“หนักทั้งภาค-ไม่แค่เชียงใหม่-เสนอ 4 ปัจจัยปลดล็อก” ก้าวไกลสรุปสถานการณ์ฝุ่น 67

พรรคก้าวไกลเปิดรายงานสถานการณ์ไฟป่า-ฝุ่นพิษ 67 เผย ฝุ่น-ไฟเหนือยังวิกฤต หลายพื้นที่เกินค่ามาตรฐานติดต่อกันนานกว่า 80 วัน – อ.ปาย แม่ฮ่องสอน ค่าฝุ่นเกิน 4 เท่าของค่ามาตรฐานถึง 15 วัน – ปัญหาฝุ่นมีแนวโน้มจะขยายไปรุนแรงที่อีสานมากขึ้น

“ปัญหาใหญ่ยังเป็นเรื่องการจัดการงบไม่ถูกจุด และการไม่กล้าประกาศเขตภัยพิบัติ” ก้าวไกลระบุ พร้อมเสนอแนวทางปลดล็อกด้วย 4 ปัจจัย “อาสาสมัคร – เทคโนโลยี/อุปกรณ์-งบกระจาย/เพียงพอ-มาตรการกฎหมาย” ที่มาทันการณ์

(ภาพ : สถานีฝุ่น)

หนักทั้งภาค-ไม่แค่เชียงใหม่

“ปัญหาฝุ่น PM2.5 ปี 2567 ในพื้นที่ภาคเหนือยังคงรุนแรงทั่วทั้งภาค หลายพื้นที่รุนแรงไม่น้อยกว่าที่เชียงใหม่ ภาคเหนือตอนล่างเริ่มได้รับผลกระทบที่ยาวนาน และปัญหาฝุ่นเริ่มเข้าไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น” 

เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center สรุปสถานการณ์ฝุ่นภาคเหนือในเวที “เปิดรายงานก้าวไกล สถานการณ์ไฟป่า-ฝุ่นพิษ’67 และข้อเสนอต่อรัฐบาล” ณ SOL Bar Chiang Mai จ.เชียงใหม่ วันนี้ (10 พ.ค. 2567)

เดชรัตน์ กล่าวถึงสถานการณ์ภาพรวมฝุ่น PM2.5 และไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือว่า จำนวนวันที่ฝุ่น PM2.5 สูงกว่าค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 37.5 มคก./ลบ.ม. ยังคงสูงในหลายจังหวัด โดยจากการเก็บข้อมูลในช่วงฤดูฝุ่นในช่วง 8 ก.พ. – 30 เม.ย. 2567 (83 วัน) พบว่าหลายพื้นที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานติดต่อกันหลายวันไล่มาตั้งแต่ อ.เมือง จ.น่าน ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานติดกัน 81 วัน จาก 83 วัน (คิดเป็น 98%) อ.แม่สาย จ.เชียงราย 77 วัน จาก 83 วัน (93%)

ต่อมาในด้านความรุนแรง ผู้อำนวยการ Think Forward Center กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ถือว่าหนักเช่นกันเนื่องจากมีหลายพื้นที่ค่าฝุ่นเกินกว่า 75 มคก./ลบ.ม. หรือ 2 เท่าของค่ามาตรฐาน อาทิ จ.แม่ฮ่องสอน จาก 83 วันที่เก็บข้อมูลมีถึง 51 วันที่ค่าฝุ่นเกินกว่า 2 เท่าของค่ามาตรฐาน คิดเป็น 61% 

“สำหรับความรุนแรงสูงสุดซึ่งก็คือ สีม่วง ค่าฝุ่นมากกว่า 4 เท่าของค่ามาตรฐาน (มากกว่า 150 มคก./ลบ.ม.) จะเห็นว่าพื้นที่ที่โดนหนักคือที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และอ.เมือง จ.ชียงใหม่ ค่าฝุ่น PM2.5 มากกว่า 150 มคก./ลบ.ม. ถึง 15 วัน และ 14 วัน ตามลำดับ อ.แม่สาย จ.เชียงราย 12 วัน อ.เชียงของ จ.เชียงราย 8 วัน 

นอกจากนั้นพื้นที่ท่ีมีความรุนแรงส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ขอบชายแดนโดยถ้าดูข้อมูลจุดความร้อนของประเทศเพื่อนบ้านก็จะเห็นว่ามีความสอดคล้องกับช่วงที่ค่าฝุ่นในจังหวัดชายแดนเกินค่ามาตรฐานสูงจึงเป็นที่มาว่าทำไมเราจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษนี้ด้วยตัวคนเดียวได้” ผู้อำนวยการ Think Forward Center กล่าว

สำหรับกรณีจุดความร้อน เดชรัตน์ สรุปว่า จุดความร้อนในภาคเหนือยังไม่ลดลงในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่เกษตร ในเขตสปก. 

“จังหวัดเชียงใหม่จุดความร้อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ถือว่าลดลงเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ภาครัฐค่อนข้างให้ความสำคัญแต่พื้นที่ป่าสงวน พื้นที่สปก. หรือพื้นที่เกษตรจุดความร้อนจะเพิ่มขึ้น ส่วนจังหวัดที่ไม่ได้เป็นกลุ่มเป้าหมายของภาครัฐอย่างแม่ฮ่องสอนจุดความร้อนจะเพิ่มขึ้นทุกพื้นที่” เดชรัตน์ กล่าว

(ภาพ : พรรคก้าวไกล เชียงใหม่)

“เงินลงไม่ตรงจุด-ไม่กล้าใช้เงิน-ไม่ประกาศเขตภัยพิบัติ” ปัญหาสำคัญ

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคก้าวไกล กล่าาว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้การแก้ปัญหาฝุ่นและไฟไม่สำเร็จ คือ งบประมาณที่รัฐบาลยังจัดการอย่างไม่ตรงจุดโดยหน่วยงานในท้องถิ่นที่ขณะนี้ได้รับหน้าที่ให้ดูแลไฟป่ากลับได้งบจัดการไฟป่า 1.8 ล้านบาทต่อตำบล ซึ่งถือว่าไม่เยอะหากเทียบกับจำนวนงบกลาง 272 ล้านบาทที่รัฐบาลจัดสรรให้กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการจัดการไฟป่า

นอกจากงบจะน้อยแล้วยังมีการจัดการไม่เท่าเทียม คือ มีการจ่ายงบประมาณเพิ่มเติมให้กับจังหวัดเชียงใหม่เพียงจังหวัดเดียวเป็นเงินประมาณ 128 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน เชียงราย ลำปาง ก็เจอปัญหาหนักเช่นกันแต่กลับไม่ได้งบจัดการตรงส่วนนี้

“ณ ตอนนี้เราคงเห็นแล้วว่าการให้งบประมาณกระทรวงทรัพฯ 272 ล้าน กับการให้งบจังหวัดเชียงใหม่เพียงจังหวัดเดียว 128 ล้าน รวมกว่า 400 ล้านบาทเพียงพอและสะท้อนความรุนแรงของปัญหา PM2.5 แล้วหรือยัง” ภัทรพงษ์ กล่าว

“นอกจากนั้นสิ่งหนึ่งที่หลายคนตั้งคำถามมาก ๆ ในช่วงที่ผ่านมาก็คือการประกาศเขตภัยพิบัติ ซึ่งถ้าจังหวัดประกาศนอกจากจะมีเงิน 20 ล้านบาทที่จังหวัดจะใช้ได้แล้ว ยังมี 50 ล้านบาทจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย (ปภ.) มี 10 – 50 ล้านบาทที่กระทรวงต่าง ๆ สามารนถแจัดสรรมาช่วยได้ และหากยังไม่พอก็มีอีกกว่า 100 ล้านบาท อยู่ที่สำนักนายกฯ แต่เรากลับไม่สามารถใช้งบตรงนี้อย่างมีประสิทธิภาพเลย

ซึ่งเกณฑ์ในการประกาศเขตภัยพิบัติคือ ถ้าค่าฝุ่นเกิน 150 มคก./ลบ.ม. ติดต่อกันเกิน 5 วัน สามารถประกาศเขตภัยพิบัติได้เลย แม่ฮ่องสอน เชียงราย เข้าเกณฑ์บ่อยมากแต่ไม่มีการประกาศ ” ภัทรพงษ์ กล่าว

ภัทรพงษ์ กล่าวถึงปัญหาของการที่ไม่มีการประกาศเขตภัยพิบัติว่า จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เขาบอกว่าหากประกาศไปแล้วและใช้เงินตรงนี้แต่ไม่เข้ากับระเบียบกรมบัญชีกลางเขาจะต้องควักเงินตัวเองใช้คืน ซึ่งปัญหาตรงนี้คีอการไม่มีระเบียบกลางว่าจะใช้เงินอย่างไรได้บ้าง ซึ่งก็ติดตรงกรมบัญชีกลางที่ยังไม่กำหนดหลักเกณฑ์มาว่าจะใช้เงินอย่างไรได้บ้างในเรื่อง PM2.5 ทั้ง ๆ ที่ ปภ. ก็ทำหนังสือไปแล้วให้กำหนดเกณฑ์การใช้เงิน

“การใช้เงินอย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเนื่องจากรัฐบาลไม่เข้าใจปัญหา และการที่ไม่กล้าใช้เงินเนื่องจากกลัวผิดระเบียบ คือปัญหาที่เราเจอในปีนี้ที่ทำให้ปัญหาฝุ่นและไฟยังไม่สามารถจัดการได้ ” ภัทรพงษ์ กล่าว

(ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)

เสนอปลดล็อกด้วย 4 ปัจจัย ฤดูฝุ่นหน้า

“บทเรียนที่ได้รับจากการทำงานในพื้นที่และในรัฐสภา เราพบว่าสิ่งที่จำเป็นในการแก้ไขปัญหา PM2.5 มี 4 ส่วนคือ 1. อาสาสมัคร 2. เทคโนโลยีและอุปกรณ์ อาทิ โดรนที่ทำให้เรารู้ว่าจุดไฟไหม้อยู่ตรงไหนทำให้ประหยัดเวลาในการเข้าถึงไฟ 3. งบประมาณที่ต้องกระจายไปทุกจุดอย่างเพียงพอ 4. มาตรการและกฎหมาย โดยทั้ง 4 อย่างนี้จะต้องดำเนินการอย่างทันการณ์ ซึ่งปี 2567 เราได้มาตรการเหล่านี้มาบางส่วนแต่มันยังไม่ทันการณ์

ทั้ง 4 อย่าง เราเห็นว่าอาสาสมัครถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดเนื่องจากสามารถเข้าถึงไฟ เข้าไปทำแนวกันไฟได้ แต่การที่จะทำให้อาสาสมัครมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ อาสาสมัครต้องมีความรู้ความชำนาญ มีอุปกรณ์ที่ดี และต้องมีสวัสดิการที่ดีด้วยซึ่งจะโยงไปกับเรื่องของงบประมาณและการออกกฎหมายที่ตรงจุด

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำในปีหน้าคือการเตรียมพร้อมอาสาสมัครทั้งทักษะ อุปกรณ์และสวัสดิการ  เทคโนโลยีอุปกรณ์ก็ต้องพร้อมซึ่งจะมาพร้อมกับงบประมาณและมาตรการต่าง ๆ ที่ต้องมาอย่างทันการณ์” เดชรัตน์ กล่าว

รับชมเวที “เปิดรายงานก้าวไกล สถานการณ์ไฟป่า-ฝุ่นพิษ’67 และข้อเสนอต่อรัฐบาล”