หยุดยากแต่ยังอยากหวัง 2 เขื่อนโขง ภูงอย-บ้านกุ่ม กับคนอุบล

แม้โครงการจะยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและผลักดัน แต่ระดับความกังวลของคนในพื้นที่ต่อ “เขื่อนภูงอย-เขื่อนบ้านกุ่ม” นั้น นับวันดูจะยิ่งเพิ่มทบทวี ด้วยผลกระทบจากเขื่อนเก่าที่มีอยู่ยังขมปร่าคาคอและเต็มไปด้วยคำถามถึงความเป็นธรรมต่อพวกเขา 

การเข้ามาของ 2 เขื่อนใหม่จึงเป็นยิ่งกว่าความท้าทายสำหรับชาวบ้านในพื้นที่ เพราะทั้งสองโครงการถูกผลักดันบนบริบทใหม่ ที่ปัจจัยสำคัญไม่เพียงอยู่ในมือรัฐบาลไทยเท่านั้น หากแต่อยู่ในมือของรัฐบาลลาว กลไกระหว่างประเทศอย่างคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง และทุนไทย ไม่นับความซับซ้อนของประเด็นอย่างผลกระทบข้ามแดนที่ต้องทำความเข้าใจ

นราวิชญ์ เชาวน์ดี ลงพื้นที่อุบลราชธานี จังหวัดที่จะได้รับผลกระทบจากทั้ง 2 โครงการ สำรวจสถานการณ์ความพยายามเคลื่อนไหวรับมือกับความท้าทายใหม่นี้ของคนที่นั่น พร้อมส่องระดับความเป็นไปได้ของ “ความหวังที่จะหยุด 2 เขื่อนใหม่” ของพวกเขา 

ในตอนที่ 2 ของรายงานพิเศษ “จากปากมูล ถึงภูงอย-บ้านกุ่ม” เพื่อบอกเล่าการเปลี่ยนแปลงของผู้คนและสายน้ำโขง ความท้าทายและการรับมือล่าสุด จากพื้นที่

(ภาพ : GreenNews)

ความกังวล บนความซับซ้อนของบริบทใหม่

“เรื่องเขื่อนภูงอยเราคิดว่ามาแน่ เพราะตอนนี้เป็นที่ทราบกันว่ารัฐบาล สปป.ลาว กำลังพยายามเสนอให้โครงการเขื่อนภูงอยเริ่มกระบวนการ PNPCA (ระเบียบปฏิบัติเรื่องการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง) ภายใต้กรอบคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission : MRC)

สำหรับเขื่อนบ้านกุ่ม เขื่อนนี้ยังไม่มีการยืนยัน 100% ว่าจะกลับมา ก่อนหน้านี้เราคิดว่าคงยังไม่ไปถึงไหน แต่เราก็ได้รับข่าวมาเหมือนกันว่าเนื่องจากขณะนี้รัฐบาลกำลังสนับสนุนโครงการพลังงานสะอาด 

เพราะฉะนั้นเขื่อนบ้านกุ่มที่มี บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ เป็นผู้พัฒนาโครงการ ซึ่งในทางชื่อ ก็ถือว่าทำงานในประเด็นเรื่องพลังงานสะอาดอยู่แล้ว เราก็มีความกังวลเหมือนกันว่าจะได้ยินเรื่องการกลับมาของเขื่อนบ้านกุ่มอย่างเป็นทางการหลังจากนี้” 

เปรมฤดี ดาวเรือง ผู้ประสานงาน โปรเจคเสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุด ของ 2 เขื่อน จาก 11 เขื่อนที่จะสร้างบริเวณแม่น้ำโขงตอนล่าง และกล่าวเน้นย้ำว่าการเรียกพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากเขื่อนว่าพลังงานสะอาดโดยเฉพาะเขื่อนที่สร้างขึ้นบนแม่น้ำโขงเป็นสิ่งที่เธอไม่เห็นด้วย และต่อต้านมาโดยตลอด

สำหรับความคืบหน้าอย่างเป็นทางการของเขื่อนภูงอย 22 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา ชุมลาภ เตชะเสน ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยในเวทีเสวนา “เชื่อมความรู้สู่นโยบาย : การสร้างผลกระทบข้ามพรมแดน กรณีเขื่อนภูงอย” ที่ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ระบุว่า ปัจจุบันเขื่อนภูงอยยังไม่เข้าสู่กระบวนการ PNPCA แต่ขณะนี้ผู้พัฒนาโครงการได้ส่งข้อมูลเบื้องต้นให้กับแต่ละประเทศใน MRC เรียบร้อยแล้ว ซึ่งรายงานดังกล่าวยังมีความไม่ครบถ้วนในเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดนที่จะเกิดกับประเทศไทย

“เราเห็นว่าโครงการนี้ ข้อมูลความเหมาะสม ผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการเยียวยาต่าง ๆ ไม่ได้ระบุมาถึงประเทศไทย คือเป็นรายงานที่มีขอบเขตการศึกษาครอบคลุมอยู่ใน สปป.ลาว เท่านั้น จึงทำให้คณะนักวิชาการฯ เสนอต่อคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทยว่า โครงการนี้ยังไม่ควรจะเข้ากระบวนการหารือล่วงหน้า (PNPCA) ของ MRC” ชุมลาภ กล่าว

เปรมฤดี ดาวเรือง ผู้ประสานงาน โปรเจคเสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ภาพ : GreenNews)

2 เขื่อนใหม่ ความท้าทายใหม่

“อุบลราชธานีจะเป็นเมืองปลายน้ำมีปัญหาเรื่องน้ำท่วมทุกปี โดยเฉพาะน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2562 และ 2565 ทำให้คนข้ามไปข้ามมาไม่ได้ และมีบางส่วนต้องอพยพมาอยู่บนถนน 

ปัจจุบันมีแค่เขื่อนปากมูลน้ำยังไหลระบายไม่ทัน ถ้ามีเขื่อนภูงอยเพิ่มมาอีก มันก็จะทำใ้ห้น้ำเท้อมาที่ในปากมูลสูงขึ้นจาก 98 ม.รทก. เป็นประมาณ 101 ม.รทก. ก็จะทำให้มีโอกาสที่น้ำจะขังนานขึ้น หนักขึ้น บางทีจากที่ท่วม 1 – 2 เดือน อาจจะเป็น 3 – 4 เดือน หรืออาจจะท่วมตลอดไป เราก็ไม่รู้” ศิระศักดิ์ คชสวัสดิ์ ผู้ประสานงานโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหาความยากจน จังหวัดอุบลราชธานี ให้ความเห็น

และสิ่งหนึ่งที่ชาวชุมชนบ้านท่าเสียว ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี หนึ่งในหมู่บ้านใช้ชีวิตอยู่กับแม่น้ำมูล แม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงเห็นตรงกันก็คือ เขื่อนปากมูลคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปลาในแม่น้ำหายไป จากที่สามารถทำประมงเพื่อหาเลี้ยงชีพตนเองได้ ตอนนี้กลับทำได้เพียงหาปลากินเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น เพราะตอนนี้ปลาลดลงไปมาก จึงเกิดความกังวลขึ้นมาเช่นกันว่า การเข้ามาของเขื่อนภูงอยจะทำให้สถานการณ์ประมงในพื้นที่ที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว “แย่ลงอีกหรือไม่”

“เกี่ยวกับเขื่อนภูงอย เราก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่ามันจะสร้างมาทำไม เพราะเราเห็นผลกระทบจากเขื่อนปากมูลมาแล้วว่า ปลามันขึ้นมาวางไข่ไม่ได้เลย เมื่อก่อนออกไปหาปลาตอนเช้ามืดพอถึง 10 โมงขึ้นมาก็กลับมานอน 6 โมงเย็นก็ออกอีกที ได้แล้ววันละ 300 บาทแล้ว แต่เดี๋ยวนี้จะหากินก็ยาก มันไม่มีปลา มันไม่เหมือนเดิม

แล้วเรื่องน้ำท่วมอีก ตอนนี้เขื่อนปากมูลก็ทำน้ำจะถึงตลิ่งแล้วนะตอนน้ำมาก ถ้าเขื่อนภูงอยสร้างมาเสริมที่บ้านก็อาจจะท่วมเลย” จิราปวัฒน์ สุดเพียง ชาวชุมชนบ้านท่าเสียว ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์กับ GreenNews ถึงความกังวลต่อการมาของเขื่อนภูงอยที่ปัจจุบันกำลังจะเข้าสู่กระบวนการ PNPCA 

“โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนภูงอย เป็นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแบบน้ำไหลผ่าน (run-of-river) บนแม่น้ำโขง ห่างจากเมืองปากเซประมาณ 10 กม. อยู่ท้ายน้ำจากพรมแดนไทย-ลาวที่ปากแม่น้ำมูล อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ราว 60 กม. ผู้พัฒนาโครงการคือ บริษัท เจริญพลังงานและน้ำเอเชีย จำกัด (Charoen Energy and Water Asia Company Limited หรือ CEWA) ร่วมกับอีกสองบริษัทของเกาหลี คือ Korea Western Power และ Doosan Enerbility

โครงการมีกำลังการผลิตติดตั้ง 728 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยต่อปีที่ 3,593 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) โดยจะส่งไฟฟ้ามายังประเทศไทยเป็นหลัก มูลค่าในการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์ หรือราว 75,000 ล้านบาท” มติชน รายงาน

สำหรับอีกโครงการ “เขื่อนบ้านกุ่ม” นิภาภรณ์ ปุลา ชาวบ้านตามุย ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ให้ความเห็นในฐานะผู้ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบว่า

“เขื่อนบ้านกุ่มพี่คัดค้านมาตั้งแต่ปี 2550 ตั้งแต่เริ่มได้ยินว่าจะมาสร้าง จากที่ตอนแรกจะอยู่ห่างจากตรงนี้ 3 กม. ขึ้นไป แต่ตอนนี้เท่าที่รู้มาคิดว่าประมาณ 80% เขาจะมาสร้างตรงหาดวิจิตรา ใกล้ ๆ นี่เอง ไม่ถึง 1 กิโลเมตร 

ตอนปี 2550 ก็มีการคัดค้านจากหลายภาคส่วนทั้งชาวบ้าน นักวิชาการ ทั้งจากภาคประชาสังคมด้วย ซึ่งทุกคนในจังหวัดอุบลฯ ไม่อยากให้มีเขื่อนเพราะชอกช้ำมาแล้วกับเขื่อนปากมูล สุดท้ายเขาก็ชะลอโครงการเมื่อราวปี 2552 – 2553 

บ้านกุ่มเป็นเขื่อนที่ใหญ่นะ เมื่อก่อนเขาเทียบให้เห็นภาพเลยว่าสูงประมาณตึก 25 ชั้น” นิภาภรณ์ ให้สัมภาษณ์กับ GreenNews พร้อมชี้ให้เห็นถึงบริเวณที่คาดว่าจะเป็นพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม

ความพยายามกลับมาอีกครั้งของเขื่อนบ้านกุ่มเกิดขึ้นเมื่อปี 2564 หลังจากการลงสำรวจพื้นที่รอบใหม่โดยผู้พัฒนาโครงการคือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด หรือ Energy Absolute (EA) ซึ่งรับช่วงต่อจาก บริษัท อิตาเลียนไทย จำกัด

“ตอนที่บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ เข้ามาขอสำรวจพื้นที่ พวกเราไม่อนุญาตไม่ให้เข้า อบต. ก็ไม่อนุญาต เขาก็ไปสำรวจทางฝั่งลาวแทน

ถ้าเขาสร้างตรงหาดวิจิตรานะ บอกเลยว่าตามุยทั้งหมู่บ้านต้องย้ายไปทั้งหมด เพราะท่วมหมด แน่นอน  ต่อให้ไม่ท่วมเขาก็ไม่ให้อยู่ เพราะว่าตรงนี้กับตรงที่จะสร้างเขื่อนห่างกันไม่ถึง 1 กิโลเมตร เป็นพื้นที่หน้าเขื่อน เขาไม่ให้อยู่ มันเป็นการสูญเสียที่อาจจะใช้คำว่า การล่มสลายของวัฒนธรรมริมฝั่งโขงก็ได้ถ้าเขื่อนนี้เกิดขึ้น” นิภาภรณ์ กล่าว

เขื่อนบ้านกุ่มจะมีกำลังผลิตติดตั้ง 1,872 เมกกะวัตต์ ด้วยงบประมาณ 120,390 ล้านบาท โดยตัวเขื่อนจะตั้งอยู่ในแม่น้ำโขงบริเวณพรมแดนไทย-ลาว ในพื้นที่บ้านท่าล้ง ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี และบ้านกุ่มน้อย เมืองชนะสมบูน แขวงจำปาสัก สปป.ลาว

นิภาภรณ์ ปุลา (ภาพ : GreenNews)

ผลกระทบข้ามพรมแดน อีกความท้าทายที่รอการจัดการเร่งด่วน

ปัจจุบันเขื่อนในแม่น้ำโขงเปิดดำเนินการผลิตไฟฟ้าแล้ว 14 แห่ง โดย 12 แห่งอยู่ในสาธารณะรัฐประชาชนจีน ส่วนอีก 2 แห่งอยู่ในแม่น้ำโขงตอนล่างที่สปป.ลาว คือ เขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนดอนสะโฮง

จากผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งจากเขื่อนในแม่น้ำโขงรวมถึงเขื่อนในแม่น้ำสาขาที่ทำให้การไหลของน้ำผิดแปลกไปจากธรรมชาติ ปลาในแม่น้ำลดลง ไม่สามารถปลูกพืชริมฝั่งได้เหมือนเดิม ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่กับแม่น้ำได้รับความเดือดร้อน และนำมาสู่การเคลื่อนไหวรณรงค์ คัดค้าน รวมไปถึงการฟ้องร้องต่อศาล แต่ความพยายามเคลื่อนไหวเพื่อหยุดยั้งเขื่อนก็ยังคงไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากปัจจุบันในแม่น้ำโขงตอนล่างมีเขื่อนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 1 แห่ง ได้แก่ เขื่อนหลวงพระบาง และเขื่อนที่ลงนามซื้อขายไฟฟ้ากับกฟผ. เรียบร้อยแล้ว คือ เขื่อนปากแบง และเขื่อนปากลาย สำหรับเขื่อนสานะคาม ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการ PNPCA 

แต่ในคราวนี้ในกรณีเขื่อนบ้านกุ่ม และเขื่อนภูงอย อาจจะมีอะไรบางอย่างแตกต่างออกไป ซึ่งจะทำให้ความหวังในการยุติเขื่อนทั้ง 2 ยังพอมีความเป็นไปได้

“เท่าที่เราทราบในคณะทำงานแม่น้ำโขงก็เป็นห่วงถึงเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดนจากเขื่อนแม่น้ำโขงมานานแล้ว เพียงแต่ว่าในกรอบอันจำกัดของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ไม่สามารถที่จะมีข้อตกลงว่าจะทำอย่างไรแน่ เพราะว่ากรอบเท่าที่มีคือ การแจ้งการปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง แต่ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเขื่อนนี้มีผลกระทบข้ามพรมแดนมากเกินไปจนกระทั่งต้องยุติการสร้าง 

แต่ว่าหลังจากการพูดจากันมามากกว่า 20 ปี มีการบรรลุข้อตกลงเมื่อปีที่แล้ว ภายใต้กรอบคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงที่ทั้ง 4 ประเทศให้ความเห็นชอบ คือมีการทำสิ่งที่เรียกว่า Guideline หรือแนวทางของการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน จากเขื่อนแม่น้ำโขงสายหลักในแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งอันนี้อาจจะเป็นสิ่งใหม่ 

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ประเทศต่าง ๆ เอากรอบตัวนี้ไปทดลองใช้ ในแง่ของแนวทางก็คิดว่าเขื่อนที่กำลังถูกเสนอใหม่จะมีโอกาสได้ใช้แนวทางนี้ ในทางใดทางหนึ่ง” เปรมฤดี กล่าว 

สำหรับการนำแนวทางนี้ไปใช้ เปรมฤดีกล่าวว่า ถือเป็นหน้าที่ของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่ต้องพยายามนำตัวแนวทางนี้มาใช้ เพื่อให้อย่างน้อยมีความคืบหน้าไปอีกขั้นหนึ่งของการพิสูจน์ว่า เกิดอะไรขึ้นกับประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดน ซึ่งจะตามมาด้วยคำถามสำคัญคือประเทศนั้น ๆ มีความเป็นห่วงเป็นใยกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดเขื่อนในประเทศตัวเองมากน้อยแค่ไหน ก็อาจจะเป็นสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องเรียกร้องให้รัฐบาลของตัวเองให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะเรื่องของเขื่อนแม่น้ำโขงถึงที่สุดก็เป็นเรื่องของรัฐบาล 

“เราก็หวังเหมือนกันว่า สทนช. จะใช้แนวทางที่ออกมาแล้วของ MRC แต่จะได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่ที่ตัวแทนไทยใน MRC และบริษัทจะฟังจะยอมแก้ยอมศึกษามากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่รัฐบาลลาว แล้วแนวทางนี้ถ้าสมมติมีอยู่แล้วแต่ถ้ารัฐบาลไม่สามารถโน้มน้าวกันเอง หรือโน้มน้าวบริษัทได้ก็กลับมาในรูปแบบเดิม” ผู้ประสานงาน โปรเจคเสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผย

เปรมฤดี กล่าวต่อว่า การที่กระบวนการนี้จะส่งผลได้มากน้อยแค่ไหนคงจะขึ้นอยู่กับว่า กระบวนการนี้สามารถทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้จริง ๆ หรือไม่ และจะเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชนได้จริงหรือไม่

ด้าน ร.ศ.ชัยยุทธ สุขศรี อดีตกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ได้เรียกร้องให้ สทนช. นำแนวทางนี้มาใช้เช่นกันในช่วงถาม-ตอบ ภายในเวทีเสวนา “เชื่อมความรู้สู่นโยบาย : การสร้างผลกระทบข้ามพรมแดน กรณีเขื่อนภูงอย” 

“ข้อกังวลของหน่วยงานรัฐของไทยต่อโครงการภูงอยในเรื่องน้ำเท้อเกิดมาตั้งแต่ปี 2530 แล้ว แต่มีปัญหาเรื่องกรอบผลกระทบข้ามพรมแดนที่ตอนนั้นยังไม่มี

โครงการเขื่อนทั้งหลายที่ผ่านกระบวนการ PNPCA ในอดีตไม่มีเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดน แต่ภูงอยที่จะเข้ามา ตอนนี้กติกามีแล้ว เพราะฉะนั้นในเชิงนโยบายที่อยากจะเสนอต่อสทนช. ก็คือ อยากให้สทนช. นำกติกานี้มาใช้ 

ผมเห็นว่าภูงอยยังอยู่ในตำแหน่งที่ยังมีโอกาส แต่ผู้รับผิดชอบข้างฝ่ายไทยจะต้องหยิบยกประเด็นนี้ไปพิจารณาโดยเร่งด่วน” ชัยยุทธ กล่าว

(ภาพ : GreenNews)

ยากแต่ยังอยากหวัง “หยุดเขื่อนโขง”

“ถ้ากรอบแนวทางผลกระทบข้ามพรมแดนสามารถทำให้เกิดกระบวนการพูดคุยให้เกิดขึ้นได้จริงในสาธารณะ กลายเป็นสิ่งที่ทำให้สุดท้ายพูดกันได้จนถึงขั้นตอนที่ว่า (เขื่อน) มันไม่คุ้มค่าจริง ถ้ากระบวนการนั้นเกิดขึ้นได้จริงเราก็ยังคิดว่ามันก็จะหยุดได้ เพราะว่ากระบวนการ PNPCA ยังไม่ได้เริ่ม 

ในเขื่อนอื่น ๆ ก่อนหน้านี้เหมือนกับว่าเราอยู่ท่ามกลางช่วงเวลาที่สั้น สุดท้ายมันก็อาจจะยากขึ้น และมันก็ไม่มีการสื่อสารกับประชาชน 

นี่คือประเด็นของเราว่าทำไมประชาชนถึงไม่ได้ถูกสื่อสารก่อนที่มันจะเข้าไปสู่กระบวนการ MRC รัฐบาลไทยไม่ควรจะรอจนมันเข้าไปในกระบวนการของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นคณะกรรมการร่วม 4 ประเทศ ในประเทศไทยเมื่อทราบข่าวว่าเขื่อนนี้เกิดขึ้นแน่ ได้เห็นข้อมูลว่ามีการศึกษามาแล้วก็ควรมีช่องทางที่จะแบ่งปันข้อมูลกับประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด

แต่กลับมาที่ประเด็นเดิม คิดว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของเราก็คือ ประชาชนมีส่วนร่วมน้อยมาก ความหวังอยู่ที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ได้มากแค่ไหน และในช่วงเวลาที่ทันไหม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ชาวบ้านอยากจะให้เกิดขึ้น ตอนนี้เรารู้ข้อมูลแล้วแต่ว่าเราจะอยู่ในกระบวนการนั้นได้ยังไง” ผู้ประสานงานโปรเจคเสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

แต่ ผู้ประสานงานโปรเจคเสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ยังคงมีความกังวลเนื่องจากคาดว่ารัฐบาลไทยจะยังคงเดินหน้าโครงการเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนล่างต่อไปด้วยเหตุผลว่าต้องการไฟฟ้าที่มาจาก “พลังงานสะอาด” เพื่มขึ้น 

“การที่เขื่อนจะสร้างไม่สร้างมันก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลด้วย จุดยืนรัฐบาลไทย ถ้ารัฐบาลไทยคิดว่าเขื่อนนี้มันจะสร้างผลกระทบ และเห็นใจชาวบ้านในพื้นที่ ผมคิดว่า เขาจะผลักดันให้เขื่อนไม่ทำ แต่ถ้าจุดยืนรัฐบาลไทยเป็นอย่างที่นายกฯ พูดล่าสุดว่า คุณผลิตเท่าไหร่ เราซื้อหมด เพราะเขาคิดว่าพลังงานพวกนี้เป็นพลังงานสะอาด เขาจะรับซื้อทั้งหมด 

นอกจากนั้นการที่เขื่อนภูงอยจะทำได้หรือไม่ได้ ส่วนหนึ่งผมคิดว่ามันก็ขึ้นอยู่กับการส่งเสียงของภาคประชาชนด้วย ถ้าคนเหล่านี้ส่งเสียงมันก็จะมีพลังงานในการร่วมมือกัน อย่างเช่นคนในเมือง คนที่ได้รับผลกระทบ ก็อาจจะทำให้เขื่อนนี้ไม่สร้างได้ แต่ถ้าเสียงอยู่ประมาณทุกวันนี้ก็ลำบากอยู่ แต่ถ้าส่งเสียงมาก ๆ รัฐบาลก็น่าจะฟังนะ เพราะรัฐบาลก็มีหน้าที่รับฟังเสียงของประชาชน” ศิระศักดิ์ กล่าว

“ชาวบ้านเขาก็ต้องบอก สส.ที่เลือก รวมถึงคนในเมือง ไม่ใช่เฉพาะแค่เกษตรกร แต่เป็นภาคธุรกิจซึ่งเสียงดังกว่าอยู่แล้ว  เพราะฉะนั้นก็ต้องให้ภาคธุรกิจ ภาคผู้ประกอบการท่องเที่ยว เข้ามารับรู้ด้วยว่ามันเป็นปัญหาร่วม ไม่ใช่ปัญหาของเกษตรกร หรือชาวประมงเท่านั้น  แต่เป็นปัญหาร่วมของคนไทย ให้นักท่องเที่ยวรับรู้ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวรับรู้ และช่วยกันส่งเสียงบอกรัฐบาลว่ามันไม่คุ้มค่ายังไง 

ถึงมันจะเป็นเรื่องยากแต่มันก็สำเร็จมาหลายเรื่องแล้วนะ ทั้งเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ ที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวช่วยส่งเสียงมันก็สำเร็จ มันก็หยุดได้” ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับ GreenNews

(ภาพ : GreenNews)

บนการดิ้นรน “เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ให้มากที่สุด”

“รอบนี้ไม่รู้ว่าจะเอาอยู่ไหม ไม่แน่ใจ เพราะมันเป็นเขื่อนระหว่าง 2 ประเทศ แต่ (บ้านกุ่ม) ของเราน่าจะเอาอยู่ เพราะอย่างน้อยประเทศเราก็ยังเป็นประชาชาธิปไตย ถึงไม่มาก แต่ก็ยังแสดงความคิดเห็นได้ กระบวนการช่วยกันในประเทศยังโอเคอยู่ ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดลักษณะแบบนี้ อย่างน้อยใน 100% ก็คิดว่ายังมีหวังประมาณ 30-40% ถ้าเราลุกขึ้นมาแล้วลุกขึ้นมาจับมือกันแล้วก็สู้มันน่าจะทานอำนาจเขาได้อยู่ ซึ่งเราก็หวังว่าทั้งประเทศจะลุกขึ้นสู้กับเรา” นิภาภรณ์ กล่าว

“ความหวังที่จะหยุดก็น้อยที่สุดเลย แต่ถ้าจะมาเราก็จะค้านมัน 2 เขื่อนนั่นแหละ แต่ภูงอยคิดไม่ออกเลยว่าจะค้านได้ แต่บ้านกุ่มก็ยังพอมีหวัง ภูงอยนี่ไปศึกษาแล้วมันริบหรี่เลย แต่บ้านกุ่มนี่ยังมีหวังเพราะมันจะกระทบเราเยอะ ไม่ริบหรี่เหมือนกับภูงอย ตรงนี้ถ้าค้านเยอะ ๆ ก็มีหวังเหมือนกัน เพราะเดี๋ยวนี้เขื่อนมันเยอะแล้ว เดี๋ยวก็ทำไฟฟ้า แล้วจะไปขายให้ใคร ตรงนี้ยังพอมีหวัง แต่ภูงอยนี่ริบหรี่” จิราปวัฒน์ ให้ความเห็น

“ถ้าภูงอยจะสร้างคนไทย โดยเฉพาะคนอุบลไม่ยอม เขาบอกแล้ว เพราะว่าภูงอยจะเสริม (ผลกระทบ) จากเขื่อนปากมูลให้หนักกว่าเดิม เพราะยังไงเราก็เห็นควาเดือดร้อนอยู่แล้ว ตอนนี้คนในเมืองก็ตื่นตัวแล้วว่าเพราะที่ผ่านมาเขื่อนทำให้น้ำท่วมอุบล เพราะฉะนั้นงานวิจัยเขาก็บอกแล้วชัดเจนว่า ถ้าน้ำเท้อมาที่ภูงอย คนอุบลเดือดร้อนแน่ จมแน่ และอาจจะเลยไปที่ยโสธรด้วย

แม่ก็มีความหวังอยู่กับแรงของเรา พยายามจะรณรงค์ไปเรื่อย ๆ ให้พี่น้องได้ตื่นตัวมากกว่านี้ เราพยายามจะสู้ให้ถึงที่สุด รณรงค์ให้ถึงที่สุด เราหยุดไม่ได้ ถ้าเราหยุดยิ่งแย่ไปกว่าเดิม 

เราก็ลองกำลังดูไม่รู้ว่าเขา (รัฐ) จะเข้าข้างใครเหมือนกันระหว่างทุนกับเรา แต่เราก็ยังมองเข้าข้างตัวเองอยู่นะ แต่เสียงเรามันก็น้อยจริง ๆ ถ้าพูดตามตรง 

แต่ก็ยังมีความหวังประมาณ 60% นะ อย่างน้อยเราก็ต้องเล่นทุกทาง ทั้งทางกฎหมาย ทั้งจากนานาชาติ ยูเอ็น ทางไหนเราไปได้ก็ไป  อะไรที่มันล่อแหลมทางการเมืองก็ต้องทำ ทำสารพันอย่างที่ทำได้ ถึงบางครั้งมันจะขัดกับกฎหมาย เพราะบางครั้งกฎหมายมันก็ไม่ได้ร่างมาเพื่อเรา” สมปอง กล่าว

“ตอนค้านเขื่อนบ้านกุ่มเมื่อราวปี 2550 ที่เริ่มเข้ามาครั้งแรก ตอนนั้นที่เขื่อนชะลอไปก็มีหลายเงื่อนไข มีการเมืองเอื้อ มันคือพลังจากหลายส่วนที่ทำให้รัฐบาลตอนนั้นก็ตัดสินใจยุติ แต่เรามองว่าถ้าคนอุบลฯ ไม่ส่งเสียง ชาวบ้านไม่ส่งเสียงอะไรเลย มันก็อาจจะเซ็นสัญญาแล้วก็ก่อสร้างอะไรไปเรียบร้อย 

แต่คิดว่าตอนนี้ก็สู้ยากมากขึ้นเพราะมันก็ต้องสู้กับทุน ซึ่งมันไม่ได้คำนึงถึงประชาชนอยู่เพราะมันเอาแต่เรื่องกำไรขาดทุน

ส่วนเขื่อนภูงอยที่อยู่ในลาวก็จะยากขึ้นตรงที่ว่าจะทำยังไงให้คนเห็นว่าเขื่อนที่อยู่ในลาวคือหายนะของเรา” สดใส สร่างโศรก ผู้ประสานงาน เครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง (UFM) กล่าว

“ผมก็ยังคิดว่าจะค้านให้สำเร็จมันยาก เพราะมันไม่พร้อมกัน คนที่มีเงินเดือน ข้าราชการเขาไม่มากับเราด้วย มีแต่ห้ามว่ามันไม่ดี เราเป็นพวกที่วุ่นวาย ก็เขามีเงินเดือนกินแล้ว เขาจะพูดยังไงก็ได้ แต่เราไม่มีอะไรจะกิน เรามันคนหาเช้ากินค่ำ มันกระทบกับเรา เขาไม่ได้กระทบ เพราะสิ้นเดือนเขาก็ได้เงิน เขาก็คงไม่พูดอะไร 

ต่อให้คนทั้งอุบลเอาด้วยกับเราก็ยังคิดว่ามันยาก เพราะคนที่เซ็นเขื่อนให้คือรัฐบาล มันไม่ใช่ว่าอยู่ที่พวกเรา มันต้องให้รัฐบาลเลย แต่ก็คิดว่าหวังกับรัฐบาลไม่ได้เลย” ทองสา มะวันไสย ชาวบ้านตามุย ซึ่งบรรพบุรุษเข้ามาตั้งรกรากมาตั้งแต่ปี 2401 และผู้ที่กำลังจะได้รับความเดือดร้อนจากเขื่อนบ้านกุ่ม ให้ความเห็นถึงความน่าจะเป็นต่อการคัดค้านโครงการเขื่อน