานท่าเรือและขนส่งทางทะเล กล่าวถึงสิ่งที่ยังมีคนเข้าใจผิดหลาย ๆ ข้อ อาทิ ระยะเวลาในการเดินเรือที่น้อยกว่าเนื่องจากไม่ต้องไปอ้อมที่ช่องแคบมะละกาทำให้สามารถประหยัดเวลาได้ 4-5 วัน แต่ความเป็นจริงแล้วเส้นทางเดินเรือที่เป็นเส้นตรงจะทำให้ระยะทางไม่ต่างกันมากนัก และจะประหยัดระยะเวลาเพียง 8 – 16 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งถ้าคิดเรื่องเวลาการขนย้ายสิ่งของขึ้นลงอาจจะใช้เวลามากกว่าด้วยซ้ำ

“แล้วจริง ๆ ที่บอกว่าช่องแคบมะละกามันแคบจริง ๆ แล้วมันไม่แคบและก็ไม่ได้แออัด ที่บอกว่าแออัดก็เพราะคนที่ไปดูงานไปยืนถ่ายรูปอยู่หัวต้นน้ำที่สิงคโปร์ เห็นเรือจอดเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ลำ แต่นั้นคือเรือจอดเป็นที่อยู่อาศัย เรือจัดทำสินค้า แต่ช่องแคบมะละกาจริง ๆ ที่เป็นช่องทางเดินเรือ หรือที่เราเรียกว่า boat lane มันมีความกว้างประมาณ 1.8 กม. เกือบ 2 กิโล เขาก็แบ่งเป็น boat lane ให้เรือวิ่งซ้าย ขวา ช่องหนึ่งกว้างตั้ง 1 กิโล ถ้าแออัดก็แบ่งเป็น 4 boat lane ช่องละ 500 ม. 

แล้วจริง ๆ ช่องแคบมะละกามีเรือแล่นผ่านเฉลี่ย 80,000 ลำต่อปี หรือประมาณ 120-200 ลำต่อวันเท่านั้น และต่อให้เรือทั้งหมดเปลี่ยนมาใช้เส้นทางแลนด์บริดจ์ทั้งหมดผลกระโยชน์ต่อเศรษฐกิจก็ไม่ได้มากมายถึงขนาดนั้น ตู้สินค้าที่จะก่อให้เกิดรายได้คือตู้ที่ไม่ข้ามไปข้ามมา แต่ตู้ที่ยกขึ้นยกลงไม่ก่อให้เกิดรายได้อะไรมากมาย สูงสุดที่จะได้ไม่เกิน 5 พันบาทต่อตู้” ผู้เชี่ยวชาญการบริหารงานท่าเรือและขนส่งทางทะเล กล่าว

“สรุปสั้นๆ นะ สมมติฐานโจทย์ที่ตั้งกันมาผิดทุกข้อ ช่องแคบมะละกาไม่ได้แออัด ปริมาณเรือไม่ได้มาก ช่องแคบมะละกาไมได้แคบ ไปทางด้ามขวานเราจะช้ากว่าด้วยเพราะต้องหลีกแท่นขุดเจาะอีก 4-5 ชั่วโมง คอยคิวนำร่องอีก ยืนยันฟันธงเลยเพราะมันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ สรุปว่าไปมะละกาไวกว่า” พล.ร.ต.จตุพร กล่าว

นอกจากนั้น อัตถพงษ์ กล่าวว่าที่รัฐบาลบอกว่าโครงการนี้จะเกิดการจ้างงานกว่า 3 แสนอัตรา ตนมองว่าคนที่อาจจะได้รับประโยชน์จากการจ้างงานอาจจะไม่ใช่คนไทยแต่เป็นคนงานจากต่างประเทศและจะมาแย่งงานคนไทยด้วย

สมบูรณ์ คำแหง (ภาพ : สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

ปัญหาสำคัญ “ข้อมูลโครงการไม่ชัดเจน”

การให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจนจากหน่วยงานรัฐถือว่าเป็นหนึ่งในปัญหาที่ถูกพูดถึงในเวที โดย สมบูรณ์ คำแหง ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน กล่าวในเวทีว่า ตอนนี้ในพื้นที่มีการดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแล้วอย่างน้อย 3 โครงการ ได้แก่ โครงการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมท่าเรือน้ำลึกทั้งจากฝั่งชุมพร-ระยอง ซึ่งมี สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นหน่วยงานดำเนินการโดยได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นไปแล้วหลายครั้ง โครงการศึกษาเส้นทางรถไฟที่จะเชื่อมท่าเรือทั้ง 2 ฝั่งโดยการรถไฟก็ยังมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นบ้างประปราย และโครงการศึกษาเส้นทางมอเตอร์เวย์ 

ทั้ง 3 โครงการมีการดำเนินการในเวลาเดียวกัน และมีจุดอ่อนเหมือนกันคือ โครงการแลนด์บริดจ์ถือว่าเป็นโครงการเมกะโปรเจค มีหลายโครงการรวมด้วยกัน และจะตามมาด้วยส่วนอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งโรงไฟฟ้าที่จะรองรับการเกิดขึ้นของกิจกรรมต่าง ๆ เแหล่งน้ำที่จะมารองรับจะต้องสร้างเขื่อนหรือไม่ การระเบิดหินที่จะมาใช้โครงกานี้ มีถมทะเล สร้างเส้นทางรถไฟ คิดว่าในพื้นที่จะมีโครงการที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง แต่ว่าการจัดเวทีรับฟังกลับทำเป็นส่วน ๆ แยกกันศึกษาไม่มีการพูดถึงเรื่องทั้งหมด จะบอกแค่สิ่งที่จะเกิดในโครงการย่อย ๆ เท่านั้น นอกจากนั้นบางเวทีก็จะพูดถึงแต่ข้อดีไม่พูดถึงผลกระทบด้านลบที่จะเกิดขึ้นด้วย

“สิ่งที่เราเรียกร้องคือโครงการไม่ควรแยกกันศึกษา เพราะจะเกิดความไม่ชัดเจน ทำให้ประชาชนในพื้นที่สับสน ทำให้ชาวบ้านไม่เห็นภาพใหญ่ว่าสุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง สิ่งแวดล้อมจะเป็นยังไง สุขภาพจะเป็นยังไง” สมบูรณ์ กล่าว

“อีกหนึ่งเรื่องที่ยังไม่มีความชัดเจนในรายงานของ สนข. ก็คือเรื่องของสาธารณูปโภคที่ยังมีความไม่ชัดเจน ถ้ามองทางฝั่งระยอง-ชุมพรจะเห็นว่าไม่มีแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ ก็ต้องมีการพัฒนาแหล่งน้ำซึ่งจะต้องเสียแหล่งพื้นที่ป่าอีกหรือไม่ แล้วจะได้ปริมาณน้ำเพียงพอหรือไม่ก็ยังไม่รู้ การจัดการน้ำเสีย และของเสียที่มาจากเรือก็ยังไม่มีข้อมูลชัดเจน แล้วถ้ามีการขนส่งวัสดุมีพิษมาเราจะมีการจัดการอย่างไรหากมีการตกค้างในพื้นที่ก็ยังคงไม่ถูกพูดถึง 

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมีแผนการจัดการผังเมืองหรือยังซึ่งถ้าเมืองหลังท่าเกิดขึ้นแต่ยังไม่มีการจัดการให้ชัดเจนก็มีความเป็นไปได้มากว่าจะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป” ศักดิ์อนันต์

(ภาพ : สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

สิ่งที่ต้องทำศึกษาข้อมูลให้ชัด

“กระบวนการศึกษาทั้งหมดที่ทำไปแล้วใช้ไม่ได้แน่นอนเนื่องจากมีความล้มเหลวในเรื่องการมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นถ้ารัฐจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์จริง ๆ ก็ควรหยุดกระบวนการปัจจุบันก่อนและหันมาศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ที่มีทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพ โดยอาจจะต้องสร้างกระบวนการที่แตกต่างไปจากการศึกษาทั่ว ๆ ไป เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีว่ากระทบการศึกษาในปัจจุบันทั้ง EIA EHIA ก็รู้กันดีว่ามีปัญหา ถ้าจะทำต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการ มีนักวิชาการที่รู้จริง กลไกในการศึกษาก็ควรเป็นอิสระ

การให้ข้อมูลที่ชัดเจนจะทำให้ชาวบ้านรู้ว่า โครงการนี้จะเกิดผลกระทบต่อภาพรวมในพื้นที่อย่างไร ทำให้ชาวบ้านในพื้นท่ีสามารถตัดสินใจได้ว่าอยากจะมีหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ควรจะมีสิทธิตัดสินใจมากที่สุดก็คือคนในพื้นที่” สมบูรณ์ กล่าว

“โครงการนี้ที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดความเสียทั้งทางบกและทางทะเลควรจะต้องมีการทบทวนแล้วทบทวนอีกว่าจะคุ้มไหมในเชิงของประโยชน์ของประชาชนในส่วนมาก ถ้ามีโครงการไหนที่ไม่มีความแน่นอนว่าจะมีประโยชน์ไหมก็อยากให้รัฐกลับไปพิจารณาอีกครั้ง และไปหาข้อมูลว่าโครงการนี้มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม และสังคมมากน้อยขนาดไหน โดยจากการรับฟังในหลาย ๆ ด้านแล้วก็ยังพบว่าโครงการนี้ยังมีความน่ากังขาในอีกหลาย ๆ เรื่อง” ดร.ชวลิต กล่าว

“ผมคิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่จะทำลายระบบนิเวศทางทะเลครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ ถ้าเราบอกว่าเราจะยอมเสียระบบนิเวศตรงนี้ก็อยากจะขอให้ศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนว่าเราจะสูญเสียอะไรไปบ้าง คุ้มไหมที่จะเสียตรงนี้ไปกับการพัฒนา

ถ้าเราจะทำลายระบบนิเวศที่ดีที่สุดของประเทศอยากให้นักวิชาการทางทะเลที่เก่งที่สุดในประเทศมารวมตัว และมาศึกษาให้ข้อมูลว่าคุ้มค่าจริงหรือไม่” ดร.ศักดิ์อนันต์ กล่าว

(ภาพ : สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

เสนอให้เน้นการพัฒนาที่สอดคล้องบริบทพื้นที่ 

การพัฒนาเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการแต่การพัฒนานั้นควรจะเป็นอย่างไร อัตถพงษ์ กล่าวว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ ปี 2566-2570 ซึ่งมีสาระสำคัญที่จะเน้นการพัฒนาให้ภาคใต้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งเกษตรกรรม โดยการยกระดับการท่องเที่ยว ฟื้นฟูทรัพยากรธธรรมชาติ ส่งเสริมสินค้าเกษตรปลอดภัย ซึ่งอาจจะเป็นแนวทางหนึ่งของการพัฒนาในบริบทที่หมาะสมกับพื้นที่ภาคใต้

ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับความเห็นของ ดร.พิรียุตม์ วรรณพฤกษ์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ที่มองว่าในพื้นท่ีก็ยังต้องการการพัฒนาแต่การพัฒนาก็ต้องมีความเหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งอาจจะต้องลองกลับไปดูโครงการที่มีขนาดเล็กกว่านี้แต่ตอบโจทย์ความต้องการ ไม่ใช่โครงการใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์แต่อาจจะไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับท้องถิ่น 

เศรษฐา ทวีสิน (ภาพ : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล)

ไม่หยุด ยังผลักดันต่อ เศรษฐา เตรียมนำแลนด์บริดจ์ไปขายที่อิตาลี

วันนี้ (15 พฤษภาคม 2567) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงาน SUBCON Thailand 2024 ตอนหนึ่งถึง โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ ว่า โครงการ Landbridge มีความสำคัญกว่าซื้อเรือดำน้ำและเครื่องบินรบโดยรัฐบาลพร้อมผลักดันเพื่อทำให้ไทยมั่นคงในเวทีการค้าโลกและก้าวขึ้นเป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชียให้ได้

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 17-21 พ.ค. 2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางไปอิตาลีเพื่อหารือกับจอร์จา เมโลนี นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอิตาลี โดยในโอกาศนี้นายกฯ จะเชิญชวนภาคเอกชนอิตาลีให้เข้ามาลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ด้วย