ยังดับไม่หมด “ไฟไหม้วินโพรเสส” ชาวระยองแจ้งดำเนินคดี “กรม รง.-อุตฯ”

ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บสารเคมี “วินโพรเสส” อ.บ้านค่าย ระยองแจ้งความดำเนินคดี “อธิบดีกรมโรงงาน-อุตสาหกรรมระยอง” เหตุปล่อยปะละเลย

ขณะรายงานพื้นที่เผยไฟยังดับไม่หมดในวันนี้ วันที่ 3 หลังเกิดเหตุ ด้านอุตสาหกรรมระยองเผยผลสันนิษฐานสาเหตุ-ลักษณะเพลิงไหม้ “ไหม้เองยาก ส่อถูกจุดมากกว่า-ลุกลามผิดปกติ” 

“หวั่นผลกระทบสุขภาพ โดยเฉพาะระยะยาว” มูลนิธิบูรณะนิเวศชี้

ด้านผู้บริหารวินโพรเสสขยับชี้แจง “ไม่ได้จัดฉากเผา-ไม่ได้หนี-ไม่มี-(ยัง)ไม่จ่าย” 

นราวิชญ์ เชาวน์ดี รายงาน

(ภาพ : ประชาสัมพันธ์จังหวัดระยอง)

แจ้งดำเนินคดี “อธิบดีกรมโรงงาน-อุตฯ ระยอง”

ช่วงเช้าวันนี้ (24 เม.ย. 2567) อนันต์ ประกอบสุข และชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานเก็บกากสารเคมีอุตสาหกรรม บ.วินโพรเสส ม.4 ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง จากบ้านหนองพะวา หมู่ที่ 4 และบ้านโขดกลาง หมู่ที่ 8 ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านค่ายให้ดำเนินคดีกับ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (จุลพงษ์ ทวีศรี) และอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ฐานปล่อยปะละเลยให้โรงงาน บ.วินโพรเสส เก็บสารเคมีอุตสาหกรรมไว้จนเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น 

“ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานมานานกว่า 10 ปี พอมาเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น ทำให้ชาวบ้านรับไม่ได้ จึงได้มารวมตัวกัน เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง และขอเรียกร้องให้ทางภาคราชการลงมาแก้ไขปัญหาโดยด่วน เพื่อให้ไฟที่ไหม้ดับสนิท และไม่ให้ควันพิษส่งผลกระทบกับชาวบ้าน 

ขณะนี้ชาวบ้านหลายครัวเรือนได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้โรงงาน ยังไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้ ต้องไปอาศัยอยู่บ้านญาติ เนื่องจากควันไฟยังปกคลุมบ้านเรือนอยู่ โดยเฉพาะที่กลัวหากฝนตกลงมาแล้ว จะชะล้างสารเคมีในโรงงานไหลลงมากระทบกับชาวบ้าน และสิ่งแวดล้อม ขอให้เร่งดับไฟ และควันพิษ และเร่งขนย้ายสารเคมีออกไปให้หมด พร้อมหาแนวทางเยียวยาชาวบ้านด้วย” อนันต์ กล่าว 

เบื้องต้น ร.ต.อ.วิทยา กุลบุญ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.บ้านค่าย ได้แนะนำให้ชาวบ้านไปตรวจสุขภาพ เพื่อนำใบรับรองการตรวจสุขภาพ เพื่อนำมาประกอบการแจ้งความ โดยขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 สภ.ในพื้นที่ คือ สภ.บ้านค่าย และ สภ.หนองกรับ รอรับแข้งความที่ที่ทำการ อบต.บางบุตร 

(ภาพ : นราธิป ทองถนอม มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

ยังไม่สามารถดับหมด ในวันที่ 3

สถานการณ์เพลิงไหม้โรงงานเก็บกากสารเคมีอุตสาหกรรม บ.วินโพรเสส ม.4 ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย ยังคงไม่ยุติตามที่ กัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัด​ระยอง ผู้อำนวยการศูนย์บัญชาการกรณีเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานเก็บกากสารเคมีอุตสาหกรรม บ.วินโพรเสส ม.4 ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย คาดการณ์เอาไว้เมื่อวานนี้  

“เช้าตรู่วันนี้ ( 24 เม.ย. 2567) ไฟยังคงลุกไหม้บริเวณโกดัง 5 ภายในโรงงานบริษัท วิน โพรเสสฯ บ้านหนองพะวา ต. บางบุตร อ. บ้านค่าย จ. ระยอง ซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่สุดของโรงงานแห่งนี้ และมีกองถังแกลลอนขนาดสองร้อยลิตรจำนวนมากกองทับซ้อนกัน เกิดเหตุปะทุลุกขึ้นมาอีกตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 23 เม.ย. 2567” 

มูลนิธิบูรณะนิเวศซึ่งติดตามสถานการณ์ในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องเปิดเผยถึง สถานการณ์เพลิงไหม้วินโพรเสสฯ ที่ลุกไหม้ตั้งแต่ 09:00 น. ของวันนี้ 22 เม.ย. 2567

“เมื่อคืนสามารถดับไฟโกดัง 5 นี้ได้แล้วในช่วงค่ำ หลังจากที่ได้ระดมฉีดน้ำเข้าไปลดความร้อนของกองเชื้อเพลิงด้านล่าง แล้วฉีดโฟมคลุมด้านบนกันอากาศเข้า อย่างไรก็ตาม ต่อมาในช่วงก่อนรุ่งเช้าได้รับรายงานว่า มีไฟปะทุขึ้นมาอีกและยังคงเผาไหม้จนถึงเช้านี้

ในแง่ขอบเขตของไฟไหม้เท่ากับจำกัดวงได้แล้ว ขณะนี้เหลือเพียงจุดของโกดัง 5 เท่านั้น จะไม่มีการลุกลามออกไปนอกบริเวณโกดัง 5 นี้ เนื่องจากเป็นจุดที่มีเชื้อเพลิงคงเหลือจำนวนมาก และมีความร้อนอยู่ด้านล่าง อันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แม้ดับเปลวไฟด้านบนได้ แต่ก็อาจเกิดการกลับมาปะทุอีก” ประเสริฐ เหนือแสน ชุดดับเพลิงที่มาจากจันทบุรี ให้สัมภาษณ์กับมูลนิธิบูรณะนิเวศ

“สถานการณ์ล่าสุดยังคงมีไฟลุกเป็นจุด ๆ ในโรงงาน และยังพบควันขาวลอยอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ใช้รถแบ็คโฮเกลี่ยกองไฟให้กระจายแล้วฉีดน้ำสเปรย์ไปด้วย ส่วนจุดที่เป็นสารเคมีที่เรียกว่า อะลูมิเนียม ดอส หรือ เป็นเหล็กผสมจากขบวนเผาไหม้ ใช้ดินกลบ โดยขนดินและทรายโดยรถบรรทุกเข้าไป เพื่อเร่งให้ไฟดับและควันไม่กระทบชาวบ้าน เนื่องจากใช้น้ำไม่ได้” โกเมน ผิวพุ่ม ผู้ช่วยอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง กล่าวหลังลงพื้นที่ไปตรวจสอบโรงงานฯ เพจ ประชาสัมพันธ์จังหวัดระยอง รายงาน 16:00 วันนี้ 

ล่าสุดไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการระยองให้สัมภาษณ์หลังจากประชุมคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานวิน โพรเสสฯ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ. ระยอง เมื่อ 16:30 น. ผ่านทางเพจ ZOOM Rayong ว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงแจ้งว่าจะสามารถดำเนินการดับเพลิงได้สนิทภายใน 5 ชั่วโมงนับจากนี้

(ภาพ : นราธิป ทองถนอม มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

“ไม่ได้จัดฉากเผา-ไม่ได้หนี-ไม่มี-ไม่จ่าย” ผู้บริหารวินโพรเสสขยับแจง

“ตั้งแต่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ตนในฐานะหนึ่งในกรรมการผู้ถือหุ้นได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันและให้ข้อมูลกับตำรวจไว้ทั้งหมดแล้วยืนยันว่าตั้งแต่เกิดเหตุก็ไม่ได้หายไปไหนยังคงเดินทางเข้ามาบริเวณโรงงานอยู่ตลอดเวลาและรู้สึกไม่สบายใจพร้อมอยากจะขอโทษชาวบ้านที่โรงงานเป็นต้นเหตุให้เกิดความเดือดร้อน

ส่วนประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยและตั้งข้อสังเกตว่าโรงงานที่ถูกศาลสั่งยุติดำเนินกิจการไปแล้วกว่า 2 ปี และถูกตัดไฟฟ้าอาจจะจัดฉากวางเพลิงเผาโรงงานตัวเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดกากสารเคมี ยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้น เพราะค่าใช้จ่ายในการกำจัดสารเคมีของโรงงานตนเองก็ได้ติดต่อบริษัทที่จะมารับจากสารเคมีไปกำจัดอยู่แล้ว ซึ่งก็ได้ชำระค่าใช้จ่ายไปส่วนนึงแล้วประมาณ 50% ทำเอกสารสัญญาไว้ทั้งหมดจึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมาจากฉากเผาสารเคมีในโรงงานตัวเองเพื่อลดค่าใช้จ่าย

สำหรับเรื่องของการจ่ายเงินเยียวยาให้กับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจำนวน 15 รายที่ศาลตัดสินไปเมื่อปี 2566 ที่ทางโรงงานยังไม่มีการจ่ายเงินให้ เรื่องนี้ก็ต้องขอความเห็นใจเพราะว่าโรงงานถูกศาลสั่งให้ยุติดำเนินกิจการไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินส่วนไหนมาจ่ายให้ชาวบ้านได้ทั้งหมดซึ่งตอนนี้ก็ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการของกฎหมายดำเนินการไป” โอภาส บุญจันทร์ 1 ในกรรมการผู้ถือหุ้นบริษัท วินโพร เสส จำกัด เปิดเผยกับ สำนักข่าววันนิวส์

(ภาพ : กรมควบคุมมลพิษ)

“ไหม้เองยาก ส่อถูกจุดมากกว่า-ลุกลามผิดปกติ” อุตสาหกรรมระยองเผย 

ขจรพงศ์ ศิริวิสูตร วิศวกรชำนาญการ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ตั้งข้อสังเกตว่า เพลิงไหม้ในครั้งนี้อาจจะไม่ได้เกิดจากการลุกไหม้ด้วยตัวเองเนื่องจากช่วงเวลาที่เริ่มเห็นกลุ่มควันบริเวณโกดังหมายเลข 5 ที่เป็นต้นเพลิงคือช่วงเวลาประมาณเกือบ 9.00 น ของวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งปกติแล้วอุณหภูมิจะยังไม่สูงมาก

“ประเด็นนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรมตั้งข้อสังเกตว่า หากสาเหตุของเพลิงไหม้มาจากอุณหภูมิที่ร้อนและสะสม ช่วงเวลาดังกล่าวอาจไม่สมเหตุสมผล รวมไปถึงกากอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใน แม้จะเป็นน้ำมันที่ใช้แล้ว รวมสารเคมีกรดด่าง แต่ก็เป็นสารเคมีที่ติดไฟยากขณะที่จุดนี้มีการเก็บสารที่เป็นของเหลวไว้ในถังที่มิดชิดจึงยากที่จะติดไฟ

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือการลุกลามของไฟจากโกดังต้นเพลิงไปยังโกดังอื่น ๆ ภายในโรงงาน แต่ละจุดมีถนนกั้นกลาง ซึ่งกว้างพอที่จะป้องกันการลามของไฟ จึงตั้งข้อสังเกตว่าการลุกลามของเพลิงไหม้ผิดปกติ” วิศวกรชำนาญการ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์กับ Thai PBS

สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ได้ตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่ากรณีนี้อาจมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดจากมีผู้ลักลอบจุดไฟหรือทำให้เกิดประกายไฟโดยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตรวจสอบให้ชัดเจน

“ช่วงก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้อุณหภูมิในบรรยากาศด้านนอกอาคารอยู่ระหว่าง 33-35 องศา โดยไฟเริ่มไหม้ที่โกดังที่ 5 ซึ่งเก็บสารเคมีและกากอุตสาหกรรมบางประเภท อาทิ เศษวัสดุ เศษพลาสติก กองยิป ซั่ม เถ้าลอย และถังแกลลอนใส่สารเคมีเหลวประมาณ 1000 ลิตร จะเห็นว่าส่วนใหญ่ไม่ใช่เชื้อเพลิงที่ลุกติดไฟได้เองโดยปราศจากประกายไฟ แต่อาจมีไอระเหยของสารเคมีเหลวฟุ้งกระจายในโกดังได้ แต่ตามหลักการที่อ้างอิง OSHA (มาตรฐานสำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา) เสนอแนะว่าสารที่จะติดไฟได้เองโดยไม่มีประกายไฟ (self Auto ignitation) จะต้องได้รับความร้อนอย่างน้อยต้องมีอุณหภูมิ 54.4 องศาโดย สารที่ไวไฟ และติดไฟได้เองที่อุณหภูมิดังกล่าวโดยไม่มีประกายไฟ จะมีบางประเภทเช่น สารฟอสฟอรัส โปตัสเซี่ยม โซเดี่ยม เป็นต้น ซึ่งในโกดังดังกล่าวไม่มีสารประ เภทนี้อยู่เลย 

ขณะที่ในโกดังเองก็ถูกตัดไฟฟ้าไปแล้วจึงไม่มีทางเกิดไฟฟ้าซ๊อตได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้โกดังของโรงงานแห่งนี้ได้ถูกอายัดสารเคมีและกากอุตสาห กรรมไว้เนื่องจากถูกดำเนินคดีจากหน่วยงานราชการ จะต้องถูกขนย้ายออกไปกำ จัดให้หมดภายในเวลาที่กำหนด จึงห้ามคนภายนอกเข้า-ออกอย่างเด็ดขาด

ดังนั้น อาจสรุปได้ว่าไฟไหม้โกดังเก็บสารเคมีและกากอุตสาหกรรมที่ อ.บ้านค่าย จ. ระยองไม่ได้เกิดจากความร้อนของอากาศ แต่อาจจะมีผู้ไม่หวังดีลักลอบจุดไฟหรือทำ ให้เกิดประกายไฟมากกว่า

ที่ผ่านมากรณีโกดังหรืออาคารเก็บกากของเสียอุตสาหกรรมหรือสารเคมีเมื่อถูกดำเนินคดี และอายัดของกลางไว้เป็นเวลานานโดยขาดการดูแลเฝ้าระวังจากเจ้าหน้าที่ของรัฐมักจะเกิดไฟไหม้เป็นประจำ เช่น ไฟไหม้โกดังเก็บกากของเสียและสารเคมีที่ถูกอายัดไว้ที่ อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา ไฟไหม้โรงงานกำจัดและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมที่ถูกดำเนินคดีที่ อ. จอมบึง จ.ราชบุรี ไฟไหม้โรงงานเก็บกากอุตสาหกรรมที่ถูกดำเนินคดีที่ ปากช่อง จ. นครราชสีมา เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดจับใครไม่ได้เลย 

เพราะฉะนั้นกรณีนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องทำการหาหลักฐานและตอบคำถามให้ชัดเจนว่าเป็นการวางเพลิง หรือเกิดไฟลุกไหม้เองเพราะประชาชนเขารอคำตอบอยู่” นักวิชาการสิ่งแวดล้อม โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

“หวั่นผลกระทบสุขภาพ โดยเฉพาะระยะยาว” มูลนิธิบูรณะนิเวศ

“เจ้าหน้าที่ตรวจวัดคุณภาพอากาศจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ลงพื้นที่ตรวจคุณภาพอากาศในพื้นที่ โดยกระจายตรวจวัดในหลาย ๆ จุด และในรัศมีห่างจากโรงงานไกลขึ้นกว่า 10 กม. ซึ่งผลตรวจวัดค่าพบไม่เกินมาตรฐาน” ประชาสัมพันธ์จังหวัดระยอง รายงานในช่วงบ่ายวันนี้

ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้า เพจ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) สรุปผลการตรวจสอบคุณภาพอากาศโดยรอบบริเวณพื้นที่ชุมชนโดยรอบโรงงาน (ด้านท้ายลม) วันที่ 23 เมษายน 2567 เวลา 08.30 – 09.50 น. ในระยะห่างจากโรงงาน 350 เมตร ถึง 4.7 กิโลเมตร พบปริมาณไอระเหยสารเคมีเล็กน้อย อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ

ถึงแม้ว่ากรมควบคุมมลพิษจะรายงานว่าคุณภาพอากาศในพื้นที่ไม่เกินค่ามาตรฐานมาโดยตลอดแต่ชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังคงกังมีความกังวลเนื่องจากยังพบควันลอยมาจากจุดเกิดเหตุอยู่ 

ด้านเจ้าหน้าที่เทคนิคมูลนิธิบูรณะนิเวศได้ตรวจวัดคุณภาพอากาศเช่นกันและพบว่ารอบพื้นที่ไฟไหม้มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 1 – PM 10) สูงในพื้นที่รอบบริเวณไฟไหม้ รวมทั้งพบ VOCs หรือกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยปะปนในอากาศมีค่าสูงเกิน 200 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb) ทุกจุดตรวจ ไม่เว้นแม้แต่ที่วัดหนองพะวา ซึ่งเป็นศูนย์อำนวยการเหตุการณ์ครั้งนี้

“มูลนิธิบูรณะนิเวศมีความหวั่นเกรงว่า สภาพอากาศดังกล่าวอาจสร้างผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงโรงงานที่เกิดเหตุ เนื่องจากคุณภาพอากาศตามที่ตรวจวัดได้สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรังในระยะยาว

สำหรับอาการเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ อาการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ เช่น ระคายจมูก แสบคอ คอแห้ง ไอ คลื่นไส้ อาเจียน ฯลฯ และอาจมีอาการเวียนศีรษะ ผื่นคัน ภูมิแพ้ ส่วนผลกระทบระยะยาวนั้น เนื่องจาก VOCs มีสารเคมีบางชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็ง

มูลนิธิบูรณะนิเวศจึงขอเตือนและมีข้อแนะนำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัศมี 3 กิโลเมตรจากโรงงาน อพยพออกจากพื้นที่จนกว่ากองเพลิงจะมอดดับสนิท

ทั้งนี้สำหรับเจ้าหน้าที่และผู้มีจำเป็นต้องอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ควรใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม และพึงตระหนักว่าหน้ากากอนามัยป้องกันโควิดไม่สามารถป้องกันมลพิษได้” มูลนิธิบูรณะนิเวศ รายงาน

สำหรับความต่างของคุณภาพอากาศที่วัดได้ เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิบูรณะนิเวศและตัวแทนจากกรมควบคุมมลพิษ แจ้งภายหลังการประชุมคณะทำงานฯ ว่า เกิดจากช่วงเวลาที่วัดและบริเวณที่วัดต่างกัน ซึ่งมูลนิธิบูรณะนิเวศทำการวัดในช่วงเที่ยงคืนท่ีผ่ามมาซึ่งเกิดการปะทุของไฟ แต่ คพ. วัดค่าในช่วงเช้า