ยื่นเข้าสภา “ร่างกฏหมาย PRTR ภาคประชาชน”

เครือข่ายภาคประชาชนนำโดย 3 องค์กรสิ่งแวดล้อม “EARTH-EnLAW-กรีนพีซไทย” ส่งตัวแทนยื่น “ร่าง พรบ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ…” ภาคประชาชน เข้าสภาวันนี้ พร้อม 12,165 รายชื่อผู้สนับสนุน

ชี้จะก่อประโยชน์ทุกฝ่าย “รัฐ-เอกชน-ประชาชน” วอนรัฐบาลเศรษฐาอย่าปัดตกด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ

รองประธานสภาฯ รับเรื่อง “จะเร่งดำเนินการ-อาจไม่เป็นร่างการเงิน”

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

ยื่นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสภาฯ

เช้าวันนี้ (14 ก.พ. 2567) ณ อาคารรัฐสภา มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิบูรณะนิเวศ กรีนพีซ ประเทศไทย และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ร่วมกันยื่นรายชื่อประชาชนจำนวน 12,165 รายชื่อ เพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ…. (ร่างกฎหมาย PRTR) ต่อ ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 พร้อมขอให้ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พิจารณาผ่านร่างกฎหมาย เพื่อเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯ

“วันนี้พวกเรา 3 องค์กรร่วมกับชุมชนหลายพื้นที่ที่กำลังเดือดร้อนจากมลพิษมาร่วมกันยื่นร่างกฎหมายในวันนี้ กฎหมาย PRTR ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เริ่มต้นกันมาตั้งแต่ปี 2535 ส่วนประเทศไทยก็มีการเรียกร้องให้มีกฎหมาย PRTR มากว่า 20 ปีแล้ว เพื่อใช้เป็นกฎหมายเฉพาะสำหรับการแก้ปัญหามลพิษอุตสาหกรรม และลดอุบัติภัยจากสารเคมี แต่กฎหมายดังกล่าวก็ยังไม่เกิดขึ้น

ตอนนี้สถานการณ์สิ่งแวดล้อมในประเทศมีความเสื่อมโทรมลงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากมลพิษทางอากาศ จากน้ำเสียที่ปล่อยมาจากโรงงานอุตสาหกรรม คุณภาพของแหล่งน้ำหลายแห่งเสื่อมโทรมลง รวมถึงปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสหกรรมอันตรายต่าง ๆ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของเรา ทำให้เราต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย

ถ้ามีกฎหมายฉบับนี้ทุกคนจะสามารถเข้าถึงข้อมูล จะได้รู้ว่าสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร โรงงานข้างบ้านเราปล่อยมลพิษอะไรออกมาบ้าง ซึ่งเราเชื่อว่า ถ้าไทยมีกฎหมายฉบับนี้คุณภาพของสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นอากาศ น้ำ ดิน และสุขภาพของคนไทยจะดีขึ้นแน่นอน” เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการ มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) กล่าว

 นอกจากนั้นเพ็ญโฉมกล่าวเสริมว่า ในประเทศอุตสาหกรรมต่าง ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ญี่ปุ่น ที่สามารถจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้ดีล้วนแต่มีการบังคับใช้กฎหมายที่สอดคล้องกับกฎหมาย PRTR เนื่องความสำคัญของกฎหมายนี้จะพุ่งตรงไปยังการลดการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมทั้งจากอากาศ แหล่งน้ำ ดิน โดยตรง รวมถึงได้รับการพิสูจน์จากประเทศต่าง ๆ แล้วว่า กฎหมายนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อภาครัฐ เอกชน และประชาชน

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

เหตุผล-ความจำเป็นที่ต้องมี

“ตัวร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการรับรองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลการปล่อยมลพิษอันตราย ซึ่งประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ และรับทราบข้อมูลมลพิษในบริเวณใกล้เคียงบ้านตัวเองได้ 

รวมถึงจะทำให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลมลพิษขนาดใหญ่ที่สามารถใช้วางแผนในเชิงนโยบาย เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวร่างกฎหมายได้กำหนดหน้าที่ที่สำคัญอย่างน้อย 2 ประการ 1. ให้ตัวผู้ก่อให้เกิดมลพิษ มีหน้าที่รายงานข้อมูลมลพิษที่อันตรายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็คือ กรมควบคุมมลพิษ และกรมฯ ต้องจัดทำฐานข้อมูลให้มีประสิทธิ และเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึง ซึ่งประชาชนสามารถรับทราบได้โดยไม่ต้องไปขอข้อมูล

ในร่างกฎหมายมีหลักประกันว่า ถ้าหากผู้ประกอบการเจ้าของแหล่งมลพิษไม่รายงานก็จะมีโทษในทางแพ่ง และถ้ารายงานเท็จก็จะมีโทษทางอาญา ซึ่งในร่างกฎหมายได้กำหนดให้มีคณะกรรมการ 1 ชุดที่มีสัดส่วนของภาคประชาชนที่เท่าเทียมกับหน่วยงานรัฐ เพื่อคอยกำกับระเบียบการทำงานของภาครัฐว่าดำเนินการอย่งามีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่

เราเชื่อว่าถ้าหากร่างนี้สามารถถูกผลักดันจนเป็นกฎหมายได้จริงจะเป็นการรับรองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลมลพิษที่เป็นสิทธิในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ดีตามรัฐธรรมนูญ” สุรชัย ตรงงาม เลขาธิการ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กล่าว

“ตั้งแต่ผมเกิดจนอายุ 50 ผมอยู่บ้านอย่างมีความสุขมาตลอด แต่พอมีโรงงานมาตั้งข้าง ๆ ตอนแรกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโรงงานอะไร ต่อมาก็มีขยะเข้า มีรถขนขยะเข้ามา เราก็ไม่รู้อีกว่ามันเข้ามาทำอะไร พอเขาเริ่มดำเนินการมีการเผา หลอม อากาศก็เริ่มแย่ น้ำก็เริ่มใช้ไม่ได้ ต่อมาก็เรื่องดิน ต้นยางพาราตายไปเป็นร้อย ๆ ต้น ปลาไม่ต้องพูดถึง ตายแน่นอน ไม่ใช่แค่ไม่มีกินหรือกินไม่ได้เท่านั้น มันไม่เหลือ นี่คือสภาพที่เกิดขึ้น 

พอชาวบ้านร้องเรียนไปทางหน่วยงานราชการ หน่วยงานก็มา แต่ไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปดูในโรงงาน เท่านั้นยังไม่พอ โรงงานก็ไม่บอกว่ามลพิษที่ปล่อยออกมาคืออะไร

ชาวบ้านแค่ต้องการมีน้ำดื่ม น้ำใช้ มีอากาศที่พอจะหายใจ และสามารถทำกินในพื้นที่ตนเองได้ นี่คือสิ่งที่ชาวบ้านต้องการ โรงงานก็ไม่ใช่คนในพื้นที่ จะทำอะไรก็ยาก หวังว่ากฎหมายจะช่วยให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปได้ นี่คือความหวังของเรา” ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบกล่าว

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

วอนเศรษฐา “อย่าปัดตกด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ”

“กว่าจะมาถึงวันนี้ ประชาชนทำมาหลายอย่างแ้ลว ทั้งส่งเสียงเรียกร้อง ฟ้องคดีความ ร่างกฎหมาย รวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย ขั้นตอนต่อไปทางสภาก็จะตรวจสอบรายชื่อ เปิดรับฟังความคิดเห็นให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาดูว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นอย่างไร 

ที่สำคัญคือนายกฯ ต้องไม่ปักดตกด้วยเรื่องงบประมาณ เพราะเรื่องนี้คือการลงทุนเรื่องของรากฐานที่สำคัญมาก ๆ ในการป้องกันสุขภาพของประชาชน และนำมาใช้จัดการมลพิษได้อย่างดี ซึ่งการลงทุนในส่วนนี้คุ้มค่ากว่าการต้องไปบำบัดความเสียหายที่เกิดขึ้น

เราหวังว่าประเทศของเราจะมีฐานข้อมูลการปล่อยมลพิษทั้งหมดของประเทศเพื่อนำมาใช้ปกป้องประชาชน และช่วยให้รัฐสามารถเข้ามาจัดการควบคุมดูแลให้มลพิษหมดไปจากประเทศไทย” อัลลิยา เหมือนอบ นักรณรงค์ด้านมลพิษทางอากาศ กรีนพีซ ประเทศไทย (Greenpeace Thailand) กล่าว

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

“จะเร่งดำเนินการ อาจจะไม่เป็นร่างทางการเงิน” รองประธานสภาผู้แทนราษฎร

“ยินดีรับร่างกฎหมายภาคประชาชน และจะนำรายชื่อทั้งหมดไปตรวจสอบ ดำเนินการตามระบบของการเสนอกฎหมายภาคประชาชน และจะเร่งดำเนินการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ต่อไป 

ตอนนี้ร่างกฎหมาย PRTR ของพรรคการเมืองได้ยื่นเข้ามาแล้ว และถูกวินิจฉัยแล้วว่าไม่ใช่ร่างทางการเงิน เพราะเป็นการให้กรมมลพิษได้ทำหน้าที่ของตนเอง และเพิ่มกลไกของภาคประชาสังคมเข้าไป 

หากร่างนี้ไม่เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินจะมีขั้นตอนการดำเนินงานที่เร็วขึ้น พร้อมสนับสนุนกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เป็นความปลอดภัยของประชาชนต่อไป โดยอาจจะได้เห็นการบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมในเร็ว ๆ นี้” ปดิพัทธ์ กล่าว