ค่าฝุ่นพุ่งตามตามคาด เกินมาตรฐาน 56 จังหวัด วันนี้

“ตามคาดการณ์” ค่าฝุ่นพุ่งต่อเนื่อง วันนี้เกินมาตรฐาน 56 จังหวัด (จากวานนี้ 54 จังหวัด) ทั่วทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ที่อากาศยังอยู่ในเกณฑ์ดี “ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ” กรมควบคุมมลพิษระบุ

ไฟป่าในหลายพื้นที่ภาคเหนือยังลามไม่หยุด “เชียงใหม่-น่าน-แม่ฮองสอน” เช่นเดียวกับในกาญจนบุรีที่ยังครองแชมป์จังหวัดที่มีจุดความร้อนมากสุดของประเทศ ขณะระดับภูมิภาค กัมพูชามากสุด แตะ 2,591 จุด (ไทยเพิ่มเป็น 1,712 จุด)

นายกฯ เศรษฐาเยี่ยมศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศ ทส. ติดตามสถานการณ์ฝุ่น-ชมเชียงใหม่โมเดล

(ภาพ : GISTDA)

เกินมาตรฐาน 56 จังหวัด

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานผ่าน Air4Thai ถึงสถานการณ์ฝุ่นทั่วประเทศเมื่อเวลา 12:00 น. วันนี้ (15 ก.พ. 2567) ระบุว่า “ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ” แทบทุกภาคยกเว้นภาคใต้ซึ่งค่าฝุ่นอยู่ในเกณฑ์ดี 

“56 จังหวัด มีปริมาณฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกินค่ามาตรฐาน (มากกว่า 37.5 มคก./ลบ.ม.) ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ กรุงเทพและปริมณฑล ภาคกลางและภาคตะวันตก และภาคตะวันออก เกินค่ามาตรฐานทุกพื้นที่

กรุงเทพและปริมณฑลเกินค่ามาตรฐานทุกพื้นที่ และมี 12 พื้นที่ เกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง ค่าฝุ่นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงมากกว่า 75.1 มคก./ลบ.ม.) 

ภาคกลางและภาคตะวันตก เกิดค่ามาตรฐานทุกพื้นที่ (ทั้งหมด 13 พื้นที่) และมี 7 พื้นที่เกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ 

ภาคตะวันออก เกินค่ามาตรฐานทุกพื้นที่ (ทั้งหมด 15 พื้นที่) มี 3 พื้นที่เกินค่ามาตรฐานในระดับสีแดง 

ภาคเหนือมี 21 พื้นที่จาก 30 พื้นที่เกินค่ามาตรฐาน และมี 1 พื้นที่ ต.ธานี อ.เมือง สุโขทัย เกินค่ามาตรฐานในระดับสีแดง 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 15 จาก 18 พื้นที่เกินค่ามาตรฐาน และมี 1 พื้นที่ ต.มีชัย อ.เมือง หนองคาย อยู่ในระดับสีแดง” คพ. ระบุ

สำหรับค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 รายชั่วโมง ข้อมูลจากระบบติดตาม PM2.5 จากเทคโนโลยีดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ ของ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) พบว่ามีถึง 59 จังหวัดที่เกินค่ามาตรฐาน และมี 38 จังหวัดอยู่ในระดับสีแดง และมีถึง 16 จังหวัดที่ค่าเฉลี่ย PM2.5 รายชั่วโมง มากกว่า 100 มคก./ลบ.ม. มากสุด 5 จังหวัดแรกได้แก่ แพร่ ราชบุรี สมุทรสงคราม สุโขทัย และชัยนาท

(ภาพ : FIRMS)

จุดความร้อนเพิ่มต่อเนื่อง กาญจนบุรียังมากสุด-เขมรมากสุดในภูมิภาค

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) เปิดเผยสถานการณ์จุดความร้อนล่าสุด วานนี้ (14 ก.พ. 2567) อ้างอิงข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) และจากดาวเทียมอีกหลายดวง ประเทศไทยมีจุดความร้อนเพิ่มขึ้นกว่า 600 จุด (จาก 1,097 เป็น 1,712 จุด) และจุดความร้อนในพื้นที่ป่าไม้ก็เพิ่มขึ้นจาก 571 เป็น 1,052 จุด 

กาญจนบุรียังคงเป็นจังหวัดที่พบจุดความร้อนมากที่สุด 328 จุด มากกว่าครึ่งอยู่ในพื้นที่ป่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งดับไฟป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าสลักพระ และอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์​อย่างต่อเนื่อง

“กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เผยข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) และจากดาวเทียมอีกหลายดวง เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 

ไทยพบจุดความร้อนทั้งประเทศ 1,712 จุด ซึ่งจุดความร้อนที่พบส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 546 จุด ตามด้วยป่าสงวนแห่งชาติ 506 จุด พื้นที่เกษตร 278 จุด แหล่งชุมชน และอื่น ๆ 195 จุด พื้นที่เขต สปก. 159 จุด และพื้นที่ริมทางหลวง 28 จุด สำหรับจังหวัดที่พบจำนวนจุดความร้อนสูงสุด ได้แก่กาญจนบุรี 328 จุด

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านพบจุดความร้อนมากสุดอยู่ที่กัมพูชา 2,591 จุด ตามด้วย พม่า 1,844 จุด ลาว 900 จุด และเวียดนาม 185 จุด” GISTDA ระบุ

(ภาพ : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)

ไฟป่าเหนือยังหนักหลายพื้นที่ “แม่โถ-น่าน-ปาย” 

เพจสถานีฝุ่น เปิดเผยความคืบหน้าสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ระบุว่า ไฟในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่โถ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ยังคงไม่สามารถควบคุมไฟได้ หลังจากลุกลามต่อเนื่องมาตั้งแต่เช้าวันที่ 12 ก.พ. 2567 โดยในช่วงเช้าพบจุดความร้อน จำนวน 25 จุด ขณะนี้ ทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้สั่งการให้ส่งหน่วยสนับสนุนจากส่วนกลางเพิ่มเข้าไป หลังจากก่อนหน้านี้ได้ระดมกำลังเข้าไปแล้วกว่า 60 นาย

สำหรับสถานการณ์ไฟป่าในเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่าน จ.น่าน ที่ลุกไหม้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 11 ก.พ. 2567 มีพื้นที่เสียหายแล้วกว่า 3 พันไร่ ต่อพงศ์ จันโทภาส ผอ.สคฟ.สบอ.13 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเร่งดับไฟโดยตั้งเป้าว่าจะดับให้ได้ภายในหนึ่งวัน

สยามรัฐ รายงานสถานการณไฟป่าที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้เร่งส่งกำลังเพื่อดำเนินการดับไฟป่าแล้ว หลังจากเช้าวันนี้ ดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตรวจพบจุดความร้อนขึ้น 16 จุด ส่วนสถานการณ์วานนี้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย ได้รับแจ้งจุดความร้อน (Hotspots) จำนวน 3 จุด จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการดับไฟป่า และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว พบพื้นที่เสียหายทั้งหมด 30 ไร่

บัณรส บัวคลี่ ฝ่ายสนับสนุนข้อมูลวิชาการ สภาลมหายใจภาคเหนือ ที่ปรึกษาสภาลมหายใจเชียงใหม่ เปิดเผยผ่านรายงานสถานีฝุ่น ว่า นอกจากเชียงใหม่แล้วทางแม่ฮ่องสอน ตาก คุณภาพอากาศก็ยังดี เพราะฉะนั้นก็ควรจะนำโมเดลการจัดการฝุ่นของทั้ง 2 จังหวัดไปปรับใช้ด้วย 

สำหรับสาเหตุที่คุณภาพอากาศยังถือว่าดีกว่าที่อื่น บัณรส กล่าวว่ามาจากหลาย ๆ ปัจจัย แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ 3 ป่าอนุรักษ์เหนือเขื่อนภูมิพล ได้แก่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น ยังไม่ไหม้ ซึ่งตามปกติในช่วงนี้เป็นช่วงที่จะต้องเริ่มไหม้แล้ว แต่ว่าหลังจาก 15 ก.พ. นี้จะเข้าสู่อัตราเสี่ยงเต็มที่

“ปีที่แล้ว 3 ป่าเหนือเขื่อนตรงนี้เป็นไฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศปีที่แล้วไหม้รวมกันว่า 8 แสนไร่ ตามปกติช่วงนี้ 3 ป่าเหนือเขื่อนจะต้องไหม้เละเทะแล้ว แต่ว่าปีนี้กลับเอาอยู่ ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดา ส่วนหนึ่งที่ต้องชมเชยคือหลังจากมีมติครม.ให้จัดกลุ่ม 3 ป่า การจัดการถือว่าดีกว่าเมื่อก่อน เมื่อก่อน 3 ป่านี่เรียกได้ว่าถูกทอดทิ้ง แต่ตอนนี้ถือว่าเอาจริง พอเอาจริงมันก็เลยเอาอยู่

แต่ว่ายังนอนใจไม่ได้ หลังจาก 15 ก.พ. 2567 ใบไม้ในป่าจะเริ่มแห้ง และจะเริ่มเข้าสู่ความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งถ้า 3 ป่านี้ยังเอาอยู่สถานการณ์ฝุ่นเชียงใหม่จะยังไม่ร้ายแรง” บัณรส กล่าว

(ภาพ : Thaigov)

นายกฯ ติดตามสถานการณ์ฝุ่น-ชมเชียงใหม่โมเดล

จากสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงเดินทางมายัง ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เพื่อติดตามปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยได้ดูภาพรวมจุดความร้อนภายในประเทศ และรับฟังรายงานจากปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

“หลังจากมารับฟังรายงานแล้วเห็นว่าจุด Hotspot ของค่าฝุ่น PM 2.5 อยู่ที่ จ.กาญจนบุรี ค่อนข้างเยอะ ซึ่งในวันนี้เวลา 13:30 น จะนัดหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และปลัด ทส. รวมถึงผู้บัญชาการทหารบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่าปัญหาของเรื่องฝุ่นอยู่ตรงไหน

นอกจากนั้นครั้งนี้เห็นว่าสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ใน จ.เชียงใหม่ ที่ควรจะหนักในช่วงนี้ แต่ตอนนี้พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสีเหลือง จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี และอยากจะทำเชียงใหม่ให้เป็นโมเดลนำร่องอีกหลายจังหวัด

สำหรับการแก้ปัญหาในระยะสั้น ที่กรุงเทพมหานคร ก็ได้ประกาศให้มีการ Work From Home บางส่วนแล้ว และในจังหวัดอื่นจะประสานให้ผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัดประสานกับฝ่ายความมั่นคงติดตามเรื่องนี้ รวมถึงประสานกับประเทศเพื่อนบ้าน ลาว กัมพูชาที่มีการเผาให้เร่งดำเนินการแก้ปัญหา

จากที่เจ้าหน้าที่รายงานว่าสถานการณ์จุดความร้อนขณะนี้ที่ จ.กาญจนบุรี ถือว่าน่าเป็นห่วง แต่อีก 2-3 วัน ทิศทางลมจะเปลี่ยนไป แต่ผมคิดว่าเราต้องทำวันนี้ให้คลี่คลาย ไม่ใช่จะบอกว่าอีก 3 วันจะดีขึ้น เพราะเราต้องอยู่กับมันไป ยังไงก็ต้องแก้ไขกันไป จะรออีก 3 – 4 วัน และให้ทิศทางลมดีขึ้น จะหวังให้ลมฟ้าอากาศมาช่วยก็คงไม่ได้ 

ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวนั้น ต้องดูกันไป ทั้งเรื่องควันพิษที่ออกมาจากรถยนต์ รวมถึงมาตรการที่จะเปลี่ยนให้ไปใช้รถ EV ซึ่งวันนี้กรุงเทพมหานครมีค่าความร้อนสูงหลายพื้นที่ และ 1 ใน 3 ออกมาจากรถยนต์ 

รวมถึงแนวความคิดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะมีการย้ายท่าเรือคลองเตยออกไป ก็เป็นเรื่องดี จะเป็นการแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว” นายกรัฐมตรี กล่าว

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในที่ประชุมนายกฯ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งลงพื้นที่ให้เยอะขึ้น เพื่อขอความร่วมมือให้ประชาชนงดเผาเศษวัชพืช ใบไม้ต่าง ๆ โดยจะมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย กรวงทรัพยากรธรรมชาติ และกองทัพบก ว่าจะช่วยชาวบ้านให้งดการเผาได้อย่างไร 

“จากการดำเนินการที่จังหวัดเชียงใหม่ที่เราคิดว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงที่รุนแรง แต่จากการบริหารจัดการที่ดีก็ทำให้ฝุ่นน้อยลงไป ซึ่งในช่วงนี้จะไปหนักที่กาญจนบุรีแทน ซึ่งจะให้ผู้ว่าฯ เร่งดำเนินการแก้ปัญหา

มาตรการเร่งด่วนตอนนี้ถ้าที่ต่างจังหวัดการเผาจะเป็นปัญหาหลักก็จะขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดการเผาเป็นหลัก ส่วนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ฝุ่นที่มาจากภาคขนส่งถือเป็นเรื่องใหญ่ ก็จะเน้นที่การ Work From Home ซึ่งจะเป็นการเป็นการขอความร่วมมือ รวมไปถึงว่าจะทำอย่างไรให้มีการลดใช้ยานพาหนะ และใช้รถสาธารณะให้มากขึ้น” อนุทิน กล่าว