3 ประเด็น “ความต่าง” พรบ.อากาศสะอาด “ร่างรัฐบาล-ร่างภาคประชาชน”

ฐานคิดกลไกดำเนินการแหล่งเงิน” 3 ความต่างเนื้อหา พรบ.อากาศสะอาดร่างครม.เศรษฐา (ปยป.) – ร่างเครือข่ายอากาศสะอาด (ภาคประชาชน)”

มุมมองผศ.ธนาชัย สุนทรอนันตชัยหนึ่งในทีมกฎหมาย เครือข่ายอากาศสะอาด และผู้ช่วยอธิการบดี .หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ผ่านบทสัมภาษณ์กับ ผศ.ดร. เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้ดำเนินรายการเมือง บ้าน ย่าน ถิ่นเมื่อ 8 .. 2567 ที่ผ่านมา

นราวิชญ์ เชาวน์ดี รายงาน

(ภาพ : เครือข่ายอากาศสะอาด)

1. ต่างที่ฐานคิดตั้งต้นประชาชน VS รัฐ

ประเด็นแรก ตอนที่เราทำร่างของเครือข่ายฯ  เราจะใช้ฐานในเรื่องของสิทธิ คือเป็น life base เราพยายามจะอธิบายว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะหายใจในอากาศสะอาด ซึ่งในปัจจุบัน องค์การสหประชาชาติ ก็ประกาศให้สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นสิทธิมนุษยชนด้วย ดังนั้นสิ่งแวดล้อมอันหนึ่งคือเรื่องของอากาศที่ต้องสะอาด 

ดังนั้นในตอนที่เราดีไซน์กฎหมาย เราจะมองในมุมของสิทธิของประชาชนก่อน แล้วพอเราบอกว่าประชาชนมีสิทธิอะไรมันก็จะนำมาสู่กำหนดว่า แล้วรัฐมีหน้าที่ต้องทำอะไร เพราะแน่นอนว่า บางเรื่อง การที่ประชาชนจะมีอากาศสะอาดที่ดี มันอาจจะมาจากการบริหารจัดการเชิงนโยบาย การพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐ ดังนั้นรัฐก็มีหน้าที่ที่จะต้องมาจัดการให้อากาศมันสะอาดด้วย เรามองในแง่ของสิทธิ 

แต่ว่าถ้าถามว่า ร่างของครม. หมวดแรก เขาจะเริ่มต้นด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ คือเขาจะกำหนดในอำนาจหน้าที่ของรัฐเป็นหลัก ถามว่าการกำหนดเป็นหน้าที่รัฐ มันจะแตกต่างจากในเรื่องของสิทธิอย่างไร คือบางทีกฎหมายที่ออกจากภาครัฐเอง มักจะไปบอกว่ารัฐต้องทำอะไร รัฐมีหน้าที่อะไรเป็นหลัก แต่ลืมกล่าวว่าจริง ๆ แล้วมันมาจากการที่ประชาชนควรที่จะมีสิทธิก่อน 

เพราะว่าในทางกฎหมายมันก็มีสิ่งที่มันจะเถียงกันได้เหมือนกันว่า อะไรที่มันเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ประชาชนสามารถเรียกร้อง ฟ้องร้องดำเนินคดีได้ แต่ถ้ากำหนดเป็นหน้าที่ แต่ไม่เขียนว่าเป็นสิทธิของประชาชน ในทางวิชาการก็อาจจะเป็นการมองว่า ความเข้มข้นที่เราจะยกในเรื่องนั้นเข้าสู่การเรียกร้อง หรือการดำเนินคดี ฟ้องคดีต่าง ๆ จะเข้มข้นน้อยกว่า 

ดังนั้นเวลาเรามองในเรื่องของสิทธิ ตัวกฎหมายของภาคประชาชนมันก็จะมีสิ่งที่คำนึง ยกตัวอย่างเช่น การพูดถึงกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ก็คือกลุ่มคนที่อาจจะผู้สูงอายุ สตรี เด็ก คนที่ทำงานกลางแจ้ง เราจะมีการสอดแทรกกลุ่มคนเหล่านี้ไว้ในกฎหมายของเครือข่ายฯ เพราะกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงในเชิงสุขภาพ แต่ว่าร่างของทางทส.เองก็อาจจะไม่ได้เน้นในเรื่องของกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษนัก จากที่เราดู เห็นว่าจะพูดในเรื่องประเด็นทั่ว ๆ ไป พูดถึงประชาชนทั่วไป เป็นสิ่งหนึ่งที่อาจจะแตกต่าง” ผศ.ธนาชัย กล่าว

(ภาพ : เครือข่ายอากาศสะอาด)

2. ต่างที่กลไกดำเนินการอิงโครงสร้างเดิมเพิ่มโครงสร้างใหม่

อีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด คือร่างของ ทส.เอง อาจจะยังไม่มีการขยับในการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการในเรื่องของอากาศสะอาด 

คือก็ยังใช้ function หรือโครงสร้าง ก็คือในส่วนของกรมควบคุมมลพิษ เพียงแต่ว่าจะมีคณะกรรมการที่เพิ่มเติมขึ้นมาในการดูแลจัดการเกี่ยวกับปัญหาอากาศสะอาด แล้วองค์ประกอบของคณะกรรมการส่วนใหญ่ก็จะเหมือนกับกฎหมายอื่นของไทย คือมาจากภาครัฐ เป็น รมว. ปลัดกระทรวง ซึ่งในฐานะนักกฎหมายเอง เราก็จะวิพากษ์วิจารย์ว่า พอมีคณะกรรมการที่มาจากผู้แทนของภาครัฐมากกว่าครึ่ง เวลาจะนัดประชุมที จะขับเคลื่อนที ก็จะอาจจะมีความล่าช้า 

แต่ถ้ากลับมาดูที่ร่างของเครือข่ายฯ อย่างแรกคือ เราบอกว่าจะต้องมีการตั้งหน่วยงาน และเสนอเลยว่า ต้องมีองค์การจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ เพียงแต่จะแปรรูปมาจากส่วนหนึ่งของกรมควบคุมมลพิษ หรือจะตั้งหน่วยงานใหม่ ก็จะต้องไปดูอีกที 

แต่เราคิดว่าเรื่องอากาศสะอาดมันมีความสำคัญ และก็มีความซับซ้อนในการจัดการ ทั้งอากาศในประเทศ อากาศที่มาจากนอกประเทศ ดังนั้นจึงควรจะมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ 

และส่วนของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ เครือข่ายฯ เราใช้คอนเซปว่า ครึ่งหนึ่งต้องมาจากภาคประชาสังคม อีกครึ่งมาจากภาครัฐ ให้มีการ weight กันทั้ง 2 ส่วน เพราะเราต้องการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน” ผศ.ธนาชัยกล่าว

(ภาพ : เครือข่ายอากาศสะอาด)

3. ต่างที่แหล่งเงินดำเนินการมีไม่มีกองทุนอากาศสะอาด

ประการสุดท้ายที่อาจจะแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ ในส่วนของร่างเครือข่ายฯ จะเสนอให้มีกองทุนอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ เพราะเรามองว่ามันจำเป็นที่จะต้องมีงบประมาณในการจัดการเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าจะอาศัยงบประมาณของรัฐอย่างเดียวในการจัดการอากาศ เราคิดว่ามันไม่สามารถจัดการปัญหาได้ 

ถ้าเราตามข่าวเราจะทราบว่า ทส.เป็นกระทรวงที่ได้งบน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่ความจริงเรื่องสิ่งแวดล้อมถือเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งถ้าเราไปใช้กองทุนสิ่งแวดล้อม หรือไปใช้งบประมาณที่มีจำกัดจำเขี่ย การจัดการในเรื่องของอากาศสะอาดก็คงเป็นไปไม่ได้ เราก็เลยคิดว่ามันจะต้องมีกองทุนอากาศสะอาด โดยที่มาของกองทุนไม่ได้มาจากงบประมาณของแผ่นดิน มันก็มาจากการที่อาจจะไปเก็บกับคนที่ก่อให้เกิดมลพิษ หรือสินค้าที่เกิดมลพิษ เข้ามาสู่กองทุน และนำเงินตรงนั้นไปจัดการปัญหาอากาศสะอาด 

ซึ่งในเรื่องของกองทุน ร่างของ ทส.ก็ไม่มีการเขียนไว้

นี่คือประเด็นหลัก ๆ ที่ถ้าร่างเข้าไปสู่สภาก็คงจะต้องไปถกเถียงกันเพื่อหาจุด หรือแนวที่จะเป็นความสมดุลกัน ที่จะทำให้กฎหมายสามารถใช้บังคับได้จริง” ผศ.ธนาชัย กล่าว

(ภาพ : วิศรุต​ วี​ระ​โสภณ Thai News Pix)

ความเห็นเบื้องต้นต่ออีก 5 ร่างจากพรรคการเมือง

ถ้าในเรื่องของการเปรียบเทียบการใกล้เคียงเห็นว่า ร่างของทส.เองก็จะมีบางเรื่องที่ดึงมาจากร่างของเครือข่ายฯ ที่มีความใกล้เคียงกัน เพียงแต่ประเด็นที่แตกต่างอย่างที่เรียนไปก็มีบ้าง

ถ้าจะเทียบในร่างของพรรคการเมือง ภูมิใจได้ เพื่อไทย กับเครือข่ายฯ ค่อนข้างจะมีความแตกต่างกันพอสมควร เพราะว่าทั้ง 2 ร่าง เนื้อหาน่าจะเป็นของ 2-3 ปีที่แล้ว และยังไม่มีการนำหลักการอะไรบางอย่างที่ทางเครือข่ายฯ เสนอไป

ส่วนในร่างของพรรคก้าวไกลขอเรียนตามตรงว่า รู้สึกจะเพิ่งเข้าในช่วงต้น ธ.. ถ้าจำไม่ผิดมีการนำเรื่องของ climate change ไปผนวกด้วยซึ่งก็จะเป็นอีกมิติหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ได้ดูในรายละเอียดเนื่องจากเพิ่งยื่นเสนอ ก็เลยยังไม่แน่ใจในส่วนของสาระสำคัญ” ผศ.ธนาชัย กล่าว