คนพะโต๊ะยื่นขอพบเศรษฐาครม.สัญจรระนอง คุย-เคลียร์ “แลนด์บริดจ์”

ส่งตัวแทน “เครือข่ายคนรักษ์พะโต๊ะ” เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องผ่านผู้ว่าฯ ชุมพร วันนี้ ยัน “ไม่ได้ค้านหัวชนฝา-แค่ต้องทำ SEA ก่อน” 

ด้านนายกฯ เศรษฐา “เตรียมชูแลนด์บริดจ์ที่ World Economic Forum” หวังดึงดูดนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง

ก้าวไกลจี้ “ตอบ 7 ประเด็นการลงทุนโครงการให้ได้ก่อน” โพสตฺ์ซ้ำ “ข้อสังเกตุศิริกัญญา” ผ่านสื่อออนไลน์พรรคฯ

(ภาพ : เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ)

ยื่นผ่านผู้ว่าฯ ชุมพร 

วันนี้ (15 ม.ค. 2567) เวลาประมาณ 09:00 น. เครือข่ายคนรักษ์พะโต๊ะ นำโดย สมโชค จุงจาตุรันต์ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อ วิสาห์ พูลศิริรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เรียกร้องขอให้ประสานให้เครือข่ายได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ระหว่างการประชุมครม.สัญจรที่กำหนดจัดขึ้นที่จังหวัดระนอง ในวันที่ 23 ม.ค. 2567 ที่จะถึงนี้ “เพื่อนำเสนอข้อกังวลคนพื้นที่ และชี้แจงความสับสนหลายประเด็นกรณีโครงการเมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์ระนอง-ชุมพร” 

“ตามที่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน จะนำคณะรัฐมนตรีมาประชุมสัญจรที่จังหวัดระนอง ในวันที่ 23 ม.ค. 2567 นี้ ซึ่งเชื่อว่าการมาประชุมดังกล่าว มีนัยสำคัญที่ต้องการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร อันเป็นไปตามนโยบายสำคัญที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ 

และก่อนหน้านี้ได้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการดังกล่าว ได้เดินทางมาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งประชาชนในพื้นที่ได้แสดงถึงความกังวลในมิติต่าง ๆ และไม่เห็นด้วยหากจะมีการการทำโครงการนี้ในพื้นที่ 

ประกอบกับเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาได้มีคณะกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคก้าวไกลจำนวน 4 ท่าน ขอลาออกจากคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าว เพราะไม่เห็นด้วยกับรายงานที่สรุปออกมา ด้วยเห็นว่าเป็นรายงานฉบับตัดแปะ และไม่ได้ตอบข้อสงสัยที่เคยตั้งคำถามไว้ 

ทั้งยังเห็นว่าคณะกรรมาธิการจำนวนหนึ่งมีเจตนาที่เอนเอียง เพื่อให้ผลการศึกษาสอดคล้องไปกับแนวทางของรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้ได้กลายเป็นเหตุผลที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยออกมานำเสนอข่าวแบบกล่าวหาว่า ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ทั้งหมด ล้วนเป็นพวกได้รับการสนับสนุนจาก NGO และรัฐบาลสิงคโปร์ ยิ่งเห็นได้ถึงเจตคติที่เอนเอียง และไม่รับฟังเหตุผลของความคิดที่แตกต่าง

พวกเราจึงมีความเห็นร่วมกันว่า ต้องขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ในวันที่ 23 มกราคม 2567 นี้ ที่ท่านจะเดินทางมาประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรจังหวัดระนอง ทั้งนี้เพื่อจะได้อธิบายถึงเหตุผล และข้อเท็จจริงว่าทำไมพวกเราจึงมีความกังวล และไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร ต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง 

จึงขอประสานผ่านมายังท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรในฐานะพ่อเมือง ได้โปรดดำเนินการประสานงานไปยังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอข้อเรียกร้องดังกล่าวนี้ให้นากยกรัฐมนตรีได้รับทราบต่อไป” เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะระบุในหนังสือ

ธนนท์ พรรพีภาส ปลัดจังหวัดชุมพร ได้เป็นตัวแทนผู้ว่าฯ ชุมพรออกรับหนังสือร้องเรียนเครือข่าย

(ภาพ : เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ)

“ไม่ได้ค้านหัวชนฝา-แค่ต้องทำ SEA ก่อน” เครือข่ายฯ

“คนพะโต๊ะไม่ได้คัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์อย่างหัวชนฝา แต่เรามองว่าศักยภาพการพัฒนาพื้นที่กับโครงการฯ ไม่ไปด้วยกัน 

เราอยากให้รัฐบาลเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ทำการประเมิน SEA (การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์) ให้ชัดเจนว่าถ้าทำโครงการนี้แล้วคนในพื้นที่จะได้อะไร ประเทศชาติได้อะไร สอดคล้องกับศักยภาพในพื้นที่หรือไม่ เพราะว่าคนในอำเภอพะโต๊ะกว่า 97% ของ ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก สร้างรายได้ให้กับชุมพรถึง 3,000 – 4,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งดีกับคนในพื้นที่อยู่แล้ว 

หากมีโครงการแลนด์บริดจ์ ผมมองว่านอกจากจะไม่สร้างอาชีพให้กับคนในพื้นที่แล้ว โครงการจะเข้ามาสร้างความเสียหายทั้งพื้นที่ทำกิน พื้นที่อยู่อาศัย รวมถึงสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศด้วย เนื่องจากตัวโครงการจะสร้างตัดผ่านพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำ และผ่านพื้นที่สงวนชีวมณฑล (แรมซาร์ไซต์) ใน จ.ระนอง

นอกจากนั้นเรายังกังวลว่าในอนาคต การเข้ามาของโครงการฯ จะทำให้เกิดพื้นที่อุตสหากรรมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อมาแน่นอน เกษตรกรจะถูกแย่งน้ำมาใช้ในงานอุตสหกรรม ซึ่งสนข.ที่เป็นผู้ศึกษาโครงการฯ ก็ยังตอบเราไม่ได้ว่าจะมีการบริหารจัดการอย่างไร” สมโชค แกนนำเครือข่ายกล่าว

(ภาพ : Srettha Thavisin)

“เตรียมชูแลนด์บริดจ์ที่ World Economic Forum” เศรษฐา

“การการประชุม WEF Annual Meeting ประจำปี 2567 เป็นครั้งที่ 54 จะจัดขึ้น ภายใต้หัวข้อ “Rebuilding Trust” เน้นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่ออนาคต ความไว้เนื้อเชื่อใจในสังคม และระหว่างประเทศต่าง ๆ เพื่อรับมือกับความท้าทายของโลกปัจจุบัน 

กำหนดการสำคัญภายใต้กรอบ WEF นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วม 3 รายการ ได้แก่ 1. กล่าวเปิดการเสวนา Country Strategy Dialogue (CSD) on Thailand 2. การเสนอโครงการ Thailand Landbridge: Connecting ASEAN with the World และ 3. ร่วมเสวนา Learning from ASEAN ซึ่งจะมีผู้นำไทย เวียดนาม และกัมพูชา เข้าร่วมด้วย 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังมีกำหนดการพบปะภาคเอกชนสำคัญ อาทิ ผู้บริหารบริษัทด้านเทคโนโลยี และ Solutions บริษัทท่าเรือ logistics บริษัทด้านการเงิน การธนาคาร บริษัทด้านโทรคมนาคม บริษัทด้านยาและวัคซีน บริษัทด้านอาหารและเครื่องดื่ม บริษัทด้านธุรกิจ Delivery และพบปะบุคคลสำคัญ อาทิ นายมาทีอัส คอร์มันน์ (Mathias Cormann) เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD นาย Klaus Schwab ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร WEF และ ผู้บริหารของ World Bank ด้วย” 

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยวันนี้ (15 ม.ค. 2567) ถึงภารกิจสำคัญของนายกฯ เศรษฐาระหว่างเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่จัดขึ้น ณ สมาพันธรัฐสวิส ตั้งแต่วันที่ 15-19 มกราคม 2567 นี้

ที่ผ่านมา นายกฯ เศรษฐาได้ “โรดโชว์” เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติมาร่วมลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์ฯ หลายครั้งในเวทีระหว่างประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรี รวมถึงการประชุม Belt and Road for International Cooperation (BRF) ที่ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน (17 – 19 ต.ค. 2566) การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 30 (2023 APEC Economic Leaders’ Meeting) ที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา (13 พ.ย. 2566) และการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น สมัยพิเศษ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น (18 ธ.ค. 2566)

(ภาพ : พรรคก้าวไกล)

ก้าวไกลจี้ “7 คำถามที่ต้องคำตอบ ก่อนดันต่อ” 

วานนี้ (15 ม.ค. 2567) พรรคก้าวไกลได้เผยแพร่ซ้ำ โพสต์ของ ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ ว่าด้วย “7 ประเด็นว่าด้วยโครงการแลนด์บริดจ์ที่ต้องการความชัดเจนจากรัฐบาล (สนข.) ก่อนที่จะเดินหน้าดันต่อ” 

“พรรคก้าวไกลเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับท่าเรือระนอง รถไฟทางคู่สำหรับขนส่งสินค้า หรือการสร้างนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ในเมื่อรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ออกมาเป็นเช่นนี้

ขณะที่บทสรุปของรายงานที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เคยทำ ขัดแย้งกับรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ได้ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำการศึกษา ซึ่งมีผลสรุปว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน 

ดังนั้น พรรคก้าวไกลจึงเห็นความจำเป็นที่รัฐบาลต้องตอบคำถาม และข้อสงสัยของสังคมให้ชัดเจน ก่อนจะร่วมกันสรุปว่าโครงการนี้คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ หรือจะสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจใดบ้างหากโครงการนี้ไม่สัมฤทธิ์ผล โดยมี 7 คำถามที่รัฐบาลจำเป็นต้องตอบ ดังนี้

1. โครงการแลนด์บริดจ์ฝากความหวังไว้ที่การถ่ายลำเรือข้ามฝั่งมหาสมุทร 80% ส่วนการขนส่งสินค้าเข้า-ออกประเทศไทยมีเพียง 20% ดังนั้น เราจึงต้องโฟกัสเรื่องการคาดการณ์สินค้าที่จะมาถ่ายลำเรือเป็นหลัก โดยในรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ มีการคิดคำนวณเส้นทางเดินเรือจากยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง มายังจุดหมายในเอเชียใต้ด้วย คำถามคือ เส้นทางเดินเรือเหล่านี้จะมาใช้ท่าเรือระนองทำไม ในเมื่อมีท่าเรือที่กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกาเป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว และมีการเดินเรือโดยตรงอยู่เป็นประจำ หากไม่มีการเดินเรือจริง จะส่งผลอย่างมากต่อประมาณการตัวเลขการใช้งานโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะยอดส่งออก-นำเข้ารวมกันในเส้นทางนี้ 105.22 ล้านตัน

2. ในรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ มีการคิดคำนวณเส้นทางเดินเรือจากเอเชียตะวันออก ไปยังออสเตรเลียด้วย คำถามคือ เส้นทางเดินเรือนี้จะมาใช้ท่าเรือชุมพรทำไม ในเมื่อมีการเดินเรือไปและกลับจากท่าเรือในออสเตรเลียโดยตรงอยู่แล้ว หากไม่มีการเดินเรือจริง จะส่งผลอย่างมากต่อประมาณการตัวเลขการใช้งานโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะยอดส่งออก-นำเข้ารวมกันในเส้นทางนี้ 29.21 ล้านตัน

3. ในรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ มีการคิดคำนวณเส้นทางเดินเรือจากทวีปต่าง ๆ มายังกลุ่มประเทศอาเซียนตอนใต้ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียด้วย คำถามคือ เส้นทางเดินเรือเหล่านี้จะมาใช้โครงการแลนด์บริดจ์ทำไม ในเมื่อเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาใกล้กว่า

4. ในรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ มีการรวมสินค้าเทกอง (bulk cargo) เช่น ปูน ไม้ ที่มีความต้องการใช้ภายในประเทศไปด้วยหรือไม่ โดยหากดูสไลด์การนำเสนอของคณะกรรมาธิการฯ จะพบว่ามีการประมาณการรวมสินค้าเทกองเข้ามาด้วย ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีความต้องการใช้ภายในประเทศอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องขนส่งผ่านโครงการแลนด์บริดจ์ หากไม่รวมสินค้าประเภทนี้ ท่าเรือฝั่งระนองจะมีประมาณการลดลงเหลือ 3.4 ล้านตู้คอนเทนเนอร์ ส่วนฝั่งชุมพรลดลงเหลือ 1 ล้านตู้คอนเทนเนอร์

5. ทำไมรายงานของคณะกรรมาธิการฯ จึงไม่คิดคำนวณต้นทุนเวลาการถ่ายสินค้าจากท่าเรือลงสู่เรือ (transshipment) เพราะหากไม่คิดต้นทุนนี้ เท่ากับว่าจะมีเรือออกจากแลนด์บริดจ์ทุกนาที แต่ในความเป็นจริงต้องคำนวณเวลาในการถ่ายสินค้าจากท่าเรือลงสู่เรือทั้งสองฝั่งด้วย โดยปกติสายเดินเรือจะกำหนดระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ต่อเที่ยว แต่ในรายงานกลับไม่ได้คิดคำนวณเรื่องระยะทางกับเวลาในการขนส่ง ที่รวมเวลาในทะเล และเวลาที่ขนจากท่าเรือลงสู่เรือด้วย

6. สมมติฐานว่าท่าเรือทั้งสองฝั่ง (ชุมพร-ระนอง) จะโตเร็ว โดยใช้ข้อมูลท่าเรือแหลมฉบังเป็นกรณีฐาน และข้อมูลท่าเรือตันจุงเปเลปัสที่มาเลเซียเป็นกรณีสูง นำไปสู่ข้อสรุปว่าเราต้องการท่าเรือความจุ 20 ล้านตันสองท่า แต่ข้อมูลจริงอาจไม่ได้สวยงามอย่างที่คาดการณ์ไว้ เพราะท่าเรือตันจุงเปเลปัสโตเฉลี่ยเพียงปีละ 19% ในช่วง 5 ปีแรก มีการลดค่าบริการลง 50% และมีข้อตกลงกับบริษัท MAERSK ว่าจะมาใช้บริการปีละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านตู้

7. ด้วยสมมติฐานและประมาณการความต้องการใช้แลนด์บริดจ์ที่สูงเกินจริง ประกอบกับการรวมรายได้ที่ไม่ใช่รายได้ของแลนด์บริดจ์อย่าง Terminal Handling Charge หรือค่าใช้จ่ายในการนำตู้คอนเทนเนอร์ลงจากเรือ เข้าไปอีก 2,800 บาทต่อตู้ จึงต้องคำถามว่า ความเหมาะสมทางการเงินของโครงการที่ตั้งไว้ที่ 8.62% และจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 24 ปี เป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลหรือไม่” ศิริกัญญาระบุในโพสต์