ข้อเสนอชุดแรกถึง กมธ. “ทิศหลอม 7 ร่าง พรบ.อากาศสะอาด”

6 ประเด็นน่าสนใจ ว่าด้วย “ข้อเสนอภาคประชาสังคม ถึงคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พรบ.อากาศสะอาด 7 ร่างที่สภาฯ เพิ่งรับหลักการ และอยู่ระหว่างกระบวนการสู่การแปรญัตติ” จากเวทีออนไลน์ “สภาลมหายใจ-ไทยพีบีเอส-เครือข่ายประชาสังคม” เช้าวันนี้ 

– “ระบุประเด็นให้ชัด-อย่าเล่นเกมการเมือง” นักวิชาการ

– “ต้องไม่ใช่แค่เครื่องมือแก้ปัญหาเชิงภัยพิบัติ แต่ยกระดับมาตรฐานการผลิต-การใช้ชีวิต” สภาลมหายใจฯ

– 10 ข้อเสนอเชิงหลักการ สภาลมหายใจภาคเหนือ 10 องค์ประกอบสำคัญ-จำเป็น ที่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะขาดไม่ได้

– “สิทธิ-การมีส่วนร่วมของประชาชน ต้องเป็นหัวใจสำคัญ” เครือข่ายอากาศสะอาด

– ข้อเสนอ “มาตรการลงโทษ-กองทุนฯ”

– ทิศการหลอมรวมร่างฯ “ก้าวไกล”

นราวิชญ์ เชาวน์ดี ผู้สื่อข่าว GreenNews รายงาน

(ภาพ : GreenNews)

“ระบุประเด็นให้ชัด-อย่าเล่นเกมการเมือง” นักวิชาการ

“ปัจจุบันกระบวนการในการผลักดันร่างกฎหมายอยู่ในขั้นตั้งกรรมาธิการในการแปรญัตติ  ซึ่งในเวทีในครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาศมีสำคัญที่จะหยิบเอาประเด็นที่ยังขาดตกอยู่ในการจัดทำร่างกฎหมาย ซึ่งในครั้งนี้อยากจะนำเสนออีก 3 – 4 ประเด็น 

เรื่องแรกที่อยากจะพูดในวันนี้ก็คือไม่อยากให้กระบวนการร่างกฎหมายเป็นเกมการเมืองของแต่ละพรรค เพราะจะทำให้กระบวนการมีความล่าช้าลงไป อาจจะไม่ทันกับสมัยประชุมวุฒิสภาที่จะหมดวาระในเดือน พ.ค. 2567 ที่จะถึงนี้ เพราะกฎหมายอากาศสะอาดควรจะผลักดันให้มีการประกาศใช้โดยเร็วที่สุด” 

ไพสิฐ พาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้อำนวยการ ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (ศวอ) เปิดเผย ในวงประชุมออนไลน์ ระดมข้อเสนอ ต่อ กรรมาธิการวิสามัญ พิจารณา “ร่างกฎหมายอากาศสะอาด” วันนี้ (29 ม.ค. 2567)

ไพสิฐ ให้ความเห็นต่อว่าในกฎหมายอากาศสะอาดที่จะประกาศใช้จะต้องระบุให้ชัดในประเด็นต่าง ๆ อาทิ ว่าจะทำอย่างไรให้สิทธิของกลุ่มเปราะบางให้ได้รับการคุ้มครองจากโรคที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ หน่ยวงานจากภาครัฐต้องทำระบบฐานข้อมูลให้ชัดเจนถึงแหล่งกำเนิดมลพิษ ซึ่งระบบฐานข้อมูลจะมีประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้วิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในการบริหารจัดการเพื่อให้มีอากาศที่มีคุณภาพที่ดี โดยไม่ต้องใช้ข้อมูลจากต่างประเทศที่บริบทอาจจะไม่สอดคล้องกับประเทศไทย ซึ่งในการวิจัยจะต้องมีการระบุถึงจำนวนงบประมาณให้ชัดเจน 

นอกจากนั้นการมีฐานข้อมูลที่มีความแม่นยำชัดเจน จะสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อกำหนดให้พื้นที่จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ หรือเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศเป็นเขตเฝ้าระวัง และเขตประสบมลพิษในอากาศ 

“ควรต้องมีการสนับสนุนการฟ้องร้องของประชาชนเพื่อป้องกัน แก้ไข เยียวยาผลกระทบที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ จากผู้ที่ปล่อยมลพิษทางอากาศจากแหล่งสำคัญ ๆ นอกจากนั้นแล้วบทบาทของภาครัฐที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถแก้ปัญหามลพิษทางอากาศได้ จึงต้องเขียนอย่างชัดเจนถึงการส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศ” ไพสิฐ กล่าว

ไพสิฐ เสนอเพิ่มเติมถึงเรื่องที่ยังไม่มีความชัดเจนในร่างกฎหมายฉบับของรัฐบาล และฉบับของเครือข่ายอากาศสะอาดก็คือ การใช้เครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออากาศสะอาด เพื่อระบุกิจกรรม หรือประเภทของกิจกรรมในเขตพื้นที่ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษเพื่อส่งเสริมให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตที่เป็นต้นเหตุของมลพิษทางอากาศให้ชัดเจน โดยการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ และการสนับสนุนหรืออุดหนุนโดยมาตรการทางการเงินหรือมาตรการทางการคลัง ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวจะต้องปรับใช้ตามสถานการณ์โดยการกำหนดกรอบใหญ่ ๆ และนำไปปรับใช้ให้สามารถบังคับใช้ได้จริง

(ภาพ : สถานีฝุ่น)

“ต้องไม่ใช่แค่เครื่องมือแก้ปัญหาเชิงภัยพิบัติ แต่ยกระดับมาตรฐานการผลิต-การใช้ชีวิต” สภาลมหายใจฯ

“ประเทศไทยเราไม่ขาดกฎหมาย สื่อมวลชนเอาอำนาจในการลงโทษของแต่ละร่างมาเทียบกัน ว่าร่างไหนมีบทลงโทษมากกว่า ซึ่งผมไม่เห็นประโยชน์อะไรเลย เพราะสิ่งที่เราขาดไม่ใช้อำนาจในการลงโทษ และไม่ใช้การให้อำนาจพิเศษกับใครก็ตาม เพราะตรงนี้เรามีกฎหมายที่เขียนไว้แล้วในกฎหมายอื่น ๆ 

แล้วสิ่งที่เราขาดคืออะไร ปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องของการผลิตของทุก ๆ ภาคส่วนในสังคม ยานยนต์ ก่อสร้าง เกษตรกร ส่งออก เลี้ยงสัตว์ คนในป่า ชาวบ้าน เป็นเรื่องที่ใหญ่มากและเกี่ยวข้องกันทั้งหมด 

สิ่งที่เราใช้ และล้มเหลวมาตลอดก็คือกลไกเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อแก้วิกฤตเฉพาะหน้า พอถึงฤดูก็ให้อำนาจผู้ว่าฯ จัดการ 

แล้วสิ่งที่เราต้องการคืออะไร ผมคิดว่ากฎหมายใหม่ ไม่ใช่เรื่องของการใช้เครื่องมือในการจัดการปัญหามลพิษฝุ่นในเชิงภัยพิบัติ แต่เจตจำนงค์ก็คือ การยกระดับมาตรฐานของประเทศ มาตรฐานการผลิตของประเทศ มาตรฐานการใช้ชีวิตของประเทศ เพื่อให้หลุดพ้นจากการปลดปล่อยมลพิษ ไปสู่มาตรฐานใหม่ 

ที่ผ่านมาเรามี วาระแห่งชาติ มีพรบ.ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม แต่การกำหนดมาตรฐานที่ผ่านมาก็ไม่สำเร็จ และไม่สามารถบังคับคณะกรรมการตามกฎหมายอื่น ๆ ได้ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้ร่างกฎหมายอากาศสะอาด มุ่งไปสู่การยกระดับแก้ปัญหา โดยใช้กลไกอำนวยการ เอื้ออำนวจประสานงานกับคณะทำงานต่าง ๆ ได้

สภาลมหายใจภาคเหนือ ได้ร่าง 10 ประเด็นสำคัญที่กฎหมายอากาศสะอาดจะต้องมีเพื่อไม่ให้ตกหล่น และมองทางออกร่วมกันแบบเป็นไปได้ มองวิสัยทัศน์ไปข้างหน้าให้มีการยกระดับ” บัณรส บัวคลี่ ฝ่ายสนับสนุนข้อมูลวิชาการ สภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวในเวที

อาคม สุวรรณกันธา ตัวแทนหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และฝ่ายประสานงานแก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดน สภาลมหายใจเชียงใหม่ เปิดเผยเพิ่มเติมถึงการแก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนในร่างพรบ.อากาศสะอาด โดยระบุว่า สำหรับร่างกฎหมายของเครือข่ายอากาศสะอาดจะเน้นในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน สำหรับเรื่องการจัดการฝุ่นควันข้ามพรมแดน ร่างของพรรคก้าวไกลจะพูดมีรายละเอียดมากกว่าถึงมากกว่าร่างอื่น ๆ 

ซึ่งหลังจากนี้อยากจะให้ทีมร่างกฎหมายทำการบ้านเพิ่มเติมว่าจะทำอย่างไรต่อไปให้การบังคับใช้เป็นไปได้ในการแก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดน  

“สิ่งที่เราจะต้องผลักดันต่อก็คือ เราอยากเห็นร่างกฎหมายที่มีความกลมกล่อมมากที่สุด และเอื้อต่อการแก้ไขปัญหาในระยะยาวมากที่สุด” อาคม กล่าว

10 ข้อเสนอเชิงหลักการ สภาลมหายใจภาคเหนือ

ข้อเสนอเชิงหลักการ สภาลมหายใจภาคเหนือ 10 องค์ประกอบสำคัญ-จำเป็น ที่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะขาดไม่ได้
1.
มีเป้าหมาย และกลไกปฏิบัติการยกระดับการผลิตและกิจกรรมก่อมลพิษต่างๆ เข้าสู่มาตรฐานใหม่คือ ต้องมีเจตจำนงของการเปลี่ยนประเทศสู่มาตรฐานใหม่ให้ได้ โดยผ่านข้อบังคับตามกฎหมาย แผนปฏิบัติการ และ ข้อบัญญัติที่เอื้ออำนวยให้การเปลี่ยนนั้น สำเร็จผล
2.มีโครงสร้างเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อความสมดุลในการต่อรองทางสังคม อันว่าการมีส่วนคงไม่สามารถยกมือโหวตเอาชนะ แต่หมายถึง พื้นที่แสดงความต้องการและเจตจำนงต่อการแก้ปัญหา ประเด็นปัญหาวิกฤตมลพิษฝุ่นควันอากาศพิษ เป็นความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ conflict of interest ที่มีเดิมพันสูงและกว้างขวางครอบคลุมหลายวงการ อาจจะชักจูงล็อบบี้ฝ่ายการเมืองได้ หรือ ทำให้ฝ่ายข้าราชการประจำไม่กล้าตัดสินใจ ต้องให้มีกลไกการเปิดมีส่วนร่วมให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล การเคลื่อนไหวและการตัดสินใจระดับต่างๆ และข้อมูลความเคลื่อนไหวที่สำคัญต้องเปิดให้สาธารณะรับรู้ (ไม่ถูกปิดโดยระเบียบ) ยกเว้นข้อมูลส่วนบุคคลที่กฎหมายห้ามหมายเหตุ : ร่าง พรบ.อากาศสะอาดฉบับรัฐบาล ให้คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดและพื้นที่เฉพาะ (ม.24) เป็นการพิเศษขึ้นมา แตกต่างจากร่างอื่น เพื่อให้มีกลไกการแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่พิเศษที่อาจทับซ้อนเชิงอำนาจ เช่นรอยต่อระหว่างจังหวัดเป็นต้นในทางปฏิบัติจริงหน่วยราชการอาจจะไม่เคยชินกับพื้นที่พิเศษที่ทับซ้อนเชิงอำนาจลักษณะนี้ หรืออาจมีข้อปัญหาติดขัดจากกฎระเบียบเดิม หรือไม่ ? (เอกสารที่รัฐสภาสรุปวาระแรกไม่มีมาตรานี้ ทราบว่าถูกตัดออก ซึ่งน่าเสียดายที่จะลดอานุภาพจัดการไฟแปลงใหญ่พื้นที่ทับซ้อน รัฐวิสาหกิจ ชายแดน เขตทหาร เขตป่าไม้ทับกับเขตปกครอง ที่เป็นปัญหาเชิง โครงสร้างในภาคปฏิบัติระดับพื้นที่) มีเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และกลไกใช้งานได้จริง ประกอบเป็นมาตรการ ทั้งบวกและลบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงในทางปฏิบัติ โดยมีกฎหมายรองรับ ทั้งนี้เพราะการผลิต/หรือกิจกรรมที่ปล่อยมลพิษบางอย่าง ไม่ควรใช้อำนาจบังคับห้ามวิธี/เทคนิคการผลิตภาคเกษตร ต้องใช้เครื่องมือจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ อุดหนุนต้นทุนการผลิตแทน เช่นเดียวกับ การปรับพินัยต่อผู้ปล่อยมลพิษ ตามหลัก PPP- กดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
3.มีความเป็นไปได้จริงของการบริหารจัดการกลไกราชการให้ขยับยกระดับการแก้ ทั้งแก้เหตุระยะยาวและการจัดการระยะเผชิญเหตุ กลไกที่ว่าออกแบบเพื่อขจัดอุปสรรคภายในระบบราชการที่ติดขัดอยู่เดิม คือ ต้องไม่ใช่แค่อำนาจพิเศษเฉพาะชั่วคราว แบบ พรก.ฉุกเฉิน /พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งไม่เพียงพอ และไม่ใช่แค่ เขียนในแผนมาตรการตามวาระแห่งชาติ พ.ศ.2562 แต่เมื่อปฏิบัติการจริงทำไม่ได้ กลไกการประสานบูรณาการกับอำนาจเฉพาะเรื่องนั้นๆ ซึ่งก็มีกฎหมายเฉพาะของตัวเองรองรับอยู่ เช่น พรบ.อ้อยและน้ำตาล พรบ.ข้าว พรบ.โรงงาน พรบ.อุทยานฯ พรบ.ป้าไม้ การแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อยกระดับการผลิตในบางพื้นที่ต้องอาศัยกฎหมายหลายด้านและมีที่ติดขัดเป็นอุปสรรคกันเอง เช่น พื้นที่อำเภอแม่แจ่ม มีการปลูกข้าวโพดมากและมีสถิติจุดความร้อนสูงต่อเนื่องทุกปี การจะแก้ปัญหาไม่ใช่แค่ห้ามเผา แต่ต้องลงลึกไปถึงเรื่องสิทธิที่ทำกิน สาธารณูปโภคเครื่องมือจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ เป็นต้นหมายเหตุ : ร่าง พรบ.อากาศสะอาดฉบับรัฐบาล ให้คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดและพื้นที่เฉพาะ (ม.24) เป็นการพิเศษขึ้นมา แตกต่างจากร่างอื่น เพื่อให้มีกลไกการแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่พิเศษที่อาจทับซ้อนเชิงอำนาจ เช่นรอยต่อระหว่างจังหวัดเป็นต้นในทางปฏิบัติจริงหน่วยราชการอาจจะไม่เคยชินกับพื้นที่พิเศษที่ทับซ้อนเชิงอำนาจลักษณะนี้ หรืออาจมีข้อปัญหาติดขัดจากกฎระเบียบเดิม หรือไม่ ? (เอกสารที่รัฐสภาสรุปวาระแรกไม่มีมาตรานี้ ทราบว่าถูกตัดออก ซึ่งน่าเสียดายที่จะลดอานุภาพจัดการไฟแปลงใหญ่พื้นที่ทับซ้อน รัฐวิสาหกิจ ชายแดน เขตทหาร เขตป่าไม้ทับกับเขตปกครอง ที่เป็นปัญหาเชิง โครงสร้างในภาคปฏิบัติระดับพื้นที่) มีเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และกลไกใช้งานได้จริง ประกอบเป็นมาตรการ ทั้งบวกและลบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงในทางปฏิบัติ โดยมีกฎหมายรองรับ ทั้งนี้เพราะการผลิต/หรือกิจกรรมที่ปล่อยมลพิษบางอย่าง ไม่ควรใช้อำนาจบังคับห้ามวิธี/เทคนิคการผลิตภาคเกษตร ต้องใช้เครื่องมือจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ อุดหนุนต้นทุนการผลิตแทน เช่นเดียวกับ การปรับพินัยต่อผู้ปล่อยมลพิษ ตามหลัก PPP- กดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
4.มีบทบัญญัติที่กล่าวถึงภาคการเผาที่โล่ง ที่เป็นแหล่งกำเนิดใหญ่สุดของประเทศตามสถิติและต้องแก้ปัญหานั้นได้จริงกฎหมายที่มีอยู่กำหนดโทษการเผาที่โล่งหลายฉบับ ทั้งการเผาภาคเกษตร เผาในมือง และเผาในป่า แต่ไม่สามารถบังคับใช้จริงได้ เพราะแต่ละแหล่งมีเงื่อนไขบริบทเฉพาะ แค่มีบทบัญญัติการสั่งห้ามเฉยๆ ไม่ได้ ต้องประกอบสร้างขึ้นด้วยแผนปฏิบัติการที่อาจต้อง บูรณาการหลายฝ่ายหลายข้อกฎหมาย และมีงบประมาณเฉพาะพื้นที่นั้น ๆ

ทั้งนี้ การกล่าวถึงแหล่งกำเนิดอื่นๆ ก็จำเป็นต้องเอ่ยถึงให้ครอบคลุมทุกแหล่ง แต่ที่เอ่ยถึงการเผาที่โล่งเป็นการเฉพาะ เนื่องจากต้องมีข้อบัญญัติที่ลงรายละเอียดวิธีการ กล่าวถึงการห้ามลอยๆ หรือแค่บทกำหนดโทษจะไม่ได้ผล

บทบัญญัติเรื่องการแก้ปัญหาแหล่งกำเนิดที่ดี อ่านแล้วสามารถจินตนาการออกว่า จะแก้เผาอ้อยได้อย่างไร แก้เผาข้าวได้อย่างไร แก้มลพิษจราจรได้อย่างไร แก้เผาป่าอนุรักษ์ได้ อย่างไร แก้เผาป่าสงวนได้อย่างไร ฯลฯ
5.ต้องให้เกิดมีบทบาทของงานวิชาการเป็นกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนสังคม ร่างกฎหมายหลายฉบับไม่ได้เอ่ยถึง บทบาทงานวิชาการ และ บางฉบับเอ่ยถึงแต่ไม่ครบองค์ประกอบ สำคัญ คืองานวิชาการที่เกี่ยวข้องบรรยากาศศาสตร์ Atmospheric Science เช่นฟิสิกส์บรรยากาศ เคมีบรรยากาศ อุตุนิยมวิทยาภูมิศาสตร์ นอกเหนือจากศาสตร์อื่นๆการเปลี่ยนแปลงทางอุตุนิยมวิทยาบรรยากาศมีผลอย่างยิ่งต่อมลพิษอากาศและวิกฤตฝุ่นทั้งด้านความรู้ การป้องกันแก้ไข และการเผชิญเหตุ และยังต้องมีบทบัญญัติให้มีกลไกของกลุ่มงานวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาที่ต่อเนื่อง มีเป้าหมาย และน ามาใช้ประโยชน์ได้จริง โดยกฎหมายต้องบังคับให้หน่วยงานรัฐสนับสนุนจริงจัง เช่น เปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ เกิดเป็น big data เป็นต้น
6.จำเป็นต้องบรรจุเพิ่มแนวคิดใหม่เรื่องการแก้มลพิษข้ามแดน โดยใช้ข้อตกลงทางการค้าเป็นเครื่องมือและให้มีกลไกปฏิบัติที่สอดคล้องกับข้อตกลงการค้า ซึ่งแทบไม่ปรากฏในร่างกฎหมายที่เสนอมา คือ แนวคิดการห้ามนำเข้าสินค้าเกี่ยวกับการเผาที่โล่งที่กระทบต่อสุขภาพคนในประเทศ โดยอาศัยข้อตกลงทางการค้าโลก สามารถออกมาตรการกีดกันทางการค้าโดยข้ออ้างสุขภาพ สิ่งแวดล้อมได้ เช่น กรณีที่สหภาพยุโรป ห้ามนำเข้าสินค้าปล่อยคาร์บอนที่มีผลต่อเรือนกระจก หรือ CBAM มีผลต่อการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรืออาหารสัตว์ของไทยโดยตรง กลไกที่กฎหมายต้องพิจารณาปรับปรุง คือ อำนาจของคณะกรรมการชุดใหญ่ที่สามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรีออกประกาศห้ามนำเข้าสินค้าที่มีผลกระทบต่อสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม และมีผลผูกพันต่อการนำเข้า โดยไม่ผิดข้อตกลงทางการค้า

มาตรการทางการค้า เป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ส่วนข้อเสนอการเอาผิดผู้ปล่อยมลพิษข้ามแดน โดยอ้างอิงแนวทางประเทศสิงคโปร์ มีร่างกฎหมายหลายฉบับเสนอมา นอกเหนือจากร่างรัฐบาล แนวทางนี้ต้องมีข้อมูลหลักฐานทาง วิชาการที่หนักแน่นมารองรับ ถือเป็นชุดมาตรการทางอาญาและทางแพ่ง
7.สิทธิของประชาชน ร่างแทบทุกฉบับกล่าวถึงสิทธิ ในอากาศ ที่ควรเน้นย้ำคือ สิทธิในการปกป้องดูแล รับการรักษาพยาบาลของกลุ่มเสี่ยง หรือผู้มีอาการผิดปกติ โดยการออกตัวบ่งชี้ถึงสิทธิเข้าถึงการตรวจรักษาระดับสูง มีการเพิ่มความชัดเจนในสิทธิฟ้องร้องเอาผิดทางอาญาทางแพ่งและต่อรัฐ มีการกล่าวถึงสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลสำคัญ สิ่งที่ควรเพิ่มคือหน้าที่ของรัฐ รับรองสิทธิที่ว่าโดยไม่ต้องร้องขอ คือ กำหนดให้หน่วยงานเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งมลพิษ หรือ สถิติของแหล่งมลพิษต่างๆ โดยไม่ต้องร้องขอ
8.มีกองทุน เพื่อความคล่องตัวจากเงื่อนไขทางงบประมาณ และที่สำคัญที่ต้องพิจารณา เพิ่มเติมคือ เงื่อนไขที่ชัดเจนในการใช้กองทุนเพื่อประโยชน์จ าเป็นจริง และลดการแทรกแซง การใช้เงินจากอ านาจการเมือง ร่างกฎหมายมีกล่าวถึงการให้มีกองทุน แต่ไม่ชัดเจนใน หลักการสำคัญ ไม่ให้ถูกแทรกแซง และใช้เงินเพื่อประโยชน์ที่จำเป็นจริง
9.อำนาจบังคับ และบทลงโทษ ตามพรบ.นี้ ต้องพิจารณาแบ่งเป็นลำดับขั้น ทั้งให้ ความเป็นธรรมกับผู้ปล่อยมลพิษจากกิจกรรมปกติในชีวิต กับ ทั้งผู้รับมลพิษที่เป็นเหยื่อเนื่องจากกฎหมายเดิมแต่ละฉบับ มีบทกำหนดโทษสำหรับการปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานอยู่เดิม คือ รถยนต์ ปล่อยควันดำ โรงงานอุตสาหกรรม ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน ปิ้งย่าง พรบ.สาธารณสุข การเผาเกษตร พรบ.สาธารณสุข เผาป่า พรบ.ป่าไม้ อุทยาน หรือหากลามเป็นโทษกับผู้อื่นมีกฎหมายอาญา ตามมาตรา 220 ผู้ใด กระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใดๆ แม้เป็นของตนเอง จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท สามารถเปิดช่องให้เจ้าพนักงานตามกฎหมายนี้ เอาผิดด้วยกฏหมายเดิมได้ หรือไม่เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อน

การเอาผิดทางแพ่ง ควรเปิดช่องให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบฟ้องร้องเอาผิดทางแพ่งต่อผู้ปล่อยมลพิษ โดยวางระบบข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ขนาดของมลพิษอย่างเป็นทางการ ณ ขณะนั้น ประกอบเป็นหลักฐานให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก หากเป็นการปล่อยมลพิษต่อสาธารณะ เจ้าพนักงานของรัฐ หรือ อัยการ เป็นโจทย์

มีบทเว้นโทษ ให้กับผู้ก่อมลพิษที่อยู่ระหว่างด าเนินการตามแผนปฏิบัติการแก้ปัญหา (คือปล่อยเกินได้หากมีลำดับการพยายามแก้ไข เช่น ลดพื้นที่ปลูกโดยลำดับ เป็นต้น) เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนยกระดับมาตรฐานสังคมในบั้นปลาย
10.เสนอเพื่อตัดทิ้ง หมายเหตุ : ข้อความตามมาตรา 81 ร่างฉบับรัฐบาล ผู้ใดแพร่ข่าวไม่เป็นความจริงฯ เจตนาทeลายชื่อเสียงของกิจการโดยชอบกฎหมาย จำคุก1 ปี ปรับ 1 แสน ถ้าแพร่ผ่านสื่อ ปรับไม่เกิน 5 แสน คุก 5 ปี เป็นโทษหนักกว่า กฎหมายประเภทเดียวกัน คือ ทั้งพรบ.คอมฯ และอาญาฯหมิ่นประมาท มีไว้เอื้อต่อการฟ้องปิดปาก ผู้หวังดี ผู้ที่ส่งเสียงเตือน สมควรควรตัดทิ้ง

“สิทธิ-การมีส่วนร่วมของประชาชน ต้องเป็นหัวใจสำคัญ” เครือข่ายอากาศสะอาด

“หลังจากได้รับฟังความคิดเห็น เห็นว่ามีประโยชน์ ในหลาย ๆ ด้าน หลักการที่สภาลมหายใจเสนอถือว่าสอดคล้องกับหลักการของเครือข่ายอากาศสะอาด และกมธ.สัดส่วนภาคประชาชน อาจจะมีรายละเอียดบางส่วนแตกต่างกันแต่คุยกันได้

ในฉบับของเครือข่ายอากาศสะอาดเราใช้เรื่องของสิทธิประชาชนเป็นฐาน ไม่ใช่ใช้การดำเนินการของรัฐเป็นฐาน เราจะต้องสถาปนาสิทธิในการที่จะหายใจในอากาศที่สะอาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในสิทธิที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี การเขียนกฎหมายที่รับรองสิทธิเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างมาก

ไม่ใช่แค่สิทธินในการหายใจในอากาศสะอาดเท่านั้น แต่รวมถึงสิทธิในข้อมูลข่าวสาร สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการวางแผนร่วมกับภาครัฐ สิทธิในการฟ้องคดีได้รับการเยียวยาความเสียหาย ซึ่งสิทธิเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกัน และควรจะต้องถูกสถาปนาอย่างเป็นระบบในร่างกฎหมายอากาศสะอาด

เพราฉะนั้นการยกร่างพรบ.อากาศสะอาดจะต้องให้ความสำคัญกับการเขียนเรื่องสิทธิของประชาชนในเรื่องของอากาศสะอาด และอื่น ๆ อย่างชัดเจนและเป็นระบบ ซึ่งเมื่อมีสิทธิแล้วหน้าที่ของรัฐจะตามมา 

รัฐมีหน้าที่เคารพไม่ใช่การเขียนอย่างรัฐมีหน้าที่มอบสิทธิให้กับประชาชน

ในมุมมองของเครือข่ายฯ คิดว่าจะต้องปรับกระบวนทัศน์ในการร่างกฎหมายโดยจะต้องเน้นสิทธิของประชาชนให้เห็นชัดตั้งแต่เริ่มกระบวนการ และรัฐมีหน้าที่อย่างไรในการปกป้องสิทธิของประชาชน ซึ่งถ้าเขียนอย่างมีรายละเอียดที่ชัดเจนในเรื่องของสิทธิของประชาชน และเป็นหัวใจสำคัญของร่างจะทำให้ประชาชนยกสิทธิของตนขึ้นยันกับรัฐได้เมื่อถูกละเมิดสิทธิ

นอกจากนั้น ประโยชน์อีกอย่างของการเขียนเรื่องสิทธิของประชาชนอย่างชัดเจนก็คือ ภาคประชาชนสามารถติดตามภาครัฐ ว่าได้ทำหน้าที่ของตนหรือไม่

เพราะฉะนั้นในชั้นของกรรมาธิการฯ เราต้องการเห็นการมองในเรื่องของสิทธิมนุษยชนเป็นฐานของการยกร่าง” ดนัยภัทร โภควณิช หนึ่งในทีมยกร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับ เครือข่ายอากาศสะอาด (ประเทศไทย) หรือฉบับประชาชน และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด 

“ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจัดการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ ที่ไม่ใช่แค่การรับฟังความคิดเห็น การแสดงความคิดเห็นเท่านั้น แต่ควรเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมถึงในระดับการจัดการร่วม ซึ่งเป็นการจัดการร่วมกันระหว่างภาคประชาชน และภาครัฐในลักษณะหุ้นส่วนทางอำนาจที่มีความเท่าเทียมกัน 

เพราะฉะนั้นจึงเห็นตรงกันในเรื่องของคณะกรรมการร่วมระหว่างภาคประชาชนกับภาครัฐ ที่จะต้องมีสัดส่วนเท่าเทียมกัน ซึ่งภาคประชาชนที่เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการก็ควรให้กลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ ในการร่วมออกแบบแผนแม่บท กฎระเบียบอื่น ๆ ที่จะออกตามมา” ดนัยภัทร กล่าว

(ภาพ : สถานีฝุ่น)

ข้อเสนอ “มาตรการลงโทษ-กองทุนฯ”

“ในเรื่องของการจัดการหมอกควันข้ามพรมแดน คิดว่าควรจะต้องมีมาตรการเชิงบังคับลงโทษ และมาตรการเจรจาควบคู่กัน 

สำหรับในเรื่ององค์กรที่จะมีหน้าที่เด็ดขาดในการจัดการปัญหาเรื่องอากาศสะอาด ดนัยภัทร มองว่าควรจะต้องมีโครงการองค์กรใหม่ที่ทำหน้าที่บูรณาการจัดการในส่วนนี้ เนื่องจากการดำเนินการที่ผ่านมาของภาครัฐเห็นได้อย่างชัดเจนว่ายังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

มาตรการเศรษฐศาสตร์ทางเครือข่ายเห็นด้วยว่าจะต้องมี สำหรับในเรื่องกองทุนเฉพาะยืนยันว่าควรจะต้องมี และต้องไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินด้วย โดยจะต้องหาเงินเองได้พึ่งพาตนเองได้ ซึ่งจะตอบโจทย์กว่ากองทุนสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีประสิทธิภาพแค่ไหน

สำหรับบทกำหนดโทษ เห็นด้วยว่าไม่ได้จำเป็นจากขนาดนั้น เราต้องคำนึงถึงมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดว่า การกำหนดมาตรการทางกฎหมายอาญาจะต้องกระทำโดยจำเป็น และเป็นกรณีร้ายแรงเท่านั้น การเขียนกฎหมายอาญาที่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่แล้วก็อาจจะขัดกับมาตรา 77 และไม่ได้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

โดยเพราะอย่างยิ่งกฎหมายทางอาญาอะไรก็ตามที่จะไปกำจัดสิทธิ และเสรีภาพในการแสดงออกของบุคลคล เครือข่ายฯ ภาคประชาชนก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว อีกอย่างก็คือโทษเกี่ยวกับการแสดงออกที่ผิดกฎหมายมันมีกฎหมายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดเรื่องนี้ในกฎหมายอากาศสะอาดที่กำลังร่างอยู่นี้” ดนัยภัทร กล่าว

“ตอนนี้ร่างกฎหมายอยู่ในชั้นของวาระที่ 2 ให้กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายทั้ง 7 ฉบับ เพื่อที่จะมาหลอมรวมให้เป็นร่างที่เกิดประโยชน์มากที่สุด 

ในอดีตประชาชนส่วนมาจะให้ความสนใจกับวาระที่ 1 หลังจากโหวตกฎหมายเสร็จแล้วบางคนก็จะหลงลืมกันไป แต่สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้อยากให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการประชุมทุกครั้ง โดยพรรคก้าวไกลก็จะประสานกับภาคประชาสังคม ภาคประชาสังคมตลอด ว่าการประชุมแต่ละครั้งเป็นอย่างไรบ้าง และการดำเนินการมีความคืบหน้าอย่างไร” ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคก้าวไกล และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด กล่าว

(ภาพ : สถานีฝุ่น)

ทิศการหลอมรวมร่างฯ “ก้าวไกล”

“สำหรับข้อแรกที่ อ.ไพสิฐ เสนอว่าร่างฉบับนี้มันต้องเร็ว แต่ความเห็นนั้นจะต้องมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย คิดว่าไม่ควรให้เร็วเกินไป เพราะจะไม่สามารถนำร่างอื่น ๆ เข้ามาประกอบกับร่างทั่วไปได้ ในส่วนของผมอาจจะบอกไม่ได้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ แต่อยากให้ความมั่นใจว่าเมื่อเสร็จแล้วจะเกิดประโยชน์สูงสุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุดแน่นอน

สิทธิของประชาชนในการรักษา ร่างของพรรคก้าวไกลจะต่างจากร่างอื่นเล็กน้อย คือเราไม่ได้มองเรื่องการรักษาอย่างเดียวแต่มองเรื่องการคัดกรอง และตรวจสุขภาพของประชาชนด้วย ซึ่งเราจะทำให้ชัดเจนมากขึ้นในชั้นกรรมาธิการ

ในเรื่องของระบบฐานข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนจะต้องเข้าถึงได้ ร่างของก้าวไกลระบุชัดเจนว่าข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกเปิดเผยให้เข้าถึงง่ายอย่างแน่นอน 

การสนับสนุนงานวิจัย ที่อ.ไพสิฐเสนอให้เพิ่มเข้าไปในนโยบาย เราจะนำเสนอให้กมธ.เพิ่มต่อไป 

ในเรื่องการประกาศเขตภัยพิบัติ จากการประชุมครม. การประกาศเขตภัยพิบัติก็ต่อเมื่อค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงมากกว่า 250 มคก./ลบ.ม. นอกจากนั้นกรมควบคุมมลพิษตอนนี้ก็มีการคุยกันว่าจะเปลี่ยนเป็น 150 มคก./ลบ.ม ต่อเนื่องเกิน 3 วัน ซึ่งถ้าเกณฑ์ตามนี้จังหวัดเชียงใหม่จะมีการประกาศเขตภัยพิบัติเพียง 1 – 2 ครั้งเท่านั้น ซึ่งผมคิดว่ค่าตรงนี้ยังสูงเกินไป ควรจะปรับลดลงมาอีก

นอกจากนั้นเรามองว่ากฎหมายของครม. มีการนำเอาพรบ.ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมเข้ามาใส่เยอะเกินไป อาจจะต้องมีการตัดทอนค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะมาตรา 81 ที่ยังไงก็ต้องแก้ ตัดออกแน่นอนในเรื่องของการฟ้องปิดปากประชาชน และสื่อมวลชน ซึ่งพรรคก้าวไกลเห็นว่าควรจะเปลี่ยนจากการฟ้องปิดปากเป็นการเปิดเผยรายชื่อให้สาธารณชนดีกว่า

เรื่องการให้ตัวแทนจากท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ร่างของก้าวไกลจะชัดเจนว่าคณะกรรมการในระดับจังหวัดเราจะใช้นายกอบจ.แทนผู้ว่าราชการจังหวัด ที่เรามองว่ามีความเหมาะสมมากกว่า และมีความยึดโยงกับประชาชนมากกว่า 

ต่อมาคือเรื่องของการเปิดเผยข้อมูล นอกจากการเปิดเผยเกี่ยวกับ hotspot หรือจุดความร้อนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งทีเรามองคือก่อนหน้านี้เราไม่รู้เลยว่ารัฐทำอะไรไปบ้าง เพราะฉะนั้นถ้ามีการนำเสนอผลดำเนินการของรัฐต่อสภาผู้แทนราษฎร จะทำให้ประชาชนรับทราบว่าแผนการดำเนินการ ผลการดำเนินการของรัฐบาลเป็นอย่างไรบ้าง ก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น

ร่างฉบับสมบูรณ์ที่จะออกมาเราจะให้ความมั่นใจว่าจะนำแต่ละร่างมาประกอบให้ดีที่สุด ไม่ให้ข้อดีตกหล่น และจะมีการสื่อสารกับภาคประชาสังคมตลอด” ภัทรพงษ์ กล่าว

ชมย้อนหลัง เวที

เอกสารประกอบ นำเสนอในเวที : 

มุมมองประชาชนต่อกลไกแก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนและกฎหมายที่เป็นจริงภาคปฏิบัติ โดยสภาลมหายใจภาคเหนือ

ตารางเปรียบเทียบ 7 ร่างกฎหมายอากาศสะอาด

ความเห็นเพื่อเพิ่มเติม ร่างพรบ.อากาศสะอาด (ร่างรัฐบาลเศรษฐา) โดยอ.ไพสิฐ พาณิชย์กุล มช.

ข้อเสนอ กมธ.แปรญัตติ ร่างพรบ.อากาศสะออาด สภน. โดย บัณรส บัวคลี่ สภาลมหายใจเชียงใหม่