จับตา “ฝุ่นอีสาน – ไฟป่าตะวันตก”

สถานการณ์ฝุ่นอีสาน “หนักสุด-เกินมาตรฐานเป็นส่วนใหญ่” สอดคล้องกับการเพิ่มของจุดความร้อนในพื้นที่-คาดอีกปัจจัย “ฝุ่นข้ามแดนเขมร”

GISTDA เผยจุดความร้อนไทยพุ่งนำเพื่อนบ้าน-หนัก “เหนือ-ตะวันตก-อีสาน” ภาคประชาสังคมเตือนจับตาไฟ “ตะวันตก-กลาง-เหนือ”

ด้านฝุ่นกรุง “ยังอยู่ในเกณฑ์ดี” ขณะ กทม.-คพ. รณรงค์ “ลดเผาตรุษจีน” หวังช่วยลดฝุ่นกรุง

(ภาพ : แนวหน้า)

ฝุ่นอีสาน “หนักสุด”

ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานสถานการณ์ฝุ่นทั่วประเทศล่าสุด เมื่อเวลา 07:00 น. วันนี้ (8 ก.พ. 2567) ว่า มี 45 จังหวัดที่ปริมาณฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกินค่ามาตรฐาน (มากกว่า 37.5 มคก./ลบ.ม.) และหลายพื้นที่จาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลางและตะวันตก เกินค่ามาตรฐาน 

“5 จังหวัดที่มีค่าเฉลี่ย PM2.5 รายชั่วโมงมากที่สุด เมื่อ 9.00 น. วันนี้ (8 ก.พ. 2567) ได้แก่ มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และอำนาจเจริญ ตามลำดับ ตามด้วย มหาสารคาม ขอนแก่น หนองบัวลำพู กลุ่มจังหวัดอีสานใต้ล้วนสีแดงถ้วนหน้า” GISTDA รายงาน  https://pm25.gistda.or.th/ 

“สถานการณ์ฝุ่นใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลางและตะวันตก ยังคงเกินมาตรฐานเป็นส่วนใหญ่

ภาคเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 28.1 – 66.4 มคก./ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 31.7 – 79.9 มคก./ลบ.ม. ภาคกลางและตะวันตก เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 24.6 – 85.0 มคก./ลบ.ม. ภาคตะวันออก ภาคใต้ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เกินค่ามาตรฐานภาคละ 1 พื้นที่

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 18 พื้นที่จาก 19 พื้นที่ที่ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกินค่ามาตรฐาน และมีถึง 6 พื้นที่เกินค่ามาตรฐานในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง มากกว่า 75 มคก./ลบ.ม.) มากที่สุดที่ ยโสธร ชัยภูมิ หนองคาย มุกดาหาร อุบลราชธานี และกาฬสินธุ์ ตามลำดับ” กรมควบคุมมลพิษ รายงานผ่านเว็บไซด์ Air4Thai เมื่อเวลา 17:00 น. ที่ผ่านมา

(ภาพ : GISTDA)

จุดความร้อนไทยพุ่งนำเพื่อนบ้าน – หนัก “เหนือ-ตะวันตก-อีสาน”

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) เปิดเผยจุดความร้อนของวันที่ 7 ก.พ. 2567 จากข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) พบว่า ประเทศไทยมีจุดความร้อนรวม 1,320 จุด มากที่สุดในภูมิภาค (เมียนมา 1,059 จุด ลาว 407 จุด กัมพูชา 351 จุด และเวียดนาม 215 จุด)

โดยจุดความร้อนส่วนใหญ่ในประเทศอยู่ในพื้นที่ป่า ทั้งป่าสงวน และป่าอนุรักษ์ ซึ่งมากกว่าร้อยละ 50 ของจุดความร้อนที่พบในประเทศ ส่วนจังหวัดที่พบจุดความร้อนมากที่สุดคือ กาญจนบุรี

“จุดความร้อนในไทย ส่วนใหญ่พบในป่าอนุรักษ์ 410 จุด ตามด้วย ป่าสงวนแห่งชาติ 341 จุด พื้นที่เกษตร 241 จุด แหล่งชุมชนและอื่นๆ 162 จุด พื้นที่เขต สปก. 157 จุด และพื้นที่ริมทางหลวง 9 จุด โดยจังหวัดที่พบจำนวนจุดความร้อนสูงสุด ได้แก่ กาญจนบุรี 338 จุด” GISTDA ระบุ 

คาดฝุ่นข้ามแดนเขมร หนึ่งปัจจัยสำคัญฝุ่นอีสาน

“สถานีฝุ่นใช้แบบจำลองลม NOAA hysplit trajectory ตรวจสอบทิศทางลมพัดเข้าจังหวัดมุกดาหาร ในเช้าวันนี้ ภาพโมเดลแสดงทิศทางลมพัดเข้ามาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทิศใต้ หอบฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศกัมพูชาข้ามมาสมทบกับฝุ่นควันในประเทศที่มีการเผาหนาแน่นในภาคอีสานเช่นกัน” สถานีฝุ่น เปิดเผยเช้าวันนี้

 

ไฟป่าพื้นที่ ต.วังด้ง อ.เมือง กาญจนบุรี เมี่อกลางดึกวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา (ภาพ : ภานุมาศ สงวนวงษ์ / Thai News Pix)

เตือนจับตาไฟ “ตะวันตก-กลาง-เหนือ”

วานนี้ (7 ก.พ. 2567) บัณรส บัวคลี่ ฝ่ายสนับสนุนข้อมูลวิชาการ สภาลมหายใจภาคเหนือ และหนึ่งในผู้ที่ติดตามสถานการณ์ไฟป่ามาอย่างต่อเนื่อง เปิดเผยผ่านรายการสถานีฝุ่นปี 3 ระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์ไฟป่าในภาคตะวันตกของประเทศถือว่าหนักที่สุด โดยตอนนี้หนักกว่าภาคเหนือเรียบร้อยแล้ว

“ภูเขาที่กาญจนบุรีทุกลูกมีไฟตลอดเวลา แล้วที่ไหม้กันเยอะ ๆ แบบมหาศาลไหม้กันที่ไหนบ้าง มาดูที่ริมชายแดน ตรงไหนที่เป็นป่าติดชุมชนโดนหมดเลย ภูเขาทุกลูก ป่าทุกป่าโดนหมดเลย ไหม้ได้ไง 2 วัน ตรงรอบ ๆ บริเวณเขื่อนศรีนครินทร์ก็ไหม้ ปีที่แล้วไฟอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ติดอันดับ 1 ใน 10 ไหม้เละเทะ ปีนี้ก็สั่งลดให้ได้ 50% ถ้าออกมาแบบนี้คงจะไม่ได้แล้ว

สถานการณ์ฝุ่นในพื้นที่ภาคกลาง เหนือกรุงเทพฯ ขึ้นมา กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี ตอนนี้ท่านกลายเป็นผู้ประสบภัยจากฝุ่น ควัน ที่เกิดจากไฟไหม้ป่าตะวันตก ซึ่งล่าสุดทางกรมอุทยานฯ ได้มีคำสั่งย้ายด่วนหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ซึ่งเป็นแหล่งไฟใหญ่ ตอนนี้ที่นั่นใช้คำว่าเละเทะไปหมดแล้ว เป็นแหล่งไฟที่ใหญ่ที่สุดแทนภาคเหนือไปเรียบร้อยแล้ว” บัณรส กล่าว

“จากการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า ด้วยแบบจำลองระบบสารสนเทศ ระหว่างวันที่ 5 – 11 กุมภาพันธ์ 2567 พบว่ามี 9 จังหวัดซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟป่า ได้แก่ 1. ตาก 2. ลำปาง 3. เพชรบูรณ์ 4. เชียงใหม่ 5. นครสวรรค์ 6. แม่ฮ่องสอน 7. อุตรดิตถ์ 8. พิษณุโลก 10. น่าน โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตร พื้นที่เขต สปก. ป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้ สาเหตุอาจเกิดจากการจุดไฟเผาเพื่อหาของป่า หรือการเผาก่อนเตรียมการเพาะปลูก หรือการเผาหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นต้น” GISTDA คาดการณ์โดยใช้จำลองทางคณิตศาสตร์วิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจุดความร้อนสะสม (ทั้งข้อมูล VIIRS และ MODIS) ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ย้อนหลัง ประเภทการใช้ที่ดิน และข้อมูลสภาพอากาศล่วงหน้า (อุณหภูมิ และความชื้น) ของแต่ละช่วงเวลา

(ภาพ : คพ./สยามรัฐ)

ฝุ่นกรุง “ยังอยู่ในเกณฑ์ดี” กทม.-คพ. รณรงค์ “ลดฝุ่นตรุษจีน”

“สถานีตรวจวัดของ คพ. ร่วมกับ​ ​กทม. เกินค่ามาตรฐาน 3 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 18.7 – 56.3 มคก./ลบ.ม.” คพ. เปิดเผยสถานการณ์ฝุ่นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลวันนี้ 

“คาดการณ์ว่าในวันที่ 10 ก.พ. 2567 ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล จะอยู่ในเกณฑ์ดี” ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ เปิดเผย

กทม.และกรมควบคุมมลพิษได้ออกมารณรงค์ให้ประชาชน “ลดการเผาในช่วงเทศกาลตรุษจีน (9-10 ก.พ. 2567)” เพื่อช่วยลดฝุ่น PM2.5 ในอากาศในพื้นที่ 

“ขอความร่วมมือให้ประชนชนลดการจุด ธูป เทียน และหันไปใช้ธูปเทียนไฟฟ้าแทนเพื่อลดฝุ่น PM2.5 เนื่องจากในช่วงเทศกาลดังกล่าว มีการจุดเทียน ธูป การเผากระดาษเงินกระดาษทอง รวมถึงการจุดประทัดในบ้านเรือน หรือศาลเจ้า ซึ่งอาจทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครสูงขึ้น ประกอบกับเป็นช่วงสภาพอากาศแห้ง และแล้ง จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยได้ง่าย” เอกวรัญญู อัมระปาล ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และโฆษกของกรุงเทพมหานคร กล่าว

“ตามประเพณีเทศกาลตรุษจีนจะมีการจุดธูป จุดพลุ/จุดประทัด การเผากระดาษเงินกระดาษทอง เพื่อการเคารพบรรพบุรุษและเทพเจ้า ทั้งที่บ้าน ศาลเจ้า และสถานที่ต่าง ๆ กิจกรรมเหล่านี้ก่อมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนแบบภัยเงียบ 

งานวิจัยหลายเรื่องระบุว่า การจุดธูป และการเผากระดาษเงินกระดาษทอง จะเกิดฝุ่นขนาดเล็ก ก๊าซพิษ สารอินทรีย์ระเหยง่าย โลหะหนัก ซึ่งมีสารก่อมะเร็งบางชนิดรวมอยู่ และสารมลพิษอื่น ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้หากมีการรับสัมผัสในปริมาณที่มากเกินไป มีอาการเบื้องต้น เช่น เกิดการระคายเคืองตาและระบบทางเดินหายใจ (แสบตา คัดจมูก จาม ไอ ระคายคอ) และหากรับสัมผัสเป็นระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานอาจเกิดผลกระทบที่รุนแรงขึ้น” ปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผย

อย่างไรก็ตาม ไม่มีการนำเสนอข้อมูลวิชาการรองรับอย่างชัดเจนว่า การจุดธูปเทียนช่วงเทศกาลตรุษจีนมีส่วนเพิ่มปริมาณฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญเพียงไร