บาดแผล คำสัญญา ปลา คน และ “30 ปี เขื่อนปากมูล”

พฤศจิกายนปีนี้ จะครบรอบ 30 การเปิดใช้งานเขื่อนปากมูล เขื่อนเอนกประสงค์เพื่อการเกษตรและผลิตไฟฟ้าขนาด 136 เมกะวัตต์ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด 3 ทศวรรษว่าทำลายระบบนิเวศแม่น้ำ และส่งผลกระทบหลากหลายมิติต่อคนในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มชาวประมง

รัฐบาลเคยให้คำสัญญาว่า ผลกระทบเหล่านั้นจะถูกชดเชยและเยียวยาอย่างสมเหตุสมผล 

นราวิชญ์ เชาวน์ดี เยือนชุมชนคนรอบเขื่อนปากมูลในวาระครบรอบนี้ เพื่อส่องร่องรอยบาดแผลจากโครงการเขื่อนที่ส่งทอดถึงคนรุ่นวันนี้ ผลกระทบที่หากเป็นแผลอาจจะเลือนจนยากจะมองเห็น แต่ความเจ็บปวดยังคงสัมผัสได้ชัดเจน ทั้งในคนรุ่นวันนั้นและรุ่นวันนี้ และ “คำสัญญาการชดเชยเยียวยา 30 ปีที่ยังคงต้องพยายามทำใจรอต่อไป”

ตอนแรกของรายงานพิเศษ “จากปากมูล ถึงภูงอย-บ้านกุ่ม” เพื่อบอกเล่าการเปลี่ยนแปลงของผู้คนและสายน้ำโขง ความท้าทายและการรับมือล่าสุด จากพื้นที่

(ภาพ : GreenNews)

คำสัญญา “เขื่อนปากมูล” 

“ประมาณปี 2530 ก่อนที่เขื่อนปากมูลจะมา รัฐบาลในตอนนั้น (พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี) ก็สัญญาไว้ว่า ถ้าสร้างเขื่อนเสร็จมันไม่ดี จับปลาไม่ได้ ก็จะจัดที่ดินทำกินให้ไปทำไร่ทำนา 15 ไร่ แต่ผ่านมากว่า 30 ปีแล้ว ก็ยังไม่มีการชดเชยอะไรให้กับชาวประมงเลย” 

คำก้าน เนื้อทอง พรานปลา อายุ 72 ปี จากหมู่บ้านชาด ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เล่าถึงที่มาของการรอคอยการชดเชยเยียวยาจากภาครัฐที่เนิ่นนานมากกว่า 30 ปี ผ่านมาทั้งหมด 18 รัฐบาล 14 นายกรัฐมนตรี แต่การชดเชยก็ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

สาเหตุของการรอคอยดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการก่อสร้างเขื่อนปากมูลซึ่งชาวประมงในจังหวัดอุบลราชธานีที่หากินกับแม่น้ำมูลอย่างคำก้านเล่าว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปลาในแม่น้ำมูลลดลงจากในอดีต โดยเขื่อนปากมูลได้สร้างกั้นแม่น้ำมูลบริเวณบ้านหัวเห่ว ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี จากการอนุมัติโครงการในปี 2533 ในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สร้างเขื่อนปากมูล

เขื่อนเจ้าปัญหาดังกล่าวเริ่มก่อสร้างในปี 2534 และเปิดใช้งานในปี 2537 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งหมด 6,600 ล้านบาท มากกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ตอนแรกเกือบ 2 เท่า (3,880 ล้านบาท)

ข้อมูลจากเว็บไซต์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ระบุว่า เขื่อนปากมูลเป็นเขื่อนทดน้ำมีลักษณะเหมือนฝายน้ำล้นไม่ใช่เขื่อนกักเก็บน้ำ มีหน้าที่เพื่อผลิตไฟฟ้าโดยมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจำนวน 4 เครื่อง กำลังผลิตรวมทั้งสิ้น 136 เมกะวัตต์ กั้นแม่น้ำมูลห่างจากปากแม่น้ำบริเวณที่ไหลสู่แม่น้ำโขงประมาณ 5.5 กิโลเมตร มีบานประตูหรือช่างทางระบายน้ำทั้งหมด 8 ช่อง

เมื่อปี 2532 กฟผ. ได้ให้เหตุผลว่าเขื่อนปากมูลที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น 136 เมกะวัตต์จะทำให้ไฟฟ้าในภูมิภาคมั่นคงขึ้นเนื่องจาก ณ ตอนนั้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความต้องการไฟฟ้า 820 เมกะวัตต์ แต่มีกำลังผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคเพียง 130 เมกะวัตต์ ทำให้ต้องรับไฟฟ้ามาจากภาคกลาง และภาคเหนือ รวมทั้งซื้อจากการไฟฟ้าสปป.ลาว ทำให้ระบบไฟฟ้าขาดความมั่นคง เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาไฟดับ

แต่จากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561 – 2580 หรือ แผน PDP 2018 ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2562 ระบุไว้ว่าความต้องการไฟฟ้าของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปี 2561 อยู่ที่ 4,112 เมกะวัตต์ และจากรายการ Big Story เรื่องใหญ่ ของ Thai PBS ในชื่อ 3 ทศวรรษเขื่อนปากมูล กระบวนการเยียวยาเพิ่งเริ่มต้น เผยแพร่เมื่อ 7 เม.ย. 2565 ระบุว่า เขื่อนปากมูลผลิตไฟฟ้าได้เพียง 10% ของกำลังผลิตติดตั้ง 136 เมกะวัตต์เท่านั้น (ราว 13-14 เมกะวัตต์) ซึ่งถือว่าน้อยมากและไม่ได้ทำให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

หลังจากชาวบ้านในพื้นที่ทราบว่า เม.ย. 2532 ที่ประชุมครม.สัญจรจังหวัดขอนแก่นมีมติให้กฟผ.สร้างเขื่อนปากมูลในพื้นที่บ้านหัวเห่ว ก็ได้คัดค้านอย่างต่อเนื่องโดยเรืยกร้องให้ยุติโครงการ ยกเลิกการระเบิดแก่งเพื่อสร้างเขื่อน แต่เมื่อไม่เป็นผลชาวบ้านจึงหันมาเรียกร้องเรื่องค่าชดเชยแทนซึ่งแม้จะถูกปฏิเสธในช่วงต้นแต่ต่อมา กฟผ. ก็ยินยอมจ่ายค่าชดเชยการสูญเสียทรัพย์สินจากการถูกน้ำท่วมและค่าชดเชยการสูญเสียอาชีพประมงตลอดระยะเวลา 3 ปีในช่วงก่อสร้างเขื่อนจำนวนครอบครัวละ 90,000 บาท จำนวน 3,195 ครอบครัว แต่ชาวประมงอย่างคำก้านก็ไม่ได้รับค่าชดเชยดังกล่าวแต่อย่างใด

คำก้าน กล่าวว่า ในอดีตมีการจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทุกคน อย่างตนและชาวประมงหลายคนก็ยังรอการชดเชยมาจนถึงทุกวันนี้ 

“วันที่สมัชชาคนจนไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อปีที่แล้วก็รับปากกันหมดว่าจะเยียวยาให้ แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรคืบหน้า สำหรับตอนนี้ก็อยากจะให้เยียวยามาก่อน มันเอาอะไรไม่ได้แล้ว ถ้ามันเปิดประตูเขื่อนทั้งปีปลาก็จะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่เหมือนธรรมชาติเพราะตอนสร้างเขื่อนระเบิดและเจาะลงไปลึก ถ้าเปิดทั้งปีก็แห้งหมด ต้องเอาดินที่อื่นมาถมให้เป็นสภาพเดิมด้วย แก่งอะไรต่าง ๆ ก็จะได้เหมือนเดิม ปลาก็จะกลับมา 

ถ้าเขาหาที่ดินให้เราได้เราก็เอาจะเอาไปทำไร่ทำนากัน แต่ถ้าไม่มีที่ดินก็จ่ายเงินเยียวยาที่มันสมเหตุสมผล มันก็อยู่แค่นี้แหละ แต่ก็รอกันอยู่ทุกวันนี้แหละว่าเขาจะเอายังไง” คำก้าน กล่าว 

(ภาพ : GreenNews)

ปลา วิถีคนหาปลา “ปากมูล” ที่ยังเหลือ

หมู่บ้านชาดของคำก้านอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำมูลโดยชาวบ้านในหมู่บ้านจะจอดเรือไว้ที่วัดบ้านชาดที่เปรียบเสมือนท่าเรือของหมู่บ้าน คำก้านกล่าวว่าหากเดินมาดูในตอนเช้าตรู่จะเห็นเรือจอดเรียงรายกว่า 50 ลำ

จากคำบอกเล่าของคำก้านหมู่บ้านชาดตั้งขึ้นมาราว 100 – 200 ปีที่ผ่านมา ที่มาของชื่อนั้นเนื่องจากเมื่อก่อนบริเวณหมู่บ้านมีต้นชาดเยอะมาก แต่ปัจจุบันคำก้านเล่าว่าถูกตัดออกไปหมดแล้วจากการขยายตัวของหมู่บ้าน ปัจจุบันหมู่บ้านมีประชากรราว 100 ครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง

เพื่อเป็นการยืนยันว่าหมู่บ้านชาดเป็นหมู่บ้านประมงจริง ๆ ระหว่างที่คุยกับคำก้านอยู่นั้นมีชาวบ้านในหมู่บ้านนำปลาที่ออกไปหาเมื่อคืนมาขายให้กับร้านรับซื้อปลาร้านเดียวในหมู่บ้าน

“เป็นปลาที่ออกไปหาได้เมื่อคืน เพิ่งกลับมาเลยเอามาขาย มันก็ได้เท่านี้แหละมีปลากับกุ้งขายได้ 170 บาท มันก็ไม่ค่อยได้เท่าไหร่เพราะค่าน้ำมันก็ 100 กว่าบาทแล้ว ส่วนปลาที่เหลือที่ขายไม่ได้ราคาก็จะเอากลับไปกินบ้าน” ชาวประมงจากหมู่บ้านชาดกล่าว 

เจ้าของร้านรับซื้อปลาซึ่งรับซื้อปลาในหมู่บ้านตั้งแต่ก่อนการมาของเขื่อนให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าปัจจุบันมีชาวบ้านมาขายปลาต่อวันได้ประมาณ 30-40 กิโลกรัม แตกต่างจากก่อนหน้าการมาของเขื่อนซึ่งช่วงนั้นรับซื้อได้ถึง 100 กิโลกรัมต่อวัน

ประเทือง สายนที อดีตชาวประมงจากบ้านชาดผู้ซึ่งนิยามว่าตนเองก็เป็นอีกหนึ่งชาวประมงผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล กล่าวว่าครอบครัวของตนก็คล้ายกับคำก้านก็คือเป็นชาวประมงมาตั้งแต่รุ่นพ่อ และตนก็เป็นชาวประมงมาตั้งแต่เด็กโดยเริ่มลงเรือหาปลามาตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียน แต่สุดท้ายหลังจากการมาของเขื่อนที่ทำให้ปลาลงลด ประเทืองจึงต้องยุติอาชีพประมงของตัวเองหลังจากเขื่อนปากมูลเริ่มเปิดดำเนินการประมาณ 3-4 ปี

“ผมก็เป็นคนในหมู่บ้าน และหาปลามาตั้งแต่รุ่นพ่อ พอพ่อแก่ตัวลงเราก็ยังหาต่อ ก็หาปลามาตั้งแต่ก่อนที่เขื่อนปากมูลจะเข้ามา แต่พอเขื่อนมาก็ต้องเลิกไปเพราะคิดว่ามันไม่คุ้มกับการลงทุน จำได้ว่าก่อนที่เขื่อนจะมามีปลาเยอะมาก มีทุกปลา แต่พอเขื่อนมาปลาหายเราก็ต้องหยุด” ประเทือง กล่าว

(ภาพ : GreenNews)

สะเทือนลึกครัวเรือน จากรุ่นสู่รุ่น “ผลกระทบที่ไม่ถูกนับ-ต้องตั้งรับลำพัง”

“เมื่อก่อน พอถึงเดือน ม.ค. ผู้ชายจะไปหาปลา ผู้หญิงก็ไปริมแม่น้ำปลูกถั่ว ปลูกผักกาด อยู่ริมฝั่ง 2 ข้างแม่น้ำมูล เป็นผักธรรมชาติที่ไม่ต้องแต่ง ไม่ต้องใส่ปุ๋ยอะไรมากมาย แต่ตอนนี้ปลูกพืชริมน้ำไม่ได้แล้ว ปลูกไปไม่กี่วันน้ำก็ท่วม

เมื่อก่อนเก็บผักริมน้ำมูลและหาปลาเป็นอาชีพ พอมาสร้างเขื่อน (ปากมูล) ครอบครัว มันก็แตกแยกสลายกันไปหมด ญาติพี่น้องเคยอยู่ร่วมกัน รวมกลุ่มกันอะไรกัน เดี๋ยวนี้มันก็ต่างแยกกันไป บางคนก็ส่งลูกเข้ากรุงเทพฯ  ตอนนี้ในหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็เป็นคนแก่ ๆ  

ทุกวันนี้หาปลาบางทีก็ได้ 100 บาท 200 บาท แต่ค่าน้ำมันมันก็ประมาณ 100 บาทแล้ว ถ้าออกไปไกลหน่อยก็ 150 บาท แล้วจะเอากำไรมาจากไหน

ครอบครัวมันก็อยู่ประคับประคองกันไป หาเงินส่งลูกเรียนแค่พอส่งได้ จบ ปวส. (ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หลักสูตรการศึกษา 2 ปี เทียบเท่าอนุปริญญา) อนุปริญญาตรี ส่งไปจนถึงปริญญาตรีไม่ได้หรอก 

ถ้าจะสังเกตดูพวกคนหาปลาในหมู่บ้านไม่มีใครส่งลูกเรียนถึงปริญญาตรีเลยนะ มันส่งไม่ได้ ไม่มีเงินค่าเทอมให้” คำก้านเล่าถึงปัญหาในอีกหนึ่งมิติที่เกิดขึ้นจากเขื่อนปากมูล

คำตอบของสาเหตุที่ทำไมครอบครัวชาวประมงถึงไม่สามารถส่งลูกให้เรียนในระดับปริญญาตรีตามค่านิยมปัจจุบันได้ ก็คงต้องวกกลับมายังปัญญาเดิมก็คือ เขื่อนปากมูลที่ทำให้ปลาลดลงโดย คำก้านเล่าว่าหลังจากการมาของเขื่อนปลาที่เมื่อก่อนที่มีถึง 100 – 200 ชนิด ก็หายไป จนปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น 

คำบอกเล่าของชาวประมงในพื้นที่ก็สอดคล้องกับผลการศึกษาคณะกรรมการเขื่อนโลก (WCD) กรณีเขื่อนปากมูลที่ทำการศึกษาพันธุ์ปลาในแม่น้ำมูลที่มีบันทึกไว้ในปี 2537 ที่มีจำนวน 256 ชนิด แต่จากการสำรวจหลังจากที่สร้างเขื่อนแล้วเขื่อนพบว่าพบปลาเพียง 96 ชนิดเท่านั้น 

“จากพันธุ์ปลาในแม่น้ำมูลที่มีการบันทึกไว้ในปี 2537 จำนวน 265 ชนิดนั้น มีพันธุ์ปลา 77 ชนิดที่ เป็นปลาอพยพ ยิ่งไปกว่านั้นพันธุ์ปลา 35 ชนิดเป็นปลาที่อาศัยอยู่ตามแก่ง แต่ตอนนี้แก่งต่าง ๆ ได้จมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำ เขื่อนปากมูล การสำรวจล่าสุดหลังการสร้างเขื่อนพบว่าเหนือเขื่อนมีปลาเพียง 96 ชนิด เป็นที่ชัดเจนว่ามีพันธุ์ปลาถึง 169 ชนิดที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล และมีพันธุ์ปลาถึง 56 ชนิดที่ไม่ปรากฏว่าจับได้อีกเลยภายหลังการสร้างเขื่อน” บทสรุป ผลการศึกษากรณีเขื่อนปากมูลของคณะกรรมการเขื่อนโลก (WCD) ที่กรมชลประทาน เปิดเผย

“สร้างเขื่อนมามันไม่มีอะไรดีเลย ไม่ได้อะไร เกษตรก็ไม่ได้ทำ สร้างมาให้เดือดร้อนคนอื่น ทำให้ครอบครัวแตก ทำมาหากินไม่ได้ เขื่อนมาครอบครัวก็แตกกัน

มีช่วงหนึ่งต้องไปกรุงเทพฯ ไปหารับจ้างทำมาหากิน เพราะมันหาปลาไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมา บางทีก็ไปทั้งครอบครัว 1-2 ปีก็กลับมาอีก ถิ่นฐานภูมิลำเนาเราอยู่ตรงนี้ ล่าสุดที่ไปก็น่าจะช่วงปี 2540 หรือราว ๆ นั้น ที่เหลือก็ไป ๆ มา ๆ เพราะเราไม่ถนัด ไปทำงานกรุงเทพฯ มันลำบาก ต้องไปเช่าบ้านเขาอยู่ ตอนไปเราก็ถามคนที่นี่เรื่อย ๆ ว่าการประมงมันดีขึ้นไหม พอไหวหน่อยเราก็กลับมา แล้วก็อยู่ตลอด อยู่นี่เราทำอะไรก็ได้ยังพอได้หาปลา หาหน่อไม้ แต่หน่อไม้ก็จะมีแค่ตอนฝนตกและก็ไม่ได้มีตลอดทั้งปี

ตอนนี้ลูกสาวคนโตก็ไปทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด ถ้าไม่มีเขื่อนคิดว่าจะอยู่ตรงนี้ด้วยกัน วิถีชีวิต ไม่บ้านแตกซาแหรกขาดเหมือนทุกวันนี้” คำก้าน เปิดเผยถึงความยากลำบากหลังจากเขื่อนคืบคลานเข้ามาสร้างผลกระทบให้กับชาวประมง

(ภาพ : GreenNews)

วิถีพ่อ ที่กลายเป็นเพียง “เรื่องเล่า” ที่ลูกไม่มีสิทธิเลือก

ถึงแม้ว่าชาวบ้านชาดที่ได้พบเห็นส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุแต่ก็ยังคงพบเจอเยาวชนในหมู่บ้านบ้างเช่นกัน ซึ่งบางส่วนก็ยังคงทำประมงตามบรรพบุรุษแต่บางคนก็ไปหางานทำในตัวเมือง

“พ่อก็เคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนการหาปลามันไม่ได้ยากเท่าสมัยนี้ ถ้าเราอยากจะหากิน เราก็ลงไปไม่กี่ชั่วโมงเราก็ได้แล้ว แต่ตอนนี้หาแทบไม่ได้เลย

ส่วนตัวถ้าคิดว่าไม่มีเขื่อน หรือตอนนี้ปลายังเยอะ การอยู่บ้านก็ดี ถ้าที่บ้านมีอาชีพให้ทำก็ไม่อยากจะไปทำที่อื่น ถ้า (แม่น้ำ) มูลเรายังสมบูรณ์เหมือนเมื่อก่อนเราก็อยากจะทำงานอยู่บ้านมากกว่าจะไปที่อื่น เพราะส่วนตัวอยู่ที่อื่นก็กดดันบ้าง

เราก็จะมีพื้นฐานในเรื่องนั่งเรือหาปลาเราก็เคยนั่งเรือ ขับเรือมาก่อน ตอนนี้หาปลาก็ได้แค่วันต่อวันกินไปก็หมด ถ้าสมมติว่ามีลูกก็จะไม่สามารถส่งให้เขาเรียนได้แหละ ไปต่อได้ แต่สำหรับช่วงนี้ก็ถือว่ามีอยู่แต่ไม่เยอะ 

ได้มีโอกาสไปลงเรือหาปลาตั้งแต่ช่วงที่ยังเรียนอยู่ประถม ลงมูลก็เคยไป แต่สำหรับคนอื่นก็อาจจะมองไม่เหมือนเรา มองเป็นกลาง รุ่นใหม่ก็อาจจะมองว่าไปอันนั้นอันนี้ก็ได้ แต่คนแก่เขาก็ยังอยากทำอาชีพที่ทำมาก่อน” สุพรรณษา เนื้อทอง ลูกสาวคนเล็กของคำก้าน ที่ปัจจุบันทำงานในบริษัทที่ให้บริการด้านสินเชื่อแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี กล่าว และเปิดเผยว่าอีกหนึ่งสาเหตุหนึ่งที่เธอเลือกไปทำงานนอกบ้านเป็นเพราะต้องการที่จะบรรเทาค่าใช้จ่ายในครอบครัว

สุพรรษา เล่าต่อว่าในฐานะลูกของชาวประมง ทำให้เธอได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเขื่อนปากมูลมาตั้งแต่เด็ก ๆ และคิดว่าการมาของเขื่อนก็กระทบกับครอบครัว จากที่เคยหาปลาได้ก็หาได้น้อยลง  

“ถ้าถามว่ากระทบไหมก็ส่วนตัวก็คิดว่ามีส่วน เป็นความคิดส่วนตัว แต่สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยู่ในเมืองไม่ติดมูล เขาก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ ถ้าไปถามเขาเขาก็อาจจะตอบว่าเรื่องของเขื่อนไม่ได้กระทบอะไรก็ได้” สุพรรณษา กล่าว

อีกหนึ่งความเห็นมาจากหลานของคำก้านอายุราว 20 ปี ซึ่งกล่าวว่าตนได้หาปลามาตั้งแต่อยู่ประมาณ ป.3 – ป.4 และปัจจุบันไม่ได้เรียนต่อโดยทำประมงเพื่อเลี้ยงชีพ เนื่องจากตนเกิดไม่ทันตอนก่อนที่เขื่อนปากมูลจะสร้างทำให้ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าถ้าไม่มีเขื่อนจะหาปลาได้เยอะขึ้นหรือไม่

“ถ้าไม่มีเขื่อนก็ไม่แน่ใจว่าจะหาปลาได้เยอะขึ้นไหม เพราะไม่เคยเห็นก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ปลาก็ไม่ค่อยมี ปัจจุบันก็หาได้วันละ 7-8 ตัว ได้วันละกิโล 130 – 140 บาท บางทีก็พอค่าน้ำมัน บางทีก็ขาดทุน 

(อยากไปทำอย่างอื่นไหม) ตอนนี้ก็ไม่อยากไปทำอย่างอื่น อยากหาปลา ถ้าปลาเยอะกว่านี้มันก็ดี” หลานของคำก้านผู้ออกจากโรงเรียนมาทำประมงกล่าว

(ภาพ : GreenNews)

การทวงสัญญา และความไม่คืบหน้าที่ต้องคุ้นเคย

สมปอง เวียงจันทร์ ชาวบ้านจากวังสะแบงใต้ ต.หนองแสงใหญ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี หรือในอีกหนึ่งบทบาทก็คือแกนนำสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล เล่าถึงความคืบหน้าครั้งล่าสุด ว่าคือการเดินทางไปชุมนุม 31 วันของสมัชชาคนจนที่หน้าทำเนียบรัฐบาลระหว่าง 8 ต.ค. 2566 ถึง 8 พ.ย. 2566 และในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูลขึ้นมาโดยมี พีระพันธุ์ สารีรัตนวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ตามด้วยการตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและกำหนดหลักเกณฑ์ผู้ประกอบอาชีพกลุ่มประมงที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนปากมูลของสมัชชาคนจน ขึ้นมาโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นประธาน เพื่อจัดทำรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน ซึ่งกว่า 4 เดือนทีผ่านมาถึงวันนี้ “ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม” 

“ตอนนี้มี 841 รายชื่อที่รอแค่ให้ภาครัฐชดเชย ส่วนอีกกว่าพันรายชื่อตอนนี้กำลังรอตรวจสอบคุณสมบัติชาวประมง ตอนนี้คณะอนุกรรมการระดับจังหวัดก็ได้ตั้งคณะทำงาน 3 อำเภอขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่สำรวจ ประชุมกันไปล่าสุดเมื่อ 15 มี.ค. นี้เอง แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย” สมปอง กล่าว

สมปองกล่าวต่อว่า ณ ตอนนี้จะเร่งรัดให้คณะทำงานลงมาตรวจสอบคุณสมบัติทั้ง รายชื่อให้ครบถ้วนและจะเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมต่อไปว่าการชดเชยจะออกมาเป็นรูปแบบไหนที่ดินหรือค่าเยียวยาที่เป็นตัวเงิน ซึ่งหลังจากมีการประชุมคณะอนุกรรมการฯ เมื่อ 15 ม.ค. 2567 ที่ผ่านมาที่มีมติให้ดำเนินการสำรวจให้เสร็จภายใน 15 วัน แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ทางสมัชชาคนจนได้จัดมวลชนไปกดดันถึง 2 ครั้งแล้ว

“มันเป็นการหลอกชาวบ้านหรือไม่ที่บอกว่าจะให้ที่ดินครอบครัวละ 15 ไร่แทนอาชีพประมงที่สูญเสียไป แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ตอนนี้บริเวณแม่น้ำมูลแถวหมู่บ้านชาดถ้าเขาไม่เปิดเขื่อนปลาก็ไม่มีเลย แต่พอช่วงเขาเปิดเขื่อน 3 เดือนต่อปี เขาก็ไม่ให้จับเพราะก็อ้างว่าเราใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย” 

ป้าโนง แสนทวีสุข อดีตชาวประมงวัย 70 ปี ที่หมู่บ้านชาด เปิดเผย พร้อมทั้งเล่าประวัติชีวิตในอดีตว่า ตนก็เป็นชาวประมงหาปลามาตั้งแต่ยังเด็กแต่เนื่องจากการมาของเขื่อนปากมูลที่ทำให้จำนวนปลาลดลงจึงต้องเลิกหาปลาที่เคยใช้ยังชีพตั้งแต่เด็กไป โดยในทุกวันนี้ตนต้องอาศัยเบี้ยเลี้ยงคนชราเดือนละ 700 บาทเพื่อเลี้ยงชีพ

“เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาคราวที่ ธรรมนัส (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) มาที่เขื่อนราษีไศลได้บอกกับชาวบ้านว่าตอนนี้ไม่มีที่ดินแต่จะจ่ายเป็นเงินแทนโดยตอนนี้มีเงินแล้ว 3 หมื่นกว่าล้านบาท พร้อมจ่ายให้ 841 รายที่สำรวจสิทธิเสร็จแล้วทันที” ป้าโนง กล่าวเสริมพร้อมตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่ ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในคราวที่มารับฟังความคืบหน้าแนวทางการแก้ไขปัญหาของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนในภาคอีสาน ณ ศูนย์เรียนรู้ฯ ทามมูน ต.หนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เมื่อ 15 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา จะเป็นความจริงหรือไม่หลังจากจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ต่อการเยียวยาชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ 

“ตอนไป (ชุมนุมสมัชชาคนจนเมื่อปีที่ผ่านมา) ก็มีคนมาถามว่าเค้าจ้างมาเท่าไหร่ เราก็บอกมาด้วยตนเองจ้างอะไร ถ้าไม่อยากให้มาก็ไปทุบเขื่อนปากมูลทิ้งเลย ทุบวันนี้พรุ่งนี้จะกลับให้ดู ทุบแล้วก็เอาดินปรับมาให้เหมือนเดิม อันนี้กลับแน่ จะขอบคุณด้วยซ้ำ” คำก้าน เปิดเผยถึงความในใจ