“หรือบางที ส่งออกต่างประเทศอาจเป็นทางออกกากแคดเมียม” ผู้ทรงคุณวุฒิ สวล.

แม้จะยอมรับว่า “ทำได้ไม่ง่าย” แต่การส่งออกไปต่างประเทศก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าพิจารณา ควบคู่ไปกับอีกหลาย ๆ ทางเลือกทางออก ที่ ณ วันนี้ “กำลังถกเถียง-ไร้ทางออกชัดเจนในหลากหลายมิติ” 

นราวิชญ์ เชาวน์ดี รายงาน หลากความเห็นล่าสุด ว่าด้วย “การวิเคราะห์สถานการณ์กากแคดเมียม-ปัญหา-ทางออก” วิกฤตกากอุตสาหกรรมแคดเมียม จากเวทีสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) วันนี้ 

(ภาพ : Sonthi Kotchawat)

เสนอส่งออกขนต่างประเทศ 

“โจทย์ที่แท้จริงตอนนี้ของกรณีกากแคดเมียมคือไม่ใช่การหาคนผิดแต่คือเราจะจัดการกากอย่างไร และทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจ เรื่องสำคัญตอนนี้คือทำอย่างไรไม่ให้เกิดอันตรายกับชุมชนและหาคนผิดไปพร้อมกัน” 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์  ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม และอดีตประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าววันนี้ (22 เม.ย. 2567) ภายในงานเสวนา “บทเรียนและทางออกการจัดการกากแคดเมียม” จัดโดย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าวต่อว่าปัจจุบันนโยบายในการจัดการกากแคดเมียมที่พบใน 3 จังหวัด สมุทรสาคร ชลบุรี และกรุงเทพมหานครฯ กว่า 12,500 ตัน จากปริมาณทั้งหมดที่ขนย้ายจากจังหวัดตาก 13,832 ตัน (ขาดอีกราว 1,250 ตัน ซึ่งหน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่าขณะนี้พบกากแคดเมียมครบแล้วแต่ส่วนต่างดังกล่าวเกิดจากปริมาณความชื้นที่ลดลง) คือการขนย้ายกลับและฝังกลบยังโรงงานต้นทางของบริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัดที่จังหวัดตาก แต่ปัจุบันหลุมดังกล่าวพังไปแล้วจากการขนย้ายจึงต้องซ่อมแซมก่อนซึ่งต้องใช้ระยะเวลาเช่นกัน

“นอกจากนั้นยังมีคนบอกว่าการจะซ่อมหลุมต้องทำอีไอเอไหม่ ถ้ามองในทางกฎหมายก็คือใช่ แต่ถ้ามองในมุมจัดการสิ่งแวดล้อม เราต้องทำให้เร็วที่สุด ทำให้กากมันหมดไปเร็วที่สุด ถ้าเราไปเน้นอีไอเอ มันจะทำให้ล่าช้า รวมถึงมีการแนะนำให้เอาคอนกรีตเสริมเหล็กไปคลุม แต่คอนกรีตมันแตกได้ ถ้าจะเอาไปฝังตรงนั้นก็อยากให้เอาดินคลุม ปลูกต้นไม้ ตอนนี้คิดว่าการเอาคอนกรีตคลุมไม่ไช้เรื่องที่ดี รวมถึงที่ตากก็คัดค้านแล้วตอนนี้ถ้าถามว่าการจัดการที่ดีที่สุดคืออะไร ในความเห็นส่วนตัวคิดว่า ถ้ามองเรื่องสิ่งแวดล้อมที่จะต้องแก้ปัญหาให้เร็วที่สุดคือการนำไปนอกประเทศที่เขาต้องการและมีศักยภาพพอ ซึ่งถ้าผลประโยชน์ที่เขาได้จากการขายแคดเมียมมันคุ้มเขาก็อาจจะรับ ในกรณีนี้รัฐอาจจะสามารถร่วมมือกับเอกชนได้หากคิดว่าทำเองจะเสียเวลามากเกิน

แต่อย่างไรก็ตามก็คาดว่าจะมีปัญหาตามมาคือจะมีเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยบางคนบอกว่าทำไม่ได้ ด้วยติดที่ปัญหาทางกฎหมายทั้งของชาติและระดับนานาชาติ  ซึ่งก็เข้าใจได้และเห็นใจด้วย

ถ้าเป็นปัญหาใหญ่ของชาติ เราก็ต้องแก้ของเราเอง โดยการแก้กฎหมายให้ทำได้ ผมเชื่อว่าในงานนี้ทั้ง ส.ส.และ ส.ว.รวมทั้งกฤษฎีกายินดีที่จะร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหานี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วและทันกาล 

แต่ถ้าถามว่าตอนนี้เราจะจัดกากแคดเมียมในภาพรวมทั้งหมดอย่างไร คิดว่าไม่มีใครรู้แม้กระทั่งรัฐ ทางที่ดีจึงคิดว่าควรให้ภาครัฐ และเอกชนมาคุยกันว่าควรจะทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์กับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด” ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าว

แต่การนำกากไปขายให้ต่างประเทศ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้ความเห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่จะไม่มีประเทศที่มีศักยภาพรับกากแคดเมียมดังกล่าวไป

“การนำกากแคดเมียมขายให้กับประเทศที่มีศักยภาพ คำถามที่สำคัญคือประเทศนั้นคือที่ไหน ที่ใกล้ ๆ ประเทศเราไม่มี ถ้าบอกว่าที่จีนส่วนตัวคิดว่าที่จีนเขาคงจะไม่รับ ถ้าจะรับเขาก็จะรับแต่แคดเมียมที่หลอมเรียบร้อยแล้ว คิดว่าจีนก็คงไม่กล้าหลอมเพราะกระบวนการหลอมนี่แหละที่ก่อมลพิษมาก” เพ็ญโฉม กล่าว

(ภาพ : สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย)

ต้องทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย การจัดการกากอุตสาหกรรมในประเทศ

สำหรับข้อเสนอของ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ต่อหนทางที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหามลพิษในประเทศไทยคือการดำเนินการบังคับคดีกับผู้ที่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเด็ดขาด

“กรณีกากแคดเมียม และกากอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นคิดว่าข้อแรกท่ีอยากเสนอคือต้องทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย หลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบก็ต้องทำให้เกิดขึ้นตามนั้น มีการดำเนินคดีเอกชนผู้ทำผิด สอบสวน ตรวจสอบการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐว่าเกิดขึ้นตรงจุดไหน 

สำหรับการจัดการกากแคดเมียมตนอาจจะไม่มีความรู้เพียงพอว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่คิดว่ามีหลักที่ต้องพิจารณาคือ กระบวนการต่าง ๆ ต่อจากนี้รัฐบาลต้องเปิดเผยให้ชัดเจน รายงานให้ประชาชนรับทราบเป็นระยะ ๆ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นประกอบ มีการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และอยากให้มีการนำเรื่องนี้มาเป็นกรณีนี้มาเป็นกรณีตัวอย่างและนำมาวางแผนการจัดการปัญหาด้านมลพิษที่จะเกิดต่อไป

เรื่องมลพิษสิ่งแวดล้อมในประเทศเป็นเรื่องที่ค้างคามานาน เจ้าหน้าที่ก็ไม่กล้าทำอะไรกับบริษัท ตราบใดที่เรามีกฎหมายแต่ทำอะไรไม่ได้จะทำให้คนไม่กลัว ยกตัวอย่างเช่นกรณีที่ วิน โพรเสส ที่วันนี้เกิดเหตุไฟไหม้ก็มีปัญหามาก เจ้าของก่อปัญหาไว้ในหลาย ๆ ที่ แต่ ณ วันนี้กฎหมายไทย ศาลตัดสินให้ชาวบ้านชนะ แต่เอาผิดไม่ได้ เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เป็นการท้าทายกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าไทยยังคงทำงานแบบปัจจุบัน กรณีปัญหาจะเกิดขึ้นอีกหลาย ๆ ครั้ง” ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าว

(ภาพ : นราธิป ทองถนอม มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

ต้องแก้อีกหลายข้อ หากต้องการหยุดปัญหามลพิษ

เพ็ญโฉม กล่าวว่า ในกรณีการจัดการกากอุตสาหกรรมที่เป็นปัญหาสะท้อนถึงความล้มเหลวกระทรวงอุตสาหกรรม มากว่า 30 ปี ถ้ากระทรวงยังปล่อยให้มีการจัดการกากตามที่ผ่านมาปัญหาจะยิ่งเพิ่มขึ้น 

“ตนเห็นด้วยว่าประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยเรื่องการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ. 2566 ถือว่าเป็นกฎหมายที่ดีถ้าเทียบกับประกาศกระทรวงอื่น ๆ แต่กฎหมายที่ดี แต่ต้องตามมาด้วยการบังคับใช้ที่ดี เจ้าหน้าที่ต้องมีความสื่อสัตย์จริงจัง สื่อและสังคมต้องหนุนหลังเจ้าหน้าที่ด้วย เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน

นอกจากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องออกกฎหรือระเบียบแยกให้ชัดเจนระหว่างโรงงานรีไซเคิลของเสียอันตรายและโรงงานรีไซเคิลทั่วไป เพราะปัจจุบันยังมีความทับซ้อนกันอยู่ ที่สำคัญอีกเรื่องคือต้องมีการแก้ไขพรบ. โรงงานในหลาย ๆ มาตราที่ปัจจุบันเอื้อให้เกิดปัญหามาก อาทิการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานถาวรแทบแบบเดิมท่ีต้องต่ออายุ 

นอกจากนั้น พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม จะต้องทำให้เกิดความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนและการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษจะต้องมีบทบาทมากชึ้นในการควบคุมดูแลแหล่งกำหนดมลพิษประเภทโรงงานมากกว่าแค่ทำรายงานส่งอุตสาหกรรมจังหวัดและกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างที่เป็นในปัจจุบัน” เพ็ญโฉม กล่าว

เพ็ญโฉมกล่าวถึงสถานการณ์แคดเมียมในปัจจุบันด้วยว่าตอนนี้หลายคนกำลังพยามหาคำตอบว่าการจัดการกากที่พบแล้วจะทำอย่างไร แต่ก่อนไปตรงนั้นจะต้องพูดด้วยว่าเรื่องว่า ตัวการกระทำผิดคือใคร และกฎหมายมจะจัดการได้มากแค่ไหน ซึ่งกรณีนี้นอกจากบริษัท เจ แอนด์ บี จำกัด แล้ว บริษัทผู้ก่อกำเนิดกากอย่าง บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด ก็มีความผิดด้วยเช่นกันและต้องรับผิดชอบกากที่สร้างความเสียหายต่อสุขภาพคนและสิ่งแวดล้อม

(ภาพ : สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย)

PRTR ไม่ใช่สูตรสำเร็จแก้ปัญหามลพิษ-ต้องใช้ประกอบกัน ความเห็นจาก คพ. 

อร่าม พันธุ์วรรณ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ กรมควบคุมมลพิษ กล่าวในเวทีเสวนาเกี่ยวกับกฎหมาย PRTR ว่า โดยทั่วไปการรายงานข้อมูลมลพิษของโรงงานที่ส่งให้กับกรมควบคุมมลพิษหรือกรมโรงงานอุตสาหกรรรมจะไม่มีการเผยแพร่ แต่ PRTR คือระบบที่จะกำหนดให้หน่วยงานที่เก่ียวข้องบอกว่าแหล่งกำเนิดอยู่ที่ไหน มีมลพิษอะไร และปลดปล่อยสู้เส้นทางไหนบ้างให้ประชาชนรับทราบ แต่ความแตกต่างระหว่างกฎหมาย PRTR และการรายงานข้อมูลทั่วไปของเอกชนต่อหน่วยงานรัฐ คือ PRTR จะรายงานแค่ปริมาณ ไม่ลงลึกถึงความเข้มข้นของสาร 

“จากการตรวจสอบในประเทศท่ีมีกฎหมาย PRTR พบว่าโรงงานจะรายงานเกี่ยวกับมลพิษน้อยลง เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของตนเอง โดยการลดการปล่อยสารเคมีและมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ภาคประชาชนรับทราบแล้วก็จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับภาครัฐว่าจะยอมให้มีการเข้ามาตั้งหรือไม่

คอนเซ็ปต์ของระบบ PRTR ของประเทศไทย กรมโรงงานฯ จะรับผิดชอบจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งกำหนดจากแหล่งอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษจะทำข้อมูลการปล่อยจากแหล่งกำเนิดที่ไม่ใช้แหล่งอุตสาหรรม

สิ่งที่อยากให้เข้าใจคือ ระบบ PRTR ไม่ได้ครอบคลุมทุกแหล่งกำเนิดมลพิษหรือสารเคมีที่มีอยู่ในไทยทั้งหมด เป็นแค่เฉพาะเจาะจงในสารเคมีที่เรากำหนด และปริมาณการปลดล่อยไม่ว่ามากหรือน้อยไม่ได้สะท้อนถึงระดับของสารพิษที่เข้าสู่ร่างกาย ความอันตรายหรือความเสี่ยงต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวลด้อม เพราะฉะนั้นการจะดูเรื่องการประเมินความเสี่ยงจะต้องนำข้อมูลด้านอื่น ๆ มาใช้ประกอบด้วย

อีกอย่างคือระบบ PRTR ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทดแทดระบบการรายงานต่าง ๆ PRTR ไม่ได้สามารถเป็นยาสารพัดนึกที่จะแก้ไขปัญหามลพิษทุกอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศ

ปัญหามลพิษทั่วไป ภาครัฐพยายามหาวิธีมาตรการแก้ปัญหามาโดยตลอด อาจจะยากบ้าง ง่ายบ้าง บางอันอาจจะประสบปัญหาค่อนข้างเยอะ เราก็พยายามหามาตรการหรือเครื่องมือมาป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษในประเทศไทย อาจจะไม่มีสูตรสำเร็จว่ามาตรการหนึ่งจะแก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง อาจจะต้องใช้กฎหมาย หรือเครืองมือที่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบกันเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้” ตัวแทนจากกรมควบคุมมลพิษ กล่าว

(ภาพ : สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย)

PRTR จะเป็นตัวนำสู่การแก้ไขปัญหามลพิษ

เพ็ญโฉม กล่าวว่า ถึงแม้ว่ากฎหมาย PRTR จะไม่ได้บอกข้อมูลทั้งหมดแต่การรู้ข้อมูลเบื้องต้นที่ครอบคลุม จะรากฐานให้เข้าใจปัญหาและจะช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น 

“ถ้าเรามีกฎหมาย PRTR กรณีแคดเมียมสื่อมวลชนจะรู้ข้อมูลเบื้องต้น ค้นข้อมูลได้เลยว่าพื้นที่แม่สอดเป็นแบบไหน เป็นพื้นที่ฝังกากอะไร ของบริษัทอะไร ครอบครองกากเท่าไหร่ มีแคดเมียมเท่าไหร่ มีกากอื่นไหม ไม่ต้องมีวิ่งวุ่นหาเหมือนตอนนี้ เพราะหัวใจของกฎหมาย PRTR คือจะบอกว่าบริษัทนั้น ๆ มีอะไรครอบครองอยู่ 

นอกจากนั้นถ้ามีกฎหมาย PRTR หน่วยงานรัฐจะสามารถตอบโต้สถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีเพราะมีข้อมูลที่จะนำมาใช้รับมือกับภัยฉุกเฉิน

PRTR คือระบบที่จะวางรากฐานของสังคมไทยให้มีฐานข้อมูลแหล่งมลพิษและสารอันตรายของประเทศของประเทศ” ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าว

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย เสนอว่า หากนำเรื่อง PRTR มาใช้จะต้องมีกระบวนการทวนสอบให้มั่นใจว่าตัวเลขที่บริษัทแจ้งมาเป็นตัวเลขจริง เพราะว่าถ้าไม่มีระบบดังกล่าวก็อาจจะไม่ช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาได้