“แย่ต่ออีกวัน” ฝุ่นกรุง ผลจากฝุ่นข้ามจังหวัด-ข้ามแดน 4 จว.เหนือเริ่มห้ามเผา

ฝุ่นกรุง-พื้นที่ตอนกลางประเทศ (ภาคกลาง-ตก-ออก) ยังอยู่ระดับ “ส่วนใหญ่เริ่มมีผลต่อสุขภาพ” วันนี้ – “กทม.-ปริมณฑล”คาดแย่ต่ออีกวัน ก่อนจะเริ่มดีขึ้น กรมควบคุมมลพิษเผย

“ฝุ่นเกษตรข้ามจังหวัดเพิ่ม-ฝุ่นข้ามแดนกัมพูชาสมทบ” ปัจจัยทำค่าฝุ่นยังแย่วันนี้ ทั้งที่อัตราระบายอากาศดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์

ด้าน “พัชรวาท” ทส. เดินหน้ามาตรการตรวจจับรถควันดำ “ตรวจจริง ปรับจริง” หวังช่วยลดฝุ่น เผยผล 111 วันที่ผ่านมาตรวจจับรถไป 30291 คัน พบเกินมาตรฐาน 240 คัน

“เริ่มแล้ว มาตรการงดเผาภาคเหนือ” 4 จังหวัดเหนือบน “เชียงราย-พะเยา-แพร่–น่าน” ลงนาม MOU “ไม่เผา 76 วัน” 

(ภาพ : จส.100 Radio)

“ส่วนใหญ่เริ่มมีผลต่อสุขภาพ” ฝุ่นกรุง-ตอนกลางประเทศ (ภาคกลาง-ตก-ออก)

“เกินมาตรฐานกว่า 132 พื้นที่ ใน 31 จังหวัดทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่อยู่ในระดับสีส้ม เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ระหว่าง 37.6 – 75 มคก./ลบ.ม.)

กรุงเทพมหานครฯ เกินค่ามาตรฐานทุกพื้นที่ (88 พื้นที่จากรายงานของ คพ.) ส่วนใหญ่อยู่ในระดับสีส้ม มี 6 พื้นที่อยู่ในระดับสีแดง มีผลกระทบต่อสุขภาพ (ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงมากกว่า75 มคก./ลบ.ม.)” กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานระดับมลพิษฝุ่นพิษ PM2.5 ในอากาศวันนี้ (8 ม.ค. 2567) 

“ภาคกลาง-ตะวันตก ภาคตะวันออก กรุงเทพและปริมณฑล ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ขณะที่ภาคเหนือ เริ่มมีผลกระทบสุขภาพ 6 พื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 4 พื้นที่ ส่วนภาคใต้อยู่ในเกณฑ์ดี” รายงานสรุปค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ คพ. ประจำวันนี้ (19 ม.ค. 2567) เวลา 12:00 น. ระบุ

(ภาพ : IQAir)

ฝุ่นกรุงแย่ต่ออีกวัน ก่อนเริ่มดีขึ้น

“แนวโน้มโดยภาพรวม ค่าฝุ่นกรุงเทพฯ และปริมณฑล คาดว่าพรุ่งนี้จะยังอยู่ในระดับ “มีผลต่อสุขภาพ” อีกวัน ก่อนที่จะเริ่มดีขึ้น ค่าฝุ่นลดเป็น “ระดับปานกลาง” ระหว่างวันที่ 21 – 22 และดีขึ้นชัดเจนเป็น “ระดับเกณฑ์ดี” ในช่วง 23 – 25 ม.ค. 

แนวโน้มค่าฝุ่นในภาคตะวันออก และ 17 จังหวัดภาคเหนือจะอยู่ใน “ระดับปานกลาง” ไปจนถึง 23 ม.ค. และดีขึ้นระหว่าง 24 – 26 ม.ค. ส่วนภาคอีสานซึ่งพรุ่งนี้ฝุ่นอยู่ในเกณฑ์ “ดี” จะแย่ลงเป็น “ปานกลาง” ระหว่าง 21-22 ม.ค. และกลับมาดีต่อถึง 26 ม.ค” คพ.คาดการณ์แนวโน้มค่าฝุ่น PM2..5 รอบสัปดาห์ (20 – 26 ม.ค. 2567)

(ภาพ : GISTDA)

“ฝุ่นเกษตรข้ามจังหวัดเพิ่ม-ฝุ่นข้ามแดนกัมพูชาสมทบ”

“เช้านี้ (19 ม.ค. 2567) ฝุ่นพิษ PM2.5 (สารก่อมะเร็งกลุ่ม 1) สูงกว่าเมื่อวาน และอยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ตะวันออก ตะวันตก และฝุ่นดูหนาตามากขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ 

การคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าค่าฝุ่นจะสูงวันนี้ ยังไม่สามารถชะลอการเผาได้ พื้นที่เกษตรเผาหนักกว่าเดิม และนำพื้นที่ป่าไม้อย่างมาก ข้าวเผาหนักขึ้น และยังครองแชมป์การเผา อ้อยเผาเพิ่มขึ้น

วันนี้อัตราการระบายอากาศในกรุงเทพฯ ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน แต่การเผาเพิ่มขึ้นทำให้มลพิษทางอากาศยังคงอยู่ในพื้นที่ และยังเกิดปรากฏการณ์ฝาชีครอบต่ำต่อเนื่อง ทำให้ฝุ่นพิษในพื้นที่ (จากรถยนต์ รถบรรทุก โรงงานอุตสาหกรรม การเผาขยะในพื้นที่ เป็นต้น) ระบายออกได้ยาก กรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ฝุ่นพิษสมทบจากการเผาจากภาคตะวันตก และตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่มากจากภาคเกษตร และยังได้รับฝุ่นพิษข้ามพรมแดนที่ลอยมาไกลจากกัมพูชาด้วย โดยกัมพูชามีการเผาหนักขึ้นเกือบ 2 เท่า จุดความร้อนพุ่งเกือบ 2 พันจุดเมื่อวาน 

10 จังหวัดที่มีค่าฝุ่นพิษสูงได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม กรุงเทพฯ หนองคาย นครปฐม หนองบัวลำภู สระบุรี ลพบุรี และสุโขทัย

สำหรับการเผาในที่โล่งแจ้งในประเทศไทยเอง ข้อมูลที่รายงานจาก GISTDA พบว่า จำนวนจุดความร้อนจากการเผาในพื้นที่เกษตรสูงกว่าพื้นที่ป่าไม้อย่างมาก โดยข้าวครองแชมป์การเผาและเผาเพิ่มจาก 50 จุด เป็น 123 จุด ตามมาด้วยอ้อยที่เพิ่มจาก 34 จุด เป็น 55 จุด และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และไร่หมุนเวียนลดลงจาก 15 จุด เหลือ 14 จุด 

สำหรับอ้อย ข้อมูลจากรายงานการผลิตน้ำตาลทรายของโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ ณ 17 ม.ค. 2567 พบว่า สัดส่วนอ้อยไฟไหม้ อยู่ที่ 27.06% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน และยังคงห่างไกลจากมติ ครม. ที่ตั้งเป้าหมายว่าปีการผลิตนี้สัดส่วนอ้อยไฟไหม้ต้องลดลงน้อยกว่า 5% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด แม้จะได้เงินช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสดหลายพันล้านบาท 

พรุ่งนี้น่าจะเริ่มมีลมแรงขึ้นมาช่วยระบายอากาศ แต่ฝุ่นพิษจะยังคงอยู่ในระดับสูงถ้าไม่ลดการเผา และยังมีฝุ่นพิษที่กองอยู่ที่อ่าวไทยมาสมทบ” รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญติดตามสถานการณ์ฝุ่นมาอย่างต่อเนื่องโพสต์แสดงความเห็น

(ภาพ : เพจผู้บริหารจังหวัดเชียงราย)

“ไม่เผา 76 วัน” เชียงราย-พะเยา-แพร่–น่าน ลงนาม MOU

รองผู้ว่าราชการจังหวัด 4 จังหวัด กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2  (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือการบูรณาการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ”ห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิด ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. ถึง 30 เม.ย. 2567 เป็นระยะเวลา 76 วัน เพื่อสุขภาพที่ดี เศรษฐกิจที่ดี และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในพื้นที่กลุ่มภาคเหนือตอนบน 2” 

“การลงนามครั้งนี้เป็นไปตามที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)  กลุ่มภาคเหนือตอนบน 2 ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2566 ที่มีมติให้จังหวัดภายในกลุ่มจังหวัด กำหนดวันประกาศห้ามเผาของจังหวัดภายในกลุ่มให้ตรงกัน 

เป้าหมายเพื่อร่วมกันสนับสนุน ส่งเสริม กระบวนการจัดทำแผนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงการพัฒนาความร่วมมือขับเคลื่อนกลไกในระดับจังหวัดในเขตพื้นที่รอยต่อ สร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มจังหวัด และประชาชนในพื้นที่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการปัญหาไฟป่า ฝุ่นควัน มลพิษทางอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งนำไปสู่การพัฒนาในมิติอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และแสดงเจตนารมณ์ของจังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน ร่วมกำหนดช่วงเวลาห้ามเผา” 

สถานีฝุ่น รายงานวันนี้ (19 ม.ค. 2567) ถึงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) ครั้งที่ 2/2567 ที่จัดขึ้นวานนี้ (18 ม.ค. 2567) ณ ห้องประชุมเบญจรงค์ โรงแรมพะเยาเกทเวย์ อ.พะเยา จ.พะเยา

(ภาพ : ทส.)

“ตรวจจริง ปรับจริง รถยนต์ควันดำ” ทส.

111 วัน-ตรวจจับ 30291 คัน-พบเกินมาตรฐาน 240 คัน

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้นโยบายให้ตรวจเข้มแหล่งกำเนิดมลพิษที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 ทุกแหล่ง และได้มีข้อสั่งการให้เข้มงวดเรื่องการตรวจจับรถยนต์ควันดำ “ตรวจจับ ปรับจริง” เพื่อยับยั้งต้นตอแหล่งกำเนิดที่สำคัญของฝุ่นในเมือง 

ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจสอบและห้ามใช้รถควันดำริมเส้นทางจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นประจำทุกวัน โดยกองบังคับการตำรวจจราจร ตั้งจุดตรวจสอบรถควันดำวันละ 14 ชุด ในพื้นที่ 17 สำนักงานเขต (เขตคลองสามวา ดอนเมือง ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา บางขุนเทียน บางเขน บางแค บางนา ประเวศ บางบอน ภาษีเจริญ มีนบุรี ลาดกระบัง สายไหม สะพานสูง หนองแขม หนองจอก) และกรมการขนส่งทางบก จัดชุดผู้ตรวจการตั้งจุดตรวจสอบรถควันดำในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล วันละ 16 ชุด

สถิติการตรวจสอบตรวจจับและห้ามใช้รถยนต์ควันดำ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึงวันที่ 16 มกราคม 2567 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรมควบคุมมลพิษร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก และกรุงเทพมหานคร เรียกรถตรวจทั้งหมด 30,239 คัน เป็นรถขนาดใหญ่ ได้แก่ รถบรรทุก รถโดยสาร ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 จำนวน 16,994 คัน พบรถควันดำเกินมาตรฐานและสั่งห้ามใช้ 45 คัน 

ส่วนรถยนต์ส่วนบุคคล รถกระบะ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 จำนวน 13,245 คัน พบรถยนต์ควันดำเกินมาตรฐานและทำการออกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ

จำนวน 188 คัน รวมรถที่ถูกสั่งห้ามใช้ 233 คัน แก้ไขแล้ว 103 คัน (ร้อยละ 44) โดยอยู่ระหว่างการติดตาม การปฏิบัติตามคำสั่ง 

สำหรับวันนี้ (19 มกราคม) ณ จุตรวจสอบตรวจจับหน้าสวนจตุจักร เรียกรถตรวจสอบ 52 คัน เป็นรถโดยสารประจำทาง ตาม พ.ร.บ. ขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 จำนวน 26 คัน ควันดำเกินมาตรฐาน 1 คัน ผู้ตรวจการพ่นห้ามใชั และเปรียบเทียบปรับ 1 คัน รถยนต์ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 จำนวน 26 คัน ควันดำเกินมาตรฐาน 6 คัน พนักงานเจ้าหน้าที่ออกคำสังห้ามใช้ชั่วคราว ให้ไปปรับปรุงแก้ไขภายใน 30 วัน และเจ้าพนักงานจราจร เปรียบเทียบปรับรถควันดำ 6 คัน

นอกจากมาตรการทางกฎหมาย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย กรมควบคุมมลพิษ ได้ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยผู้ประกอบการรถยนต์ 

จำนวน 9 ราย ได้แก่ TOYOTA ISUZU MITSUBISHI NISSAN MAZDA FORD HONDA SUZUKI และ HINO ดำเนินโครงการ “คลินิกรถ ลดฝุ่น PM2.5” ให้บริการตรวจเช็กสภาพเครื่องยนต์ฟรี โดยบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และลดค่าน้ำมันเครื่อง ค่าอะไหล่ และค่าแรงเป็นพิเศษ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเจ้าของรถมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขวิกฤตฝุ่นที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ 

และยังได้ผลักดันให้เกิดการบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงยูโร 5 เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีจำหน่ายแล้วทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567” รายงานข่าว ทส. วันนี้ ระบุ