“เราต้องการสนธิสัญญาพลาสติกโลกที่เข้มแข็ง-ไทยควรมีบทบาท” 3 องค์กรสวล.

3 องค์กรสิ่งแวดล้อม “EJF-Greenpeace Thailand-EARTH” จัดเวทีเสวนา “สนธิสัญญาพลาสติกโลกสู่การยุติมลพิษพลาสติก สำคัญอย่างไรต่อสังคมไทย” ที่อาจเป็นความหวังใหม่ต่อการแก้ไขปัญหามลพิษจากพลาสติกด้วยกลไกกฎหมายระหว่างประเทศ หลังหลายฝ่ายเชื่อปัญหาพลาสติกไม่สามารถใช้มาตรการสมัครใจแก้ไขปัญหาได้แล้ว

เผยความกังวลในปัจจุบันสนธิสัญญาอาจไม่เข้มงวดอย่างที่หวัง พร้อมอีกหนึ่งปัญหาในประเทศที่ยังคงไม่มีกฎหมายรองรับ 

พร้อมแถลงต่อ 175 ประเทศ รวมถึงรัฐบาลไทย ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพ  “ต้องมีความจริงจัง-มีแนวทางเป็นรูปธรรม-มีขอบเขตเวลาชัดเจน-มีกลไกการเงิน”

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH))

อนุสัญญาพลาสติกโลกที่เข้มแข็ง

“เราต้องการสนธิสัญญาพลาสติกโลกที่เข้มแข็ง และมุ่งไปที่การลดการผลิตพลาสติกอย่างน้อย 75% ภายในปี 2583 เพื่อให้เรายังคงอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส 

ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการต่อกรกับปัญหามลพิษพลาสติกในเวทีเจรจาที่กำลังจะมีขึ้น โดยการให้คำมั่นต่อการปกป้องสิ่งแวดล้อมและกลุ่มเปราะบางโดยยึดโยงกับหลักการสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ยังสามารถเริ่มกำหนดนโยบายที่จะช่วยลดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งในประเทศได้ โดยกำหนดให้มีการพัฒนาและบังคับใช้กฎหมายการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle: PPP) ที่ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตพลาสติกตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การกระจายสินค้า การรับคืน การสร้างระบบใช้ซ้ำ รวมไปถึงรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม” พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ ประเทศไทยกล่าว

(ภาพ : นักข่าวพลเมือง Thai PBS)

สนธิสัญญาพลาสติกโลก ความหวังต่อการแก้ปัญหามลพิษพลาสติก

“เวลาเราพูดถึงมลพิษพลาสติกเราไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องของเศษพลาสติกแต่เราพูดถึงส่วนทุกองค์ประกอบที่ทุกวันนี้มันได้ก่อปัญหาทั้งต่อสิ่งแวดล้อม และต่อร่างกายมนุษย์ โดยปัจจุบันปัญหาในเรื่องมลพิษพลาสติกถือว่าเป็นปัญหาสำคัญและใหญ่มาก ทำให้ในการประชุมสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 5 (UNEA 5) เมื่อเดือนมีนาคม 2565 ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา สมาชิกทั้ง 175 ประเทศได้มีมติเห็นชอบร่วมกันให้มีการจัดทำมาตรการที่มีผลผูกพันทางกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากพลาสติก รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2567 นี้

ขณะนี้ร่างสนธิสัญญาดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการพิจารณาไปแล้ว 3 ครั้ง โดยมีการเผยแพร่ร่างฉบับแรกออกมาเมื่อเดือนธันวาคม 2566 ซึ่งจะเป็นร่างที่จะนำมาใช้เจรจากันในการประชุมพิจารณาครั้งที่ 4 ซึ่งกำลังจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-29 เมษายนที่จะถึงนี้ ที่เมืองออตตาวา ประเทศแคนาดา ก่อนที่จะมีการเจรจารอบสุดท้าย (ครั้งที่ 5) แล้วประกาศใช้ต่อไป

โดยสนธิสัญญาดังกล่าวจะต้องพูดถึงแนวทางที่ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของพลาสติกตั้งแต่ การขุดเจาะ มาสู่อุตสาหกรรมผลิตพลาสติก การขนส่งมาสู่ขั้นตอนการจำหน่าย บริหารจัดการหลังการใช้งาน” ปุณญธร จึงสมาน นักวิจัยนโยบายพลาสติก Environmental Justice Foundation (EJF) วันนี้ (25 มี.ค. 2567) 

ปุณญธร กล่าวต่อว่าสนธิสัญญาดังกล่าวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการจัดการปัญหามลพิษพลาสติกก็จะต้องมีผลผูกพันทางกฎหมาย (legally binding) ในร่างสนธิสัญญาฉบับแรกที่เผยแพร่ออกมาได้บรรจุเรื่องสำคัญ ๆ อาทิ มาตรการลดพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง การเลิกใช้หรือควบคุมสารเคมีในพลาสติกซึ่งถือว่าเป็นสารอันตรายและปัจจุบันยังมีการควบคุมที่ยังไม่เข้มงวดมากพอ กำหนดเป้าหมายรีไซเคิลพลาสติกซึ่งจะครอบคลุมไปถึงการกระบวนการรีไซเคิลที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย มาตรการกำกับการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว สารเคมีและสารเติมแต่งที่น่าห่วงกังวล การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ EPR (Extended Producer Responsibility) ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (just transition) และกลไกการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม 

“ปัจจุบันมีการประชุมไปแล้ว 3 ครั้ง ต่อไปเป็นครั้งที่ 4 ก่อนหน้านี้มีการพยายามร่างเอกสารขึ้นมา แต่ละประเทศตกลงกันไม่ค่อยได้ จึงต้องมาคุยกันในครั้งที่ 4 การข้อกำหนดเบื้องต้นที่จะให้จบภายในปีนี้ แสดงว่าจะต้องมีการประชุมอีก 2 ครั้งเท่านั้น ซึ่งถ้าเรียบร้อยต่อมาปี 2568 จะเปิดให้มีการลงนาม

สิ่งที่จะต้องจับตาก็คือโดยทั่วไปกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมจะไม่มีผลบังคับใช้ทันที แต่ละประเทศจะต้องให้สัตยาบันก่อน โดยในอดีตประเทศไทยการที่จะให้สัตยาบันนั้นมีปัจจัยว่าจะต้องมีกฎหมายในประเทศก่อนเพื่อจะได้เป็นหลักประกันว่าจะสามารถทำตามได้ นอกจากนั้นการให้สัตยาบันที่ถือว่าเป็นเรื่องที่มีผลผูกพันทางกฎหมายก็จะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาก่อนด้วย” ปุณญธร กล่าว

(ภาพ : นักข่าวพลเมือง Thai PBS)

มาตรการสมัครใจไม่ได้ผล “สาเหตุที่ต้องมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย”

“เคยมีองค์กรในระดับโลกผลักดันลดการใช้พลาสติกโดยมาตรการสมัครใจมาก่อนหน้านี้ โดยรณรงค์ให้แบรนด์ต่าง ๆ ห้างสรรสินค้า และรัฐบาล หันมาลดการใช้พลาสติกบรรจุภัณฑ์โดยเริ่มรณรงค์มาตั้งแต่ปี 2018 แต่การผลิตพลาสติกก็ยังเพิ่มขึ้น จึงเป็นข้อสรุปว่าต้องช่วยกันผลักดันสนธิสัญญานี้เนื่องจากใช้ระบบสมัครใจยังไม่มีผลมากพอ” 

ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในเวทีเสวนา สนธิสัญญาพลาสติกโลก สู่การยุติมลพิษพลาสติก สำคัญอย่างไรต่อสังคมไทย จัดโดย มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) กรีนพีซ ประเทศไทย (Greenpeace Thailand) และมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH Thailand) วันนี้ (25 มี.ค. 2567) ณ SCC Creative Space (สภาคริสตจักรในประเทศไทย)

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) กล่าวในเวทีเสวนาเช่นกันโดยได้ยกตัวอย่างปัญหาเกี่ยวกับมลพิษพลาสติกทั้งจากในประเทศ และต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและก่อปัญหามากยิ่งขึ้นซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เพ็ญโฉมมองว่าปัจจุบันไม่สามารถใช้มาตรการสมัครใจเข้ามาแก้ปัญหามลพิษพลาสติกได้แล้ว

“เวลาที่เราพูดถึงวงจรปัญหาพลาสติกนั้นประเทศไทยมีทุกอย่างที่ก่อมลพิษได้และปัจจุบันยังแก้ไม่ได้ รวมถึงมีแนวโน้มว่าจะก่อปัญหาเพิ่มมากขึ้นด้วย 

ส่วนในระดับโลกช่วงปี 2554 – 2555 สหประชาชาติมีแคมเปญระดับโลกเรื่องขยะในทะเล จนนำมาสู่การพูดคุยว่าทั่วโลกต้องลดขยะพลาสติกลงเพื่อช่วยระบบนิเวศในทะเล แต่สหประชาชาติก็ไม่สามารถทำให้ทั่วโลกลดการผลิตพลาสติกลงได้ เราเชื่อว่านี้เป็นเหตุที่การชักชวนโดยระบบสมัครใจใช้ไม่ได้” เพ็ญโฉม กล่าว

พิชามญชุ์ กล่าวไปในทางเดียวกันว่าจากการทำงานของกรีนพีซที่ผ่านมาก็พบว่าการใช้มาตรการสมัครใจเพื่อแก้ปัญหามลพิษพลาสติกไม่สามารถแก้ไขได้แน่ ๆ 

“เราพูดมาเสมอว่าอยากเห็นกฎหมายภาคบังคับขึ้นมา เพราะว่าถ้าไม่มีก็จะไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างแข็งขันได้” พิชามญชุ์ กล่าว

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH))

ไทยก็มีมาตรการ แต่ไม่มีกฎหมายรองรับ ปัญหาหนึ่งของประเทศ

“สำหรับเมืองไทยเราพูดเรื่องปัญหาขยะพลาสติกนี้มานาน เป็นเรื่องสำคัญของประเทศมาตั้งแต่ปี 2558 ที่มีการจัดอันดับว่าประเทศไทยปล่อยขยะพลาสติกลงทะเลมากเป็นอันดับที่ 6 ของโลก จนรัฐบาลเริ่มออกมาตรการตามมา แต่ว่าประเทศไทยมีแต่มาตรการไม่มีกฎหมาย Action plan ที่ไม่มีกฎหมายรองรับไม่สามารถทำอะไรได้ 

ส่วนถ้าจะตอบตรง ๆ ว่ากฎหมายบ้านเราพร้อมแล้วหรือยัง ก็จะตอบตามตรงว่ายังคงไม่พร้อม โดยกฎหมายบ้านเราจะยังเน้นที่ปลายทางคือตั้งแต่ผู้บริโภคสร้างขยะแต่ยังไม่ไปถึงขั้นผู้ผลิต นอกจากนั้นกฎหมายบ้านเรายังคงทิ้งภาระเรื่องขยะไว้ให้กับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมากเกินไป โดยไม่มีการสนับสนุนทั้งด้านกฎหมายและด้านการเงินให้กับท้องถิ่นเลย 

เรามีแผนหลายอย่างทั้งแผนขยะ แผนพลาสติก แผนขยะอาหาร แต่จุดอ่อนคือไม่เป็นกฎหมาย ไม่เป็น พ.ร.บ และภาครัฐยังไม่มีการผลักดันอย่างจริงจัง

ถ้าเทียบกับต่างประเทศ ในกลุ่มประเทศในยุโรปที่จัดการขยะดีเขามีทั้งการออกกฎหมายเพื่อนำหลักการ EPR มาใช้อย่างจริงจัง เก็บภาษีเตาเผาเพื่อให้การรีไซเคิลคุ้มค่ามากขึ้น ใช้ระบบมัดจำคืนเงินสร้างแรงจูงใจให้คืนภาชนะ เก็บค่าทิ้งขยะตามปริมาณที่ทิ้ง ซึ่ง OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นกลไกหลักที่จะช่วยจัดการขยะพลาสติกแต่ในไทยยังไม่มีเลย” ดร.สุจิตรา กล่าว พร้อมเสริมว่าสำหรับในเรื่องกฎหมายที่เริ่มมีการขยับแล้วได้แก่การออกกฎหมายขององค์การอาหารและยาในการแบนไมโครบีดส์ในเครื่องสำอาง แต่ก็ยังมีปัญหาตรงที่ยังไม่รู้ว่าตัวองค์การมีระบบติดตามตรวจสอบหรือไม่

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH))

ที่มา-ความร้ายแรง ปัญหาขยะพลาสติกในภาคอุตสาหกรรม

“ในประเทศที่ร่ำรวยทั้งจากอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่นที่เราเห็นว่ามีการจัดการสิ่งแวดล้อม คัดแยกขยะได้ดีมาก มีการจัดการดี สะอาดมาก แต่ก่อนหน้านี้ประเทศเหล่านี้ก็ส่งออกขยะไปที่จีน พอจีนห้าม ก็มีไทยเป็นเป้าหมายใหม่ 

ในปี 2561 เป็นต้นมามีการจับกุมการลักลอบนำเข้าขยะพลาสติก รวมถึงจับกุมโรงงานรีไซเคิลพลาสติกผิดกฎหมายในประเทศเยอะมาก ซึ่งมาตรการห้ามนำเข้าขยะในจีนก็เป็นสาเหตุให้เกิดโรงงานรีไซเคิลขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ในไทยเพิ่มขึ้นด้วย โดยปีนั้นไทยนำเข้าขยะพลาสติกสูงมาก ซึ่งขยะดังกล่าวก็มาจาก 80 ประเทศ ที่มีความเจริญก้าวหน้าทั้งนั้น เป็นอีกภาพหนึ่งของมลพิษพลาสติกในไทย”  เพ็ญโฉม กล่าว

เพ็ญโฉม เปิดเผยต่อว่า กระบวนการรีไซเคิลพลาสติกมีการปล่อยมลพิษมลพิษทั้งต่อดิน น้ำ และอากาศสูงมาก และโรงงานรีไซเคิลพลาสติกถือว่าเป็นแหล่งหนึ่งที่มีการปล่อย PM2.5 มากที่สุด นอกจากนั้นจากการที่มีสารเคมีหลายชนิด PM2.5 ดังกล่าวจึงถือว่ามีความอันตรายมาก ๆ 

“PM2.5 ที่ปล่อยออกมากอุตสาหกรรมอันตรายมาก ๆ แต่รัฐบาลไทยไม่มีการพูดถึง ซึ่งถ้าเรายิ่งขยายโรงงานรีไซเคิลทั้งขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ เราก็จะได้รับมลพิษที่หลากหลายมาก

ตอนนี้นอกจากรัฐบาลไทยนอกจากจะไม่สนใจแก้ปัญหาโรงงานรีไซเคิลแล้ว ยังมีการการเอาขยะพลาสติกไปทำเป็น RDF เพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าที่ถือว่าเป็นแหล่งปล่อยไดออกซินโดยตรง และตอนนี้ก็มีแผนที่จะขยายโรงไฟฟ้าขยะเพิ่มมากขึ้นด้วย ทำให้ตอนนี้ตอนนี้ที่จะน่ากลัวมาก ๆ คือมลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นรูปแบบของมลพิษจากพลาสติกอีกแง่หนึ่งที่ต้องพูดถึง” เพ็ญโฉม กล่าว

(ภาพ : Tadchakorn Kitchaiphon / Greenpeace Thailand)

EPR หนึ่งในเรื่องสำคัญในสนธิสัญญา

“ทางกรีนพีซมีกิจกรรม Brand Audit โดยการเก็บขยะและบันทึกว่าเจอสินค้าประเภทไหน แบรนด์อะไร เพื่อให้เขาหันมารับผิดชอบในผลิตภัณฑ์ของเขา หรือที่เรียกว่า การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต Extended Producer Responsibility (EPR)

การเก็บขยะเราเลือกพื้นที่ที่ไม่ได้รับการจัดการและเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้เห็นภาพชัดเลยว่าการถูกปกคลุมด้วยขยะทำให้พื้นที่นั้น ๆ ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมาก 

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมนี้เรายังไม่เห็นว่าจะมีใครมารับผิดชอบนอกจากภาครัฐที่เก็บไป ซึ่งการเก็บไปมันก็กลับมาจะกลับมาอีกเรื่อย ๆ เพราะมันก็ไม่ใช่การแก้ปัญหา

ณ วันนี้ผู้ผลิตเขาก็จะคิดแค่ผลิตสินค้าและนำไปวางที่ชั้นแล้วก็จบ แต่อันที่จริงผู้ผลิตจะต้องคิดมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นจะใช้วัสดุชนิดไหน จะกระจายสินค้ายังไงให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด รวมไปถึงการเก็บกลับไปสู่ระบบยังไง ไม่ให้ตกค้างในสิ่งแวลด้อม จะเห็นว่า 1 ในข้อกำหนดหลักของสนธิสัญญาฯ ก็มีเรื่องของ EPR เช่นกันซึ่งหมายความว่าทางสหประชาชาติ เห็นว่ามีความจำเป็นที่ผู้ผลิตจะต้องหันมารับผิดชอบผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

นอกจากนั้นปัจจุบันที่มลพิษทางสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นแล้วมาตรการในสนธิสัญญาก็ควรจะต้องครอบคลุมไปถึงการฟื้นฟูด้วย” หัวหน้าโครงการยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีช ประเทศไทย กล่าว

(ภาพ : Greenpeace Thailand)

ความหวังยังมี แต่

ศลิษา ไตรพิพิธสิริวัฒน์ ผู้จัดการโครงการพลาสติก Environmental Justice Foundation Thailand กล่าวในวงเสวนาถึงความหวังต่อสนธิสัญญาดังกล่าวว่าจะสามารถออกมาบังคับใช้ได้หรือไม่ หลังจากการเจรจาผ่านไป 3 ครั้งพบว่าแต่ละประเทศยังตกลงกันไม่ได้ในเรื่องรายละเอียด เนื่องจากประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมเคมีก็จะไม่เห็นด้วยให้ดำเนินมาตรการที่รุนแรงเด็ดขาด แต่ฝั่งประเทศที่ได้รับผลกระทบก็จะเห็นต่าง โดยระบุว่า ปัจจุบันความหวังยังคงมีเนื่องจากยังคงเหลือการประชุมอีก 2 ครั้ง แต่ก็ยังมีข้อที่น่ากังวล

“ในตัวดราฟที่เปิดเผยมาแล้วถ้านิยามง่าย ๆ จะเหมือนเป็นเมนูอาหารแต่ละหัวข้อจะแบ่งเป็น 3 – 5 ทางเลือก ซึ่งตัวเลือกแรกจะเป็นมาตรการที่เข้มงวดมากที่สุดและลดหลั่นลงไป โดยอันสุดท้ายจะมีความเข้มงวดน้อยที่สุด

ที่ผ่านมาความน่ากังวลคือผู้เจรจาจากแต่ละประเทศก็จะเลือกแตกต่างกันไป มีทั้งฝั่งที่อยากเข้มงวด อยากอยู่ตรงกลาง และมีฝั่งที่ค่อนข้างเสียงดังที่อยากให้เหมือนเดิมดีกว่าโดยมองว่าพลาสติกเป็นแค่เรื่องของการจัดการขยะ

ซึ่งหัวข้อสุดท้ายที่มีความเข้มงวดน้อยที่สุดดูจะมีแนวโน้มมาก เพราะฉะนั้นที่น่าเป็นห่วงคือสนธิสัญญาฯ นี้อาจจะออกมาแต่อาจจะไม่ใช่ยาแรงอย่างที่เราคาดหวัง ซึ่งเป็นจุดที่น่าห่วงกังวลที่สุด แต่ขอยืนยันว่าตอนนี้เรายังมีความหวังถ้าประชาชนมาช่วยจับตามอง ช่วยกันส่งเสียงก็มีแนวโน้มที่เราจะได้ยาแรง” ศลิษา กล่าว

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH))

“ต้องมีความจริงจัง-เป็นยาแรง-มีกรอบเวลาชัด-มีกลไกการเงิน” สิ่งที่อยากเห็นในสนธิสัญญา 

“สิ่งที่อยากเห็นในสนธิสัญญาก็คือต้องเน้นในการลดส่วนที่ไม่จำเป็น single use หรืออะไรที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจริงก็ต้องลดการใช้ อย่างลืมพลาสติกก็มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เราพูดเรื่องการลดคาร์บอน แต่เรากลับไม่พูดถังความเชื่อมโยงคาร์บอนกับพลาสติกทั้ง ๆ ที่พลาสติกก็มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเช่นกัน 

นอกจากนั้นก็อยากให้ทุกภาคส่วนหันมาช่วยกันคิดว่าจะใช้พลาสติกอย่างฉลาดได้อย่างไร 

อยากให้สนธิสัญญาฯ มากระตุ้นให้รัฐบาลมาทำงานกับภาคประชาสังคมมากขึ้น ทำให้เรื่องที่ภาคอุตสหกรรมไม่พูดถึงมากนัก ทั้งเรื่องการลด การ reduce อยากให้ทุกภาคส่วนช่วยกันคิดว่าที่เราพูดคุยวันนี้ไม่ใช่แค่เพื่อใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นพวกาเรทุกคน” ดร.สุจิตรา กล่าว 

“การยุติมลพิษพลาสติกเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รอไม่ได้ เพราะพลาสติกส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกรวน และสุขภาพของมนุษย์ทุกคนมากขึ้นทุกวันตามปริมาณ โดยเฉพาะกลุ่มคนอัตลักษณ์ชายขอบ ปัจจุบันแม้ปัญหาจะได้รับการพูดถึง แต่การแก้ปัญหาอย่างจริงจังจากต้นเหตุยังขาดเจตจำนงทางการเมือง สนธิสัญญาฉบับนี้จึงสำคัญมากที่จะทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องหันมาแก้ไขมลพิษพลาสติกจากต้นตอ ลดการผลิตและยกเลิกการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็นและมากเกินควร อย่างมีประสิทธิภาพ ทะเยอทะยาน แต่ยุติธรรม  และมีกรอบเวลาแล้วเสร็จที่ชัดเจน” ศลิษา กล่าว

“เราอยากให้เกิดตัวสนธิสัญญานี้ แต่จะออกมาในรูปที่เราอยากให้เป็นไหม อันนี้เป็นเรื่องท้าทาย เราอยากให้เป็นยาแรง แต่ภาคอุตสหกรรมก็คงอยากให้เป็นแบบยาอ่อน 

แต่ที่สำคัญคือกฎหมายในประเทศจะเป็นอย่างไร เรามีสนธิสัญญาที่ดี ๆ หลายอย่าง แต่ปัญหาอยู่ที่กฎหมายในประเทศไทยที่ทำให้เรื่องดี ๆ หลาย ๆ อย่างไม่มีประสิทธิภาพ 

ถ้าสนธิสัญญาผ่านออกมาเราก็ดีใจขั้นหนึ่ง แต่จะดีใจมากกว่านั้นถ้าออกมาแล้วเป็นยาแรง และที่ดีที่สุดคือมีกฎหมายในประเทศที่สอดคล้องกัน

มลพิษพลาสติกเป็นปัญหาที่กว้างใหญ่ และซับซ้อนมากกว่าปัญหาขยะพลาสติก โดยที่มลพิษพลาสติกส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและก่อพิษภัยต่อสุขภาพได้ลึกซึ้ง และร้ายแรงกว่ามากนัก ทั้งยังมีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และปิโตรเคมีที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คนและสิ่งแวดล้อมในหลายพื้นที่ 

นอกจากนั้นยังเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของผลิตภัณฑ์และขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มักมีพลาสติกซึ่งมีการใช้สารเติมแต่งชนิดต่างๆ ปะปนอยู่ด้วย สารเติมแต่งเหล่านั้นเมื่อผ่านกระบวนการผลิต หรือบำบัดหรือย่อยสลาย จะปลดปล่อยสารมลพิษที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสภาพแวดล้อมของโลกใบนี้ รวมถึงสรรพชีวิตบนโลกด้วย” เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศกล่าว

โดยในช่วงท้ายทั้ง 3 องค์กรร่วมกันอ่านแถลงการณ์ระบุถึง 10 ข้อเสนอเพื่อให้สนธิสัญญาฯ สามารถบรรลุเป้าหมายและแก้ไขปัญหาได้จริง ดังนี้ 

1. ลดการผลิตพลาสติกอย่างจริงจัง ยกเลิกการผลิตและการใช้พลาสติกที่เป็นปัญหา จัดการได้ยาก สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ได้

2. กำหนดให้มีการเลิกใช้สารเคมีอันตรายตลอดวงจรชีวิตของพลาสติก พิจารณาการใช้สารเคมีทดแทนที่ปลอดภัยและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

3. กำหนดให้มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการลดการใช้พลาสติก การใช้ซ้ำ การเติม การซ่อมแซม ที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และเข้าถึงได้โดยมนุษย์ทุกคน

4. กำหนดให้มีการพัฒนากฎหมายการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ที่ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของพลาสติกและค่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม

5. กำหนดให้ผู้ผลิตพลาสติกรายงานข้อมูลสารเคมีในวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการรายงานข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารเคมีและมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลาสติก สู่สาธารณะ

6. กำหนดให้มีมาตรฐานสากลในการจัดการพลาสติกที่ใช้แล้ว ที่ให้ความสำคัญกับการลดพลาสติกแต่ต้นทาง การห้ามเผาขยะพลาสติก การกำหนดมาตรฐานการจัดการขยะที่เข้มงวด รวมไปถึงการรีไซเคิลและการผลิตพลังงาน และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน

7. ไม่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่ผิดทาง รวมไปถึงการรีไซเคิลสกปรก การขยายโรงไฟฟ้าขยะ และพลาสติกทางเลือกที่ก่อให้เกิดปัญหาอื่น

8. ไม่สนับสนุนการเคลื่อนย้ายพลาสติกใช้แล้วข้ามพรมแดน และการส่งออกเทคโนโลยีที่ก่อมลพิษ อันเป็นการผลักภาระมลพิษไปยังประเทศกำลังพัฒนา

9. กำหนดให้มีการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการเยียวยาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษพลาสติก

10. กำหนดให้มีการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม โดยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน รวมไปถึง ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบทั้งในด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม ผู้ปฏิบัติงานและแรงงานที่เกี่ยวข้องกับพลาสติก เข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตที่ปลอดมลพิษพลาสติก โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แถลงการณ์ฉบับเต็ม