เครือข่ายคน 4 ลุ่มน้ำ ยื่นเศรษฐา “ยุติเมกะโปรเจกต์ 2.1 แสนล้าน-ผันน้ำยวม”

เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวมเงาเมยสาละวิน ส่งตัวแทนยื่นหนังสือนายกฯ เศรษฐา ระหว่างเยือนเขื่อนแม่กวง เชียงใหม่ เรียกร้อง 3 ข้อเพิกถอนโครงการฯเพิกถอนรายงานอีไอเอโครงการฯยุติทุกโครงการที่เกี่ยวข้อง

ชี้โครงการฯไม่จำเป็นไม่เหมาะสมไม่ศึกษารอบด้านอย่างถูกหลักวิชาการและกฏหมายผลกระทบรุนแรงไม่คุ้มการลงทุน

(ภาพ : สำนักข่าวชายขอบ)

ยื่นเศรษฐาธรรมนัส “ระหว่างลงพื้นที่เชียงใหม่”

วันนี้ (20 .. 2567) เมื่อเวลา 13.00 . ที่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ วันไชย ศรีนวน ผู้ใหญ่บ้านแม่งูด ต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ พร้อมทั้งสมาชิกชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.ฮอด จำนวน 5 คน ในนามตัวแทนเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวมเงาเมยสาละวิน ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ร..ธรรมนัส พรมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เรื่องขอให้เพิกถอนโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวมอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล  ขอให้เพิกถอนรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวมอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล และขอให้ยุติการดำเนินการทุกโครงการที่เกี่ยวข้อง

การยื่นหนังสือดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปตรวจจราชการพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างค่ำวันที่ 19 – 21 มกราคม 2567 โดยกำหนดการตรวจเยี่ยมวันนี้รวม 3 พื้นที่ คือโครงการศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ.น้ำแพร่ อ.หางดงตลาดจริงใจ.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา.ลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด

การลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ของนายกรัฐมนตรีและคณะในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะนำภาคเอกชนนักธุรกิจจากหลากหลายสาขาอาชีพ มาพบปะพูดคุยกับเกษตรกรรายย่อย โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยขยายผลผลิตภัณฑ์จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโฆษกรัฐบาลกล่าว

(ภาพ : ไทยคู่ฟ้า)

ยืนยันคัดค้าน

เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวมเงาเมยสาละวิน ได้ติดตามโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวมอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลมาอย่างต่อเนื่องด้วยความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

โครงการดังกล่าวผลักดันโดยกรมชลประทาน ซึ่งได้ดำเนินโครงการศึกษาวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (4Ps) โดยทางเครือข่ายฯพบว่า ค่าใช้จ่ายโครงการ งานดำเนินงาน บำรุงรักษาและค่าลงทุนจะสูงถึง 2.1 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อยู่ระหว่างการดำเนินงานการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้า 230 โกลโวลต์ลำพูนสบเมย (ส่วนที่พาดผ่านพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1) ซึ่งเป็นโครงการเกี่ยวเนื่องด้วย นั้น

เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวมเงาเมยสาละวิน ขอเรียนว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างต่างๆ อาทิ เขื่อนกั้นแม่น้ำยวม ถังพักน้ำ สถานีสูบน้ำ อุโมงค์ส่งน้ำผ่านป่าต้นน้ำลำธาร และสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของกฟผ.

ทางเครือข่ายฯเห็นว่าการดำเนินโครงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำดังกล่าวไม่มีความจำเป็นไม่เหมาะสมไม่สอดคล้องกับหลักการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำไม่มีการศึกษาอย่างครอบคลุมรอบด้านในทุกมิติโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่ตลอดโครงการในพื้นจังหวัดแม่ฮ่องสอนจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดตาก

เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีการเจาะอุโมงค์เพื่อส่งน้ำ การทำเขื่อนกั้นแม่น้ำ และสายส่งไฟฟ้าผ่านพื้นที่ป่าสงวน ป่าสมบูรณ์ ซึ่งอาจจะส่งผลให้มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างร้ายแรงในอนาคต และยังเป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินที่จะไม่เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าแต่อย่างใดเครือข่ายฯ ระบุในหนังสือ

(ภาพ : Thai PBS)

6 เหตุผลการคัดค้าน

“1. กระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและหลักกฎหมาย รายงาน EIA ที่มีช่องโหว่ในลักษณะดังกล่าวไม่สมควรเป็นฐานในการตัดสินใจเพื่อดำเนินโครงการนี้ ได้แก่

ขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ขาดการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญ ประชาชนในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อมไม่ได้รับข้อมูลอย่างชัดเจน ไม่มีการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นที่ครอบคลุมครบถ้วน

ไม่ได้มีการแปลภาษา เนื่องจากคนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นคนที่ใช้ภาษาตามชาติพันธุ์ แต่กลับไม่มีล่ามหรือการแปลภาษาเพื่อทำให้คนในพื้นที่ได้เข้าใจถึงเนื้อหาการประชุมและเนื้อหาโครงการ ทำให้ผู้เข้าร่วมบางส่วนที่ได้เข้าประชุมไม่อาจเข้าใจได้ว่าโครงการเป็นอย่างไร และไม่อาจให้ความเห็นได้ และเกิดความเข้าใจผิดได้ ความเห็นต่างๆ ของผู้ได้รับผลกระทบก็ไม่ได้ถูกนำไปประกอบการพิจารณาในรายงาน EIA

ความไม่ชอบมาพากลของการจัดทำรายงาน เครือข่ายฯ พบว่า กระบวนการจัดทำและเนื้อหาในรายงาน EIA ผิดพลาดจากข้อเท็จจริง ขาดความน่าเชื่อถือ ไม่มีความโปร่งใส การเก็บข้อมูลหลายครั้งเป็นเพียงการพบเป็นเวลาสั้นๆ หรือนัดพบผู้นำชุมชนในร้านอาหาร แล้วขอถ่ายรูปคู่ (ถ่ายรูปเซลฟี่) มิใช่การประชุมเพื่อจัดทำข้อมูลหรือข้อคิดเห็นตามมาตรฐานของกระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม จนเป็นที่มาของ #อีไอเอร้านลาบสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อถือรายงานดังกล่าวจากผู้ได้รับผลกระทบและสาธารณะ

นอกจากนี้ พบว่า ผู้จัดทำมีการไปถ่ายรูปคู่กับบุคคล แล้วนำมาอ้างในรายงาน EIA ซึ่งไม่ตรงตามความเป็นจริง มีการไปแจกมะขามป้อม อุปกรณ์ทางการแพทย์ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโคโรน่าไวรัส-19 ถือว่าไม่เกี่ยวข้องกับการทำรายงาน EIA

2. ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดซึ่งจะได้รับผลกระทบยังไม่ได้รับรู้ถึงข้อมูลโครงการที่รอบด้านและเพียงพอไม่ได้ทราบข้อมูลผลดีหรือผลเสียของโครงการอย่างแท้จริงเนื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่เคยมาให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนแก่ประชาชนในพื้นที่แม้จะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแต่ก็จำกัดเฉพาะคนบางกลุ่มแต่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกลับถูกกีดกันอยู่วงนอก

3. การดำเนินโครงการจะเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ เนื่องจาก ชาวบ้านจำนวนมากใน อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวด จากการถูกเวนคืนที่ดินเมื่อครั้งก่อสร้างเขื่อนภูมิพลมาแล้ว จวบจนปัจจุบันแม้เวลาผ่านไปแล้วกว่า 50 ปีกระบวนการการชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบก็ยังไม่แล้วเสร็จดังนั้นหากมีการดำเนินโครงการผันน้ำยวมมาอีกจะทำให้พื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนต้องได้รับผลกระทบอีกเท่ากับเป็นการซ้ำเติมชาวบ้านเป็นครั้งที่สอง

หลายพื้นที่ ของ อ.ฮอด ทั้งพื้นที่เกษตร ถนน สะพาน ต้องจมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลาหลายเดือนเนื่องจากการเพิ่มการกักเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพลเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ชาวบ้าน อ.ฮอดต้องเป็นผู้รับต้นทุนความเสียหายซ้ำๆโดยไม่มีการเยียวยาที่ดีพอพวกเราถูกทำให้เป็นผู้เสียสละมากมากพอแล้ว

4. โครงการจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ในการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีพด้วยการพึ่งตนเอง ชาวบ้านจำนวนมากในพื้นที่ป่ารอยต่อ 3 จังหวัด ต่างได้พึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ การที่มีโครงการขนาดใหญ่ เจาะอุโมงค์ทะลุภูเขา ผืนป่า และต้นน้ำลำธาร เป็นระยะทางกว่า 62 กิโลเมตร จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพนิเวศป่าที่ชาวบ้านใช้ทำมาหากิน เลี้ยงสัตว์ และการเกษตร มีผืนป่าเป็นฐานทรัพยากรในการเลี้ยงชีพ โดยความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบระยะยาวไม่เคยมีการศึกษาหรือรวมไว้ในต้นทุนของโครงการแต่อย่างใด 

5. โครงการจะนำไปสู่การก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวินซึ่งจะส่งผลกระทบข้ามพรมแดน นักการเมืองผู้ผลักดันโครงการ ระบุว่าโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนฯ (ผันน้ำยวม) จะเป็นเพียงเฟสแรกของโครงการใหญ่ เฟสต่อไปคือสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแม่น้ำเมยและสาละวิน อันเป็นเขตพรมแดนไทยพม่าซึ่งเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศและอาจจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

6. โครงการขัดต่อความเชื่อและกระทบต่อวิธีวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง มีวิถีวัฒนธรรมที่ผูกพันและเคารพธรรมชาติ และเชื่อเกี่ยวกับการห้ามผันน้ำข้ามลุ่มซึ่งเป็นข้อห้ามเด็ดขาด ที่บรรพบุรุษสั่งสอนกันมา เพราะอาจทำให้เกิดอาเพศ แต่โครงการนี้กลับจะมีการผันน้ำจากลุ่มน้ำยวม/สาละวิน ไปสู่ลุ่มน้ำปิง/เจ้าพระยา ถือเป็นเหตุแห่งอาเพศที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งสองลุ่มน้ำเครือข่ายฯ ระบุ

(ภาพ : ประชาไท)

3 ข้อเรียกร้อง

ปัจจุบันสิทธิสิ่งแวดล้อมเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติ ซึ่งรัฐบาลไทยเป็นสมาชิก ที่จะต้องปฏิบัติตาม โดยโครงการดังกล่าวข้างต้นเป็นการดำเนินโครงการที่จะก่อให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและสงบ และกระทบต่อสิทธิมนุษยชนในการที่จะมีสิทธิในการจัดการตนเองตามวิถีวัฒนธรรมแห่งตน โครงการดังกล่าวจึงถือเป็นการละเมิดทั้งต่อสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและสงบและสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงด้วย

จึงเรียนมาท่านเพื่อขอคัดค้านโครงการดังกล่าว โดยขอให้ท่านดำเนินการดังต่อไปนี้

1. ขอให้ยุติโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวมอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล

2. เพิกถอนรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวมอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล

3. ยกเลิกการดำเนินการทุกโครงการที่เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

โดยขอให้ท่านตอบกลับหนังสือนี้ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้ ทั้งนี้ ในการตอบหนังสือดังกล่าวดังกล่าว ทางเครือข่ายฯขอให้ท่านติดต่อประสานงานกับนางสาวเฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความที่ปรึกษาของเครือข่ายฯ (ตามที่ติดต่อระบุในจดหมาย)เครือข่ายฯ ระบุ

ดูหนังสือฉบับเต็ม : จดหมายถึงนายก 200124

(ภาพ : ไทยคู่ฟ้า)