เปิด 6 ข้อชี้ “ระบบจัดการกากอุตฯ ล้มเหลว” กรณีกากแคดเมียม 15,000 ตัน

มูลนิธิบูรณะนิเวศ-เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรม เปิดแถลงสาธารณะวันนี้ พร้อม 4 ข้อเสนอทางออกรายกรณี และ 3 ข้อเสนอเชิงนโยบาย  ย้ำเบาด์ แอนด์ บียอนด์ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด” รวมถึงข้อเสนอ “ระงับการออกใบอนุญาตโรงงานรีไซเคิลเพิ่ม”

สถานการณ์ล่าสุดวันนี้ “ยังหากากแคดเมียมไม่พบอีกกว่า 5 พันตัน” ด้านนายกสั่ง รมว.อุตสาหกรรม “ตั้งคณะทำงานสอบหาทางแก้คุมการให้ข่าว

นราวิชญ์ เชาวน์ดี รายงาน

(ภาพ : กระทรวงอุตสาหกรรม)

เปิด 6 ข้อ ชี้ “ระบบล้มเหลว”

วันนี้ (9 เม.ย. 2567) มูลนิธิบูรณะนิเวศและเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรมได้ร่วมกันเปิดแถลงข่าวออนไลน์ “กรณีกากแคดเมียม 15,000 ตัน” เปิด 6 ข้อเท็จจริง-ข้อสังเกตุที่สะท้อนว่า ระบบการจัดการกากอุตสาหกรรมของไทยปัจจุบัน “ล้มเหลว” ระดับวิกฤตและต้องการการแก้ไขโดยด่วน โดยรายละเอียดทั้ง 6 ข้อมีดังนี้

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)
(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)
(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)
(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)
(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)
(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

“ต่อกรณีการขนย้ายกากแคดเมียมจากหลุมฝังกลบในโรงงานจังหวัดตากมายังโรงงานในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ดังกล่าว บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด ได้รับอนุญาตให้ขุดและย้ายกากตั้งแต่ ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา และมีการขนย้ายกากครั้งสุดท้ายเมื่อ 8 ม.ค. 2567 รวมปริมาณทั้งหมด 13,832.10 ตัน รวมระยะเวลาขนย้ายกว่า 8 เดือน 

มูลนิธิฯ ตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจบนพื้นที่ฝังกลบของโครงการ เราคาดว่าบริษัทฯ อาจจะวางแผนพัฒนาพื้นที่โครงการและมีความจำเป็นจะต้องใช้พื้นที่ แต่ติดขัดที่ใช้ผืนดินเป็นที่ฝังกลบกากของเสียอันตรายจึงวางแผนขุดและย้ายออกมาก” 

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการบูรณะนิเวศ กล่าวในการแถลง “ข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะ เรื่อง กากแคดเมียม แค่ปิดโรงงาน/ปิดพื้นที่/ขนย้าย เรื่องไม่จบ ถึงเวลาแก้ปัญหาแบบใช้ปัญญา” 

เพ็ญโฉม กล่าวว่า กากแคดเมียมมีพิษที่ร้ายแรงแต่ในทางธุรกิจถือว่ามีค่ามหาศาลโดยแคดเมียมปริมาณ 1 ตันที่ผ่านการหลอมเรียบร้อยแล้วมีค่านับแสนบาท 

นอกจากเหตุผลทางธุรกิจแล้ว เพ็ญโฉม กล่าวว่าการดำเนินการดังกล่าวยังสอดคล้องกับการนโยบาย BCG ที่รัฐบาลกำหลังผลักดันอยู่ด้วยเนื่องจากเป็นการใช้ประโยชน์จากวัสดุที่ไม่ใช้แล้วนำมาใช้ประโยชน์ต่อ

“ถึงแม้ว่าโรงงานของบริษัท เจ แอนท์ บี เมททอล จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานปลายทางรับกากมีใบอนุญาตโรงงาน (รง.4) 3 ใบ 1 ในนั้น คือ ใบอนุญาตสำหรับหลอมสังกะสี และโลหะแคดเมียม แต่ว่าโรงงานยังไม่ได้แจ้งประกอบกิจการจากอุตสาหกรรมสมุทรสาคร ดังนั้นในทางกฎหมายจะไม่สามารถดำเนินการได้

อีกหนึ่งข้อสังเกตก็คือที่ผ่านมาโรงงานเริ่มมีการหลอมแคดเมียมไปแล้วบางส่วนหรือไม่ ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญที่หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องตรวจสอบ” เพ็ญโฉม กล่าว

4 ข้อเสนอทางออก “กรณีแคดเมียม 15,000 ตัน”

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

“ทราบว่ามีการขนย้ายออกมาทั้งหมด 13,832.10 ตัน ซึ่งถือว่าเป็นกรณีเร่งด่วน เรามีข้อเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบให้ชัดเจนว่ากากแคดเมียมทั้งหมดกระจายไปยังที่ใดบ้างและอยู่ในลักษณะไหนมีการรั่วไหลออกไปสู่สิ่งแวดล้อมหรือไม่ หากมีก็ต้องมีการแก้ไขให้อยู่ในสภาพดีไม่รั่วไหลออกมาอีก 

นอกจากนั้นหากเจอกรณีที่มีการหลอมแคดเมียมไปแล้ว เราอยากให้มีการติดตามเฝ้าระวังสภาพแวดล้อมในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นตัวโรงงานที่ใดก็ดี สภาพแวดล้อมและชุมชนก็ดี รวมถึงเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์ว่าฝุ่นหลังหลอมแล้วมีสัดส่วนของแคดเมียมปนเปื้อนหรือไม่

หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องตรวจสอบกระบวนการที่เกิดขึ้นตั้งแต่การขุดขึ้นมาหลังจากฝังกลบไปเรียบร้อยว่าทำไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การขุดกากแคดเมียมที่ฝังกลบไปแล้วต้องมีการทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ใหม่หรือไม่ เนื่องจากกรณีแคดเมียมถือว่าเป็นกากพิษจากอุตสาหกรรม และจะต้องตรวจสอบไปจนถึงว่ามีการกระทำทุจริตของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ 

นอกจากนั้นจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบออกสู่สาธารณะด้วย เนื่องจากเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบไปในวงกว้าง” ผู้อำนวยการบูรณะนิเวศ กล่าว

3 ข้อเสนอเชิงนโยบาย 

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

เพ็ญโฉมนำเสนอ 3 ข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยให้

“รัฐบาลควรทบทวนและปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมทั้งระบบ โดยขั้นแรกจะต้องยอมรับก่อนว่าระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันถือว่าล้มเหลวและมีช่องโหว่มากจากการที่เน้นออกกฎเอื้อต่อเอกชนอำนวยความสะดวกในการขนย้ายกากอุตสากรรมมากจนเกินไป

นอกจากนั้นอยากให้มีการระงับการออกใบอนุญาตประกอบกิจการรีไซเคิลประเภทต่าง ๆ เพิ่มเติม เนื่องจากโรงงานรีไซเคิลตอนนี้ก่อปัญหาอย่างมากในหลายจังหวัดทั่วประเทศที่ชุมชนได้รับผลกระทบจากกิจการดังกล่าว จึงอยากให้กระทรวงอุตสาหกรรมทบทวนการออกใบอนุญาต หรือระงับทุกกิจการที่สร้างความเดือดร้อน แล้วมาทบทวนกันใหม่ว่ากิจการดังกล่าวจะมีการควบคุมอย่างไรถึงจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในเรื่องการยกระดับปรับปรุงระบบควบคุมพิษและการรักษาสิ่งแวดล้อม เสนอให้กิจการรีไซเคิลทั้งหมดจะต้องมีการจัดทำ EIA/EHIA รวมไปถึงการให้รัฐบาลสนับสนุนกฎหมาย PRTR ฉบับประชาชน เราเชื่อว่า หากมีกฎหมายดังกล่าวปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่าง ๆ ในปัจจุบันจะลดความรุนแรงน้อยลง และทำให้ภาครัฐควบคุมจัดการได้ดีขึ้น” เพ็ญโฉม กล่าว

ดาวัลย์ จันทรหัสดี เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรม ได้เสริมว่า นอกจากนั้นภาครัฐควรจะสำรวจพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากกิจการรีไซเคิล ซึ่งจากการสำรวจของทางมูลนิธิฯ ตอนนี้พบว่ามีหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น ราชบุรี เพชรบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และปราจีนบุรี ซึ่งกิจการรีไซเคิลได้สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

“อีกเรื่องที่สำคัญคืออยากให้รัฐบาลปัจจุบันยกเลิกคำสั่งคสช.ที่ 4/2559 ที่มีผลให้กิจการเกี่ยวกับการรีไซเคิล โรงงานหล่อหลอมขยะ คัดแยกขยะ กิจการที่เกี่ยวข้องกับขยะที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมขยายกิจการได้ง่ายขึ้น โดยสามารถเข้าไปในพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ชุมชนได้โดยไม่ได้คำนึงถึงมิติความปลอดภัยและกฎหมายผังเมืองเลย

ประเด็นสุดท้ายคืออยากให้มีการปรับโครงสร้างอำนาจบริหารจัดการกากและการดูแลสิ่งแวดล้อม เนื่องจากปัจจุบันอำนาจในการออกใบอนุญาติและกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมและควบคุมการปล่อยมลพิษอยู่ในอำนาจของกระทรวงอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยอาจจะให้หน่วยงานอาทิ กรมควบคุมมลพิษเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมแทนเพื่อเป็นการคานอำนาจกัน” เพ็ญโฉมกล่าว  

(ภาพ : สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตาก)

ย้ำเบาด์ แอนด์ บียอนด์ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด”

“กากทั้งหมดมีผู้ที่เป็นเจ้าของคือ บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด ที่ได้ฝังกลบหมดแล้วตามมาตกราที่ระบุใน EIA แต่บริษัทก็ขุดขึ้นมาโดยไม่รับผิดชอบว่าทั้งหมดขนไปที่ไหนให้ถูกต้องและปลอดภัย

เราถือว่าความเสียหายทั้งหมด บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดตามหลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบตาม พรบ.ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535”  เพ็ญโฉม กล่าว

“ตอนนี้มีการมุ่งประเด็นไปที่ตัวแคดเมียมว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน แต่อยากให้กลับไปว่าผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างบริษัทที่เป็นต้นกำเนิดกากที่ถูกฝังไปแล้ว แต่กลับมาเปิดใหม่ถูกต้องไหม ถ้าไม่ก็ต้องมีการดำเนินคดี โดยนอกจากจะดำเนินคดีต่อเอกชนแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนในการอนุญาตก็ต้องหาคนรับผิดชอบให้ได้

อยากฝากว่าการกระทำทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้เป็นการวางแผนสมรู้กันหรือไม่ซึ่งถ้าเคสนี้ไม่มีการลงโทษคนผิดให้ชัดเจน เคสแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกเรื่อย ๆ ในพื้นที่ที่มีการฝังกากแร่และเห็นว่ากากแร่ดังกล่าวมีค่า” ดาวัลย์ กล่าว

(ภาพ : มติชน)

ยังหากากแคดเมียมไม่พบ “กว่า 5,000 ตัน”

จากกรณีที่กรรมาธิการการอุตสาหกรรม (กมธ.อุตสาหกรรม) สภาผู้แทนราษฎร แถลงเปิดเผยเมื่อ 3 เม.ย. 2567 ว่ามีบริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดตาก ได้ขายกากแร่สังกะสี และกากแร่แคดเมียมที่ฝังกลบในจังหวัดตาก ขายให้กับบริษัทหนึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร จนนำมาสู่การเข้าตรวจสอบของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครในวันต่อมาความคืบหน้าล่าสุดพบว่าขณะนี้เจอกากแคดเมียมใน 3 พื้นที่ ได้แก่

1. บริษัท เจ แอนด์ บี เมททอล จำกัด หมู่ที่ 2 ต.บางน้ำจืด อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร จำนวน 2,440 ตัน

2. บริษัท อิฟง จำกัด ใน ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ประมาณ 4,391.11 ตัน

3. บริษัท ซิน หงส์ เฉิง อินเตอร์ เทค (2008) จำกัด หมู่ที่ 6 ต.บางน้ำจืด อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร อีกจำนวน 1,034 ตัน

ล่าสุดวันนี้ (9 เม.ย. 2567) สำนักข่าวมติชน รายงานว่า จุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบที่โกดังแห่งหนึ่ง ใน ต.คลองมะเดื่อ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร จากการตรวจค้นพบกากแร่แคดเมียมและสังกะสี ใส่อยู่ในถุงบิ๊กแบ๊กขนาดใหญ่ในลักษณะเดียวกันกับที่พบในบริษัท เจ แอนด์ บี เมททอล จำกัด และ บริษัท ซิน หงส์ เฉิง อินเตอร์ เทค (2008) จำกัด โดย กรณ์วัชพล บุณะโกวิทย์ รับเป็นผู้ดูแลและให้เช่าโกดังแห่งนี้ เบื้องต้นจากการสอบถาม ผู้ดูแลโกดังแห่งนี้ รับสารภาพว่า ยินยอมให้บริษัท เจ แอนด์ บี เมททอล จำกัด เช่าโกดังเก็บแคดเมียมจริง เพื่อรอส่งไปยังบริษัทของนายจาง (บริษัท ซิน หงส์ เฉิง อินเตอร์ เทค (2008) จำกัด) ก่อนที่จะมีการส่งต่อไปยังโรงงานปลายทาง (จ.ชลบุรี)

“กากแร่แคดเมียมที่พบในโกดังแห่งนี้มีอยู่ราวๆ 312 ถุง หรือหากคิดเป็นน้ำหนักโดยรวมไม่น่าจะเกิน 500 ตัน ทั้งนี้ ก็จะต้องไปดูสัญญาเช่าอีกด้วยว่า ตามสัญญาระบุไว้ 1,500 ตันนั้น ทำไมเหลือเพียงเท่านี้ ซึ่งเบื้องต้นทางเจ้าของโกดังบอกว่า ได้ส่งไปให้มิสเตอร์จาง ที่ถูกจับกุมได้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา 

เพราะฉะนั้นในเรื่องของตัวเลขน้ำหนักโดยรวมของกากแร่แคดเมียมล็อตนี้ทั้งหมด ถ้าเราดูยอดการขนส่งจากจังหวัดตากถึงโรงงานเจ แอนด์ บี เมททอล จำกัด จ.สมุทรสาคร ตามที่ระบุไว้ประมาณ 13,800 ตัน ตอนนี้ยอดรวมจากการประเมินที่ถูกตรวจพบแล้วทุกที่นั้น ก็ยังคงเหลือที่ต้องตามหาอีกราวๆ 4,900 ตัน” อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวมติชน

10 เม.ย. 2567 กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสมุทรสาคร รายงานผลการตรวจสอบกรณีพบกากแคดเมียมในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครวานนี้ (9 เม.ย. 2567) ระบุว่า จากการตรวจสอบโกดังพบปริมาณแคดเมียมประมาณ 468 ตัน

(ภาพ : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล)

นายกสั่ง ก.อุตฯ ตั้งคณะทำงานสอบ-หาทางแก้-คุมให้ข่าว 

ความคืบหน้าล่าสุดจากทางฝั่งรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (9 เม.ย. 2567) ว่าได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาตรวจสอบการขนย้าย โดยให้ครอบคลุมทั้งการสืบหาข้อเท็จจริง ข้อบกพร่อง พร้อมหามาตรการแก้ไขและกำกับการขนย้ายกากแคดเมียมที่ยึดของไว้ ตลอดจนแคดเมียมที่เหลืออยู่ ตามพื้นที่ต่าง ๆ โดยต้องดำเนินการจัดการให้ถูกต้องในการเคลื่อนย้ายกลับไปยังกลุมฝังกลบในจังหวัดตากอย่างปลอดภัย 

พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เสริมว่าคณะกรรมการร่วมดังกล่าวประกอบไปด้วย 6 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดี (ดีเอสไอ) โดยมีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลัก 

“ส่วนที่มีข้อกังวลทั้งในพื้นที่ที่พบกากแคดเมียมและพื้นที่ต้นทางในจังหวัดตาก รวมถึงความกังวลเรื่องการให้ข่าวจากหลายที่ หลายกระทรวง นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้ให้ข่าวเรื่องนี้ เหมือนทำหน้าที่เป็นโฆษกของคณะกรรมการดังกล่าวเพื่อป้องกันความสับสนโดยวันนี้ เวลา 14.00 น. จะมีการประชุมเร่งด่วนเพื่อร่างคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องและจะประชุมคณะกรรมการอย่างเป็นทางการนัดแรกก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว