การแก้ไขไม่คืบ พีมูฟรวมตัวชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ทวงความคืบหน้า

ประกาศปักหลักชุมนุม “จนกว่าจะบรรลุ 3 ข้อตกลง” 

เผยสาเหตุต้องกลับมาชุมนุมอีกครั้งในระยะแค่ 3 เดือนหลังการชุมนุมครั้งก่อน เพราะ “รัฐบาลเพิกเฉย ดำเนินการแก้ปัญหาล่าช้า ไม่มีความคืบหน้า” 

เรียกร้อง 3 ข้อ “เปิดประชุมคณะกรรมการโฉนดชุมชน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพื่อเดินหน้าโฉนดชุมชน – เจรจากับพัชวาท ถึง 169 กรณีปัญหาของกระทรวงทรัพย์ – เปิดประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งระบบ”

(ภาพ : ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม)

3 ข้อเรียกร้อง รูปธรรม

ช่วงเช้าวันนี้ (5 ก.พ. 2567) ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ นำโดย ธีรเนตร ไชยสุวรรณ ประธานพีมูฟ และจำนงค์ หนูพันธ์ พร้อมด้วยชาวบ้านจากหลากหลายภูมิภาค เดินทางมารวมตัวกันบริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ฝั่งถนนพิษณุโลก เพื่อมาทวงถามต่อรัฐบาลหลังจากไม่มีความคืบหน้าตามที่ตกลงกันระหว่างพีมูฟกับรัฐบาล ในคราวที่พีมูฟเดินทางมาปักหลักชุมนุมเมื่อ ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา โดยในครั้งนี้ทางพีมูฟประกาศว่าจะไม่ยุติการชุมนุมจนกว่าจะบรรลุตามข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ ได้แก่

1. รัฐบาลต้องเดินหน้าโฉนดชุมชน ยุติการคุกคามประชาชนด้วย คทช. (คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) โดยต้องเปิดประชุมคณะกรรมการโฉนดชุมชน และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

2. แก้ปัญหาเรื่องด่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยพีมูฟขอเปิดเจรจากับรัฐมนตรี พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เพื่อหารือกรอบแนวทางการทำงานร่วมกันทั้งระบบรายกรณี และนโยบาย และหากไม่เปิดโอกาสให้ได้เข้าพบ ทางพีมูฟจะไม่ร่วมประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งระบบ ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นี้

3. เปิดประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งระบบ ซึ่งมี ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นประธาน เพื่อนำข้อสรุปการแก้ไขปัญหาทั้งหมดเข้าสู่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ที่มี ภูมิธรรม เวชยชัย เป็นประธานต่อไป

(ภาพ : ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม)

ประกาศปักหลัก จนกว่าข้อเรียกร้องบรรลุ

นับเป็นเวลากว่า 3 เดือน หลังพวกเราขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ ได้ปักหลักชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นครั้งแรกในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน พวกเราได้ลงแรง ลงใจ พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 10 ด้านให้ปรากฏแก่สาธารณชน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ข้อเสนอเรื่องปากท้อง ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย สิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและภัยพิบัติ สิทธิและสถานะบุคคล ความเป็นคน และศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงข้อเสนอว่าด้วยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การกระจายอำนาจ และร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม และ 16 ตุลาคม 2566

อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่าการดำเนินการแก้ไขปัญหาทั้งเชิงนโยบาย และรายกรณีของรัฐบาลชุดนี้ช่างล่าช้า ในหลายครั้งก็เฉไฉ ไม่ปฏิบัติตามที่ได้รับปากไว้กับประชาชน การกระทำตรงกันข้ามกับปากพูด เปิดทางให้ราชการใช้อำนาจกฎหมายที่ไร้ความเป็นธรรมไล่รุกชาวบ้าน ทั้งการดำเนินคดี ยึดที่ทำกิน ขับไล่ประชาชนออกจากพื้นที่ดั้งเดิมของตัวเอง ซึ่งหายนะที่เกิดแก่ประชาชนคนยากคนจนเช่นนี้ ก็สืบเนื่องจากฝ่ายนโยบายมีความเพิกเฉย จิตใจที่เย็นชา และความหน้ามืดตาบอดจนมองไม่เห็น และไม่อาจรู้สึกร่วมไปกับความทุกข์ร้อนของประชาชน

วันนี้พวกเราพีมูฟขอประกาศเปิดศักราชการชุมนุมปี 2567 ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไปอย่างไม่มีกำหนด ณ ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล จนกว่าจะบรรลุข้อเรียกร้องทั้งหมด

เรายืนยันว่าพร้อมปักหลักชุมนุมยาว และขอประกาศเชิญชวนพี่น้องประชาชนผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลายร่วมให้การสนับสนุน ทั้งเสบียงอาหาร น้ำดื่ม ยาสามัญ เครื่องนอน เครื่องครัว และอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ สำหรับการชุมนุมปักหลักค้างคืน รวมถึงขอเชิญชวนพี่น้องเข้าร่วมการชุมนุมของพวกเรากลุ่มพีมูฟได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” ตัวแทนจากพีมูฟได้อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เพื่อประกาศเจตนารมณ์การชุมนุมครั้งแรกในปี 2567 วันนี้ (5 ก.พ. 2567) 

(ภาพ : ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม)

169 กรณีปัญหา ทส.-โฉนดชุมชน “ไม่คืบ” – หลายหน่วยงานหลักส่อเพิกเฉย

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ไม่เคยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าพบ ไม่เคยมอบนโยบายอันเป็นประโยชน์ และเป็นธรรมต่อการแก้ไขปัญหา และคืนสิทธิ์ให้ประชาชน ไม่กล้าหาญเพียงพอที่จะปรับแก้กฎหมาย และนโยบายเดิมที่ล้าสมัย และเป็นภัยคุกคามต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล เป็นเหตุให้ขณะนี้พีมูฟมีกรณีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากถึง 169 กรณี คิดเป็นจำนวนมากถึง 63.5% ของจำนวนกรณีปัญหาทั้งหมดในพีมูฟ และมีกรณีเร่งด่วนมากถึง 13 กรณี ที่ชาวบ้านกำลังถูกไล่ที่ จับกุมดำเนินคดี เสี่ยงคุกตะราง

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ที่กำกับดูแลโดย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งควบตำแหน่งประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม กำลังพยายามทำลายแนวทางสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ หรือ โฉนดชุมชน โดยการแบ่งแยก ยุยงให้ประชาชนในพื้นที่ต้องแตกแยกในเรื่องแนวทางแก้ปัญหา เป็นเครื่องมือของหน่วยงานราชการอื่นๆ  ในการแย่งยึดที่ดินของประชาชนด้วยการบีบให้คนจนต้องรับโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ซึ่งเป็นมรดกบาปจากรัฐบาล คสช.” แถลงการณ์ระบุ

“ยังไม่ถึงครึ่งปีจากที่เรามาชุมนุมกันครั้งที่แล้ว ทางตัวแทนของรัฐได้มีการตั้งคณะกรรมการ รวมถึงมีมติครม. ทำให้เรามีความมั่นใจว่าจะมีความก้าวหน้าขึ้นจนเราก็กลับบ้าน แต่ในทางปฏิบัติทางรัฐบาลก็ยังเพิกเฉยทั้ง 10 นโยบายของเรา หลาย ๆ กรณีที่รัฐบาลรับปากไว้แล้วว่าจะแก้ปัญหาให้เรา แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใด ๆ เลย เราจึงต้องมาติดตามเพื่อทวงถามอีกครั้งหนึ่ง

พีมูฟได้ยื่นข้อเสนอให้คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน ปี พ.ศ. 2553 และ ปี พ.ศ. 2555  และเมื่อครั้งที่มีการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งระบบของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ครั้งที่ 1/2566 เมื่อช่วงปลายปี ในวันที่ 24 พ.ย. 2566 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

แต่ปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และความมั่นคงในที่อยู่อาศัยของประชาชนเป็นจำนวนมาก และยังพบว่ารัฐบาล และหน่วยงานรัฐยังดำเนินการสวนทางกับข้อตกลงที่ทำร่วมกันกับพีมูฟ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ (สคทช.) ที่ไม่ยอมรับแนวทางโฉนดชุมชน แต่เดินหน้าโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนซึ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชน 

สคทช. ได้ส่งหนังสือเข้ามาในพื้นที่ และมีการบีบบังคับไปในตัว ว่าถ้าชุมชนได้ไม่ตอบกลับก็จะถือว่ารับนโยบายของ คทช. 

ในพื้นที่เราดำเนินตามการวิถีชุมชน มีการบริหารจัดการธรรมชาติกันเองในชุมชน แต่พอ คทช. เข้ามาแทรกแซงจนทำให้ชุมชนไม่สามารถดำเนินการเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนได้ 

พอ คทช. เข้ามาสิทธิในการจัดการที่ดินกลับไปอยู่ที่ผู้ว่าฯ ไม่ได้อยู่ที่ชุมชน การพัฒนาบ้าน การพัฒนาชุมชนก็ต้องไปขอทางผู้ว่าฯ เท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาถ้าพื้นที่อยู่ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ผู้ว่าก็ไม่กล้าเซ็นรับ รวมถึงมีประชาชนบางส่วนถูกดำเนินคดี เราจึงไม่สามารถนิ่งนอนใจอยู่ที่บ้านได้ ต้องมาที่ทำเนียบรัฐบาล ณ วันนี้ เพื่อมาติดตามทวงถามอย่างสงบ เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวตามที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการในแต่ละด้านไว้แล้ว

และถ้าในช่วงบ่ายยังไม่มีการพูดคุยเจรจา เราน่าจะมีการขยับขับเคลื่อนอีกครั้ง” ธีรเนตร ไชยสุวรรณ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) กล่าว 

“ณ วันนี้ เราขอประกาศว่า ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ไม่เรียกประชุม หรือไม่เป็นประธานในการประชุมคณะทำงานชุดของกระทรวงทรัพย์ เราจะไม่ไปไหน และถ้ารองนายกฯ ภูมิธรรม ไม่เรียกประชุมเพื่อนำเสนอเรื่องโฉนดชุมชนที่เราดันมาตั้งแต่ 2553 เราก็จะปักหลักนอนกันตรงนี้จนกว่าท่านจะลงมาพบเรา และมีแนวทางที่ชัดเจน เราถึงจะกลับบ้านได้” จรัสศรี จันทร์อ้าย กรรมการบริหารขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม กล่าว

(ภาพ : ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม)

ยัน “จะไม่ย้ายสถานที่ชุมนุม”

เวลาประมาณ 09.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลดุสิต เข้ามาประกาศให้ทางพีมูฟย้ายที่ชุมนุมจากบริเวณประตู 4 หน้าทำเนียบรัฐบาล ไปยังบริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ (UN) ภายในเวลา 12.00 น. ของวันนี้ เนื่องจากพื้นที่บริเวณประตู 4 เป็นพื้นที่ห้ามชุมนุมตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เนื่องจากอยู่ในรัศมี 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ทางกลุ่มพีมูฟยืนยันจะปักหลักการชุมนุมบริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล อย่างไม่มีกำหนด จนกว่าการมาชุมนุมจะบรรลุตามเป้าหมาย

“ตามคำสั่งกองบังคับตำรวจนครบาล วันที่ 2 ก.พ. 2567 ขอให้ออกประกาศห้ามชุมนุมรอบทำเนียบรัฐบาลในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร โดยการจัดการชุมนุมของกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนและกีดขวางทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาล” คำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาล เรื่อง ประกาศห้ามชุมนุมในระยะ 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล ลงนามโดย พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

ธีรเนตร กล่าวถึงประกาศของทางตำรวจโดยระบุว่า พวกเราเป็นขบวนการของประชาชน เราไปไหนเราแจ้งตลอด ไม่มีการใช้ความรุนแรง แต่พอเราแจ้งไปแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยังพยายามที่จะสกัดกั้น จึงอยากจะขอให้เปลี่ยนจากการสกัดกั้นเป็นการอำนวยความสะดวกตาม พรบ.ชุมนุมเดิน  

ล่าสุดเวลาประมาณ 14:40 น. ทางพีมูฟยังปักหลักชุมนุนอยู่บริเวณเดิม

(ภาพ : PPTV HD 36)

ภาพรวมการชุมนุมครั้งที่แล้ว

ก่อนหน้านี้ทางขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ได้เดินทางมาปักหลักชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 2 ต.ค. 2566 จนถึง 17 ต.ค. 2566 เป็นระยะเวลากว่า 16 วัน เพื่อนำเสนอนโยบายทั้ง 10 ด้านต่อรัฐบาลของนายกรัฐมตรี เศรษฐา ทวีสิน ซึ่งทางพีมูฟเชื่อว่านโยบายทั้ง 10 ด้าน จะสามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่เผชิญอยู่ในปัจจุบันได้ นอกจากนั้นพีมูฟได้เสนอให้รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหากรณีเร่งด่วน และกรณีอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 266 กรณี รวมถึงต้องมีกลไกในการติดตามการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

ผลจากการเจรจาทำให้มีการตั้ง คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ขึ้น ในวันที่ 9 ต.ค. 2566 และที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 10 ต.ค. 2566 ก็ได้รับทราบข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 10 ด้าน ของทางพีมูฟ

คณะกรรมการชุดดังกล่าวมี ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการฯ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานคณะกรรมการฯ โดยมีสัดส่วนกรรมการฯ ระหว่างภาครัฐ และพีมูฟในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน และได้เปิดประชุมครั้งแรก เมื่อ 12 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมได้มีมติรับหลักการแนวทางแก้ปัญหา 6 ประการ และเห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการ 7 คณะ เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 10 ด้าน โดยทางพีมูฟได้เรียกร้องให้นำผลสรุปจากการประชุมดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี 16 ต.ค. 2566 

ซึ่งที่ประชุมครม. มีมติเห็นชอบเห็นชอบในหลักการ และแนวทางการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม 6 ประการ เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 7 คณะ ดังนี้

1. คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งระบบ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการ

2. คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการ

3. คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการ

4. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการโดยรัฐ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานอนุกรรมการ

5. คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคล โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธานอนุกรรมการ

6. คณะอนุกรรมการสิทธิที่อยู่อาศัยและการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานอนุกรรมการ

7. คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานอนุกรรมการ

และเห็นชอบให้คณะอนุกรรมการข้อเสนอของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ทั้ง 10 ข้อไปดำเนินการ

ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 10 ด้าน ได้แก่ สิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย, การกระจายอำนาจ, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, กระจายการถือครองที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม, การจัดการทรัพยากร, การจัดการภัยพิบัติ, ชาติพันธุ์, สิทธิสถานะบุคคล, รัฐสวัสดิการ และที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค