4 ทรรศนะน่าสนใจ ว่าด้วย “กฏหมายข้อมูลมลพิษ PRTR”

4 ทรรศนะน่าสนใจว่าด้วย “กฏหมาย PRTR” จากเวทีเสวนา “สิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ต้องมีกฎหมาย PRTR” จัดโดย ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิบูรณะนิเวศ และกรีนพีซ ประเทศไทย วันนี้ (23 ม.ค. 2567) ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

นราวิชญ์ เชาวน์ดี รายงาน

(ภาพ : ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม)

ร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือ กฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) เป็นกฎหมายที่กำหนดให้หน่วยงาน บริษัท โรงงาน ต้องรายงานการปล่อย และเคลื่อนย้ายสารมลพิษต่อกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) โดย คพ.จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณชน เพื่อให้ประชาชนสามารถรู้ข้อมูลแหล่งที่มาของมลพิษ ประเมินสถานการณ์ ปัญหา มลพิษได้อย่างถูกต้อง และสามารถจัดการปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ต้นปี 2563 พรรคก้าวไกลได้ยื่นร่างกฎหมาย PRTR เข้าสภาผู้แทนราษฎร แต่ถูกพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นตีตกไป และเมื่อ 13 ธ.ค. 2566 พรรคก้าวไกลได้ยื่น ร่างกฎหมาย PRTR อีกครั้ง พร้อมกับอีก 3 ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม

และล่าสุดร่างกฎหมาย PRTR ฉบับร่างภาคประชาชน โดย มูลนิธิบูรณะนิเวศ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และกรีนพีซ ประเทศไทย ซึ่งมีประชาชนกว่า 10,461 รายชื่อ ร่วมลงชื่อสนับสนุน มีกำหนดยื่นเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 14 ก.พ. 2567 ที่จะถึงนี้ 

(ภาพ : ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม)

1. เปรมิกา บูลกุล

ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระเบิดไฟไหม้ “หมิงตี้เคมีคอล”

“สิ่งที่เราต้องการคือการได้รู้ว่าก่อนที่จะซื้อบ้านครั้งต่อไป มีโรงงานไหนอยู่ใกล้บ้านเราบ้าง

ก่อนที่จะเหตุที่หมิงตี้เราเพิ่งจะย้ายเข้าไปสู่หมู่บ้านใหม่ คิดว่าจะไปสร้างครอบครัวอยู่ที่สมุทรปราการ ตอนแรกเราก็เหมือนกับคนทั่วไปที่หาข้อมูลว่าบ้านราคาเท่าไหร่ ทำเลบ้านเป็นอย่างไร อาหารการกินเป็นอย่างไร โดยที่เราไม่ได้นึกถึงโรงงานพวกนี้อยู่เลย

ระหว่างที่กำลังอยู่ในช่วงต่อเติม ตกแต่งบ้านก็เกิดเหตุขึ้นมา คืนนั้นเป็นคืนธรรมดาคืนหนึ่ง เราลงมาทานน้ำข้างล่าง หลังจากขึ้นไปไม่ถึง 10 นาที ก็เกิดเหตุระเบิดขึ้น ตกใจมาก เสียงดังลั่นไปหมด 

เราได้ยินเสียงตู้ม แต่เราไม่รู้เลยว่าจริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้น เรามารู้หลังจากนั้นจากการเช็คแอปหมู่บ้าน และจากการเห็นในข่าว ถึงได้ทราบว่าเป็นเหตุโรงงานระเบิด

หลังจากนั้น 1 สัปดาห์เราดูจากข่าวเห็นว่าสามารถย้ายกลับไปพอจะได้แล้ว เราก็กลับมาเพราะว่าห่วงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในบ้าน 

พอกลับมากลายเป็นว่าผื่นขึ้น และไม่สามารถถอดหน้ากากได้เลย ต้องใส่ตลอดเวลา ไม่สามารถถอดหน้ากากได้เลย ขนาดใส่ยังน้ำตาไหล และแสบจมูกมากเลย เพื่อนบ้านก็เป็นเหมือนกัน มากน้อยต่างกันไป นอกจากนั้นเรายังกังวลเกี่ยวกับหมา และแมวด้วยที่ไม่สามรถใส่หน้ากากได้ ในช่วงนั้นการใช้ชีวิตก็ลำบากพอสมควร และเพิ่มมาทราบ ณ ตอนนั้นเองว่าบ้านเราอยู่ห่างจากโรงงาน 1.1 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งค่อนข้างใกล้มาก

หลังจากนั้นเรานึกว่าโอเคแล้วก็มีเหตุไฟไหม้โรงงานรองเท้าที่กิ่งแก้วอีก แฟนสุขภาพจิตเสียไปเลยมีความกังวล รู้สึกไม่ปลอดภัยเลย แต่ด้วยความที่เพิ่งจะย้ายมาบ้านยังไหม่ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังต้องอยู่ยังหาทางขยับขยายไม่ได้เลย

ในปลายทางของการไม่มีกฎหมาย PRTR เรารู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ในกรณีของหมิงตี้ก่อนหน้านี้เราอาจจะไม่รู้ แล้วก็ไม่มีการเตรียมตัวรับมือ แต่ตอนนี้เรารู้แล้ว และไม่ต้องการเรียนรู้ซ้ำในปลายทางที่เรารู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น

เราเกรงว่าผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินอาจจะลืมไปว่าตัวท่านเองก็เป็นหนึ่งในประชาชนคนหนึ่งเหมือนกันที่มีโอกาศจะได้รับผลกระทบไม่ต่างจากทุกคน 

ถ้าเกิดว่าผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจเห็นว่าท่านเป็นประชาชนคนหนึ่งเหมือนพวกเรา ท่านก็จะตระหนักรู้ว่าพวกเราควรมีสิทธิที่จะรับทราบว่าข้อมูลตรงนี้ทั้งหมดจากกฎหมาย PRTR

สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ ก็คือ การที่เราจะซื้อบ้านในครั้งต่อไปสิ่งที่เราจะต้องรู้คือ มีโรงงานอะไรอยู่ที่ไหนบ้าง แต่ละโรงงานปลอ่ยสารพิษอะไรบ้าง เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสิน” เปรมิกา กล่าว

(ภาพ : ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม)

2. สมพร เพ็งค่ำ

ผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาระบบการประเมินผลกระทบโดยชุมชน 

“กฎหมาย PRTR จะทำให้เกิดการลงทุนที่มีความรับผิดชอบ

ในมุมของผู้บริหารประเทศอาจมองว่า ถ้ามีการเปิดเผยข้อมูลสารเคมีอาจจะทำให้บรรยากาศการลงทุนเสีย หรืออาจจะทำให้คนไม่กล้าลงทุน ยุ่งยากต่อการบริหารจัดการ 

แต่กฎหมาย PRTR ไม่ได้พูดถึงการขัดขวางการลงทุน แต่พูดถึงการลงทุนที่มีความรับผิดชอบ ที่ผ่านมาเราปล่อยให้มีการลงทุนประกอบการที่มีความเสี่ยง แต่กลับผลักภาระความเสี่ยงไปสู่สาธารณะ

แม้ว่าตอนนี้ในบ้านเรามีกฎหมายหลายฉบับที่รับรองเรื่องของสิทธิในการที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อม และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี แต่จริง ๆ แล้วสิทธินี้ก็ยังถูกละเมิดอยู่บ่อย ๆ 

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเรายังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่จะคุ้มครองสิทธิของเรา ซึ่งกฎหมาย PRTR ก็เป็นหนึ่งในนั้น ก่อนหน้านี้เราไม่รู้เลยว่าตัวกิจการที่ตั้งอยู่ที่ต่าง ๆ เขามีสารเคมีอะไรท่ีอันตรายอยู่บ้าง ปลดปล่อยออกจากสิ่งแวดล้อมอย่างไร และจะเข้ามากระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของเราอย่างไร เราอยู่ในสถานการณ์ตั้งรับมาโดยตลอด

ไม่ใช่แค่เราเท่านั้นที่อยู่ในสถานการณ์ตั้งรับ หน่วยงานรัฐก็เช่นกัน อย่างในกรณีมาบตาพุดที่กระทรวงสาธารณสุขรู้น้อยมากว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในเขตมีสารเคมีอะไรบ้าง

เคยมีเหตุการณ์แก๊สรั่ว โรงงานระเบิด แล้วประชาชนวิ่งเข้ามาที่โรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลไม่ได้รับแจ้งเหตุเลยว่า สารอะไรรั่ว แล้วจะรักษาอย่างไร ทำให้ต้องสันนิษฐานเอาเองก่อนว่า ประชาชนวิ่งมาจากทางไหน ตรงนั้นมีโรงงานอะไร แล้วโรงงานประเภทนี้น่าจะมีสารเคมีอะไร แล้วก็ให้ยาต้านพิษไปก่อน การที่ไม่มีกฎหมาย PRTR ทำให้ภาคสาธารณสุขต้องอยู่ในสถานกราณ์ตั้งรับเช่นกัน

เพราะฉะนั้นตัว PRTR ไม่ใช่แค่ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลแล้วตัดสินใจว่าจะเข้าไปอาศัยอยู่ตรงไหนที่ปลอดภัยเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วหน่วยงานทกุหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็สามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ในการวางแผนรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้

ในมุมของผู้บริหารประเทศอาจมองว่า ถ้ามีการเปิดเผยข้อมูลสารเคมีอาจจะมีความกังวลว่าจะทำให้บรรยากาศการลงทุนเสียหรือไม่ อาจจะทำให้คนไม่กล้าลงทุน ทำให้คนรู้ข้อมูล ยุ่งยากต่อการบริหารจัดการ แต่กฎหมาย PRTR ไม่ได้พูดถึงการขัดขวางการลงทุน แต่เราพูดถึงการลงทุนที่มีความรับผิดชอบ ที่ผ่านมาเราปล่อยให้มีการลงทุนประกอบการที่มีความเสี่ยง แต่กลับผลักภาระความเสี่ยงไปสู่สาธารณะ เกิดมลพิษทางอากาศ ปล่อยมลพิษลงดินลงน้ำ เข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร นโยบายก็บอกว่าจะตั้งศูนย์ล้างไตเทียมทุกอำเภอ เราเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ผลักภาระให้ประชาชนแบกรับ คนจนค่อย ๆ ตายไป จากการพัฒนาที่มันเป็นแบบนี้

เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เราไม่ได้บอกว่าจะต้องหยุดการลงทุนทุกอย่าง แต่เราต้องการนักลงทุนที่มีความรับผิดชอบ ตอนนี้ผู้ประกอบการก็พร้อม หน่ยวงานรัฐที่กำกับดูแลก็พร้อมจะร่วมมือ เราอาจจะดึงตรงนี้ขึ้นมาสร้างพลังการขับเคลื่อน

ส่วนตัวคิดว่าภาคที่เสียงดังมากว่ารัฐก็คือภาคการเงิน เพราะผู้ประกอบการเขาอาจจะไม่ได้ใช้เงินส่วนตัวมาลงทุน แต่ไปกู้เงินมาลงทุน ถ้าเราทำงานกับภาคการเงิน และให้ภาคการเงินกำหนดมาตรการจูงใจ ถ้าคุณจะประกอบกิจการคุณต้องเปิดเผยข้อมูลมลพิษสู่สาธารณะ เหมือนอย่างตอนนี้ที่หลายธนาคารออกมาบอกว่าจะไม่สนับสนุนกิจการที่ใช้ถ่านหิน ถ้าเราใช้มาตรการทางการเงินเข้ามาสร้างแรงจูงใจเราก็จะได้แนวร่วมมากขึ้น” สมพร กล่าว

(ภาพ : ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม)

3. Georgina Lloyd

ผู้ประสานงานระดับภูมิภาค ด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมและการกำกับดูแล UNEP Asia Pacific 

“กฎหมาย PRTR จะทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจสามารถตัดสินใจได้รอบครอบมากขึ้น

กฎหมาย PRTR ไม่ได้ช่วยเพียงให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจให้สามารถตัดสินใจได้รอบครอบมากขึ้น และช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่จุดหมายที่ทั่วโลกมุ่งหวัง

“การมีกฎหมาย PRTR จะทำให้มีฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อย และเคลื่อนย้ายสารเคมีโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับอากาศ น้ำ ดิน ซึ่งสามารถทำให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้นว่าเกิดอะไรที่ไหนบ้าง

ซึ่งมีเหตุผลหลัก ๆ 3 อย่างที่ควรมีกฎหมาย PRTR เกิดขึ้น

1. มลพิษจากอากาศ น้ำ และดิน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตก่อนวัยอันควรประมาณ 9 ล้านคนทั่วโลก สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณล้านล้านดอลลาร์ทุก ๆ ปี

สำหรับประเทศไทยถ้ามีนโยบายแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างทันท่วงทีจะทำให้เราไม่เกิดการสูญเสีย หรือว่าการตายก่อนวัยอันควร 17,000 ราย

แต่ถ้ายังไม่มีนโยบายแก้ปัญหามลพิษทางอากาศภายในปี 2030 ประเทศจะเสียงบประมาณด้านสาธารณสุขกว่า 2% ของ GDP และถ้าเรายังไม่มีนโยบายในการดำเนินการทันทีจะเกิดความเสียหายประมาณ 12,500 ดอลลาร์ภายในปี 2030 

2. ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมักจะเกิดขึ้นกับคนที่มีฐานะทางเศรฐกิจที่ด้อยกว่า ซึ่งคนเหล่านี้จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เลยถ้าไม่มีกฎหมาย PRTR 

3. ถ้าเราปราศจากกฎหมาย PRTR หรือการเข้าถึงข้อมูล จะทำให้กฎหมายทางสิ่งแวดล้อมไม่สมบรูณ์ การมี PRTR จะทำให้คนตัวเล็ก ๆ เข้าถึงข้อมูล และรู้ว่าจะมีส่วนร่วมอย่างไร ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ระบบของกฎหมายสิ่งแวดล้อมทำงานได้สมบูรณ์ขึ้น 

กฎหมาย PRTR ไม่ได้ช่วยเพียงให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจให้สามารถตัดสินใจได้รอบครอบมากขึ้น และช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่จุดหมายที่ทั่วโลกมุ่งหวัง

การมีกฎหมาย PRTR จะช่วยเป็นตัวกำกับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น รัฐบาลจะต้องทำอะไรบ้างให้เป็นรูปธรรม และจะส่งผลต่ออนาคตระยะยาวจริง ๆ” Georgina Lloyd กล่าว

(ภาพ : ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม)

4. เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง

ผู้อำนวยการ มูลนิธิบูรณะนิเวศ

“เราหวังภายในปีนี้จะมีสัญญาณที่ดี และมีร่างกฎหมายฉบับนี้ใช้ภายใน 2 ปี

เราอยากให้ร่างกฎหมายนี้ออกมาโดยเร็วสุด แต่เราคิดว่าอาจจะเป็นไปได้ช้า ถ้ามองไปที่วิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดนี้ แต่เราเชื่อว่าเราจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน รวมถึงนักการเมืองที่เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม เราหวังภายในปีนี้จะมีสัญญาณที่ดี และมีร่างกฎหมายฉบับนี้ใช้ภายใน 2 ปี 

ทุกคนมีความทุกข์ และเดือดร้อนกับปัญหาทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัญหาอันดับหนึ่งของทุกคน รวมถึงปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย

สำหรับปัญหาแวดล้อมเป็นปัญหาที่ถ้ามันไม่มาเจอกับตัวเองจะไม่รู้เลยว่าจะทุกข์ขนาดไหน และเมื่อมันมาชนกับตัวเองบางทีเราสูญเสียคนรัก สูญเสียญาติมิตร หรือว่าเราอยู่ไม่เป็นสุข อยู่ด้วยความหวาดวิตก 

เพราะฉะนั้นตัวกฎหมาย PRTR จะทำให้เกิดความคุ้มครองกับทุกคน และทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น เพราะฉะนั้นกฎหมาย PRTR จึงไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง จริง ๆ แล้วมีความสำคัญพอ ๆ กับเรื่องของเศรษฐกิจด้วยซ้ำ เพราะถ้าเศรษฐกิจดีแต่สิ่งแวดล้อมมันแย่ไปหมด เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ และลูกหลานเราก็จะแย่ด้วย เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องที่อยากให้ทุกคนเปลี่ยนวิธีคิด ว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าความมั่นคงของประเทศ เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับความมั่นคงของประเทศในรูปแบบหนึ่ง และเกี่ยวพันกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย

เพราะว่าถ้าคุณอยากจะเติบโตอย่างยั่งยืนสิ่งแวดล้อมจะต้องดี คนจะต้องมีความสุข คนจะไม่ต่อต้านการลงทุน ไม่ต่อต้านโรงงาน กฎหมาย PRTR จะนำไปสู่การแก้ปัญหาตรงนั้น และเราเชื่อว่าในระยะยาวจะอยู่ร่วมกันโดยมีความขัดแย้งน้อยลงเรื่อย ๆ 

นอกจากนั้นเรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับการเมือง เราอยากให้พรรคการเมืองทุกพรรคสนับสนุนกฎหมาย PRTR หรือคุณจะทำร่างกฎหมายออกมาแข่งก็ได้ และมาดูกันว่าจะผสมผสานกันอย่างไรให้ได้ร่างที่สมบูรณ์ที่สุด

เราอยากให้ร่างกฎหมายนี้ออกมาโดยเร็วสุด แต่เราคิดว่าอาจจะเป็นไปได้ช้า ถ้ามองไปที่วิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดนี้ แต่เราเชื่อว่าเราจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน รวมถึงนักการเมืองที่เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม เราหวังภายในปีนี้จะมีสัญญาณที่ดี และมีร่างกฎหมายฉบับนี้ใช้ภายใน 2 ปี

จริง ๆ แล้วสภาอุตสาหกรรมเห็นด้วยว่าประเทศไทยควรมีร่างกฎหมายฉบับนี้ เราเคยเชิญอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ท่านก็เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ดีมาก และเห็นด้วยว่าควรจะมีกฎหมายฉบับนี้ 

การนิคมอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ สภาอุตสาหกรรมเห็นด้วย เราเคยสอบถามโรงงานในจังหวัดระยอง 80% เห็นด้วยว่าควรมีกฎหมาย PRTR

คนที่ไม่เห็นด้วยคงเป็นผู้บริหารที่ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นผู้บริหารในรัฐบาลที่เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เกี่ยวโยงกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เกี่ยวโยงกับความปลอดภัยของประชาชนและการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเห็นด้วยแน่นอน

ถ้าไม่เห็นด้วย (กับความสำคัญของกฎหมาย PRTR) แสดงว่าท่านไม่มีวิสัยทัศน์พอ เพราะว่ามันมีการพิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วในหลายประเทศแล้วว่ากฎหมายนี้มีประโยชน์ แต่ว่าผู้นำของไทยอาจจะขาดวิสัยทัศน์ไปนิดหนึ่ง หรือว่าวิสัยทัศน์ไม่เพียงพอที่จะเห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ

เราอยากเห็นผู้นำรัฐบาลไทยมีวิสัยทัศน์ และให้ความสำคัญกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอย่างจริงจังไม่น้อยกว่าเรื่องอื่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดว่าทุกคนคาดหวัง และเราคิดว่าจะเกิดขึ้นในวันหนึ่ง” เพ็ญโฉม กล่าว 

ชมย้อนหลัง เวทีเสวนา