4 กมธ.แลนด์บริดจ์ลาออก “บอยคอตต์” ผลศึกษาข้างเดียว

3 สส. ก้าวไกล-1 นักวิชาการ แถลงลาออก “กมธ.แลนด์บริดจ์” ระบุ “ไม่สามารถเป็นตรายาง” รับรองรายงานการศึกษาโครงการเมกะโปรเจกต์ที่ไม่รอบด้าน “ข้อมูลด้านเดียว-ดันโครงการจาก สนข.-ตัดข้อมูลผลกระทบจากสภาพัฒน์-ส่อคาดการผลประโยชน์โครงการเกินจริง”

เผยความผิดปกติ “เร่งรัดลงมติรับรอง-ไม่พิจารณาต่ออายุ กมธ.” ระบุ “บทบาท กมธ.ต้องเป็นกลาง-การรับรองรายงาน ไม่ต่างจากใช้กลไกกมธ.หลอกนักลงทุน-อาจเสียถึงความน่าเชื่อถือประเทศได้”

(ภาพ : พรรคก้าวไกล)

ร่วมแถลงลาออก 

วันนี้ (12 ม.ค. 2567) เมื่อเวลาประมาณ 11:30 น. ณ รัฐสภา ได้มีการแถลงข่าวลาออกของ 4 กรรมาธิการ สมาชิก “คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)” สภาผู้แทนราษฏร หรือ “กมธ.แลนด์บริดจ์”

ประกอบด้วย จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธาน “คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)” ศิริกัญญา ตันสกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ และศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.พรรคก้าวไกล กรรมาธิการ และนักวิชาการ รศ.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ กรรมาธิการ 

การแถลงลาออกดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับการพิจารณารายงานผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ของคณะ กมธ. ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของคณะกรรมาธิการฯ

โดยระบุเหตุผลว่า เนื่องจากรายงานการศึกษาของคณะกรรมการธิการฯ ยังไม่ครบถ้วน และมีความจำเป็นจะต้องได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมจากสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการศึกษาโ๋ครงการ แต่ ประธานคณะกรรมาธิการฯ กลับไม่เรียก สนข. มาชี้แจงเพิ่มเติม พร้อมทั้งยังเร่งรัดให้ลงมติรายงานผลการศึกษาของ กมธ.

“ในช่วงต้นของการประชุมในวันนี้ คณะกรรมาธิการที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกล ได้พยายามทักท้วงรายงานที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่เนื่องจาก สส.พรรคก้าวไกลมีจำนวนเสียงส่วนน้อย คณะกรรมาธิการจะอาศัยมติที่ประชุมเพื่อพิจารณาอนุมัติรายงานในวันนี้ 

ดังนั้นกรรมาธิการที่เป็น สส.พรรคก้าวไกล ที่มีทั้งหมด 4 คน จึงขอถอนตัว และลาออกจากกรรมาธิการโดยให้มีผลทันทีในวันนี้ ได้แก่ จุลพงศ์ อยู่เกษ รองประธาน กมธ. ศิริกัญญา ตันสกุล กรรมาธิการและที่ปรึกษา ประเสริฐพงศ์ ศรนุวัฒน์ กรรมาธิการ และศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรรมาธิการ“ จุลพงศ์ กล่าวในการแถลงฯ 

(ภาพ : เดลินิวส์)

รายงาน “ข้อมูลด้านเดียว” ดันโครงการ

“ก่อนหน้านี้กรรมาธิการฯ ที่มาจากพรรคก้าวไกลได้ทักท้วงถึงความไม่ครบถ้วนของรายงาน และมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ในหลายคำถามก่อนที่คณะกรรมาธิการฯ จะพิจารณาและอนุมัติรายงานผลการศึกษา 

อาทิ ท่อส่งน้ำมันไม่มีความชัดเจน  เรื่องการเปลี่ยนแปลงแผนการศึกษาสภาพแวดล้อมซึ่งอาจจะขัดกับมติครม.ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ เรื่องความน่าเชื่อถือในการประเมินความต้องการของบริษัทเดินเรือที่จะมาใช้โครงการฯ ก็มีความเกินจริงไป การประเมินสินค้าที้จะมาใช้โครงการก็เกินจริง เรื่องการประเมินความแออัดต่อการเดินเรือในช่องแคบมะละกา และท่าเรือสิงคโปร์กก็ยังมีข้อสงสัยมาก เรื่องการประหยัดต้นทุนค่าขนส่งเมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาก็ยังไม่ชัดเจน รวมทั้งการที่ยังไม่สามารถให้ตัวเลขทางการเงินที่สมกับเหตุผลในการคำนวนผลตอบแทนทางการเงิน และทางเศรษฐกิจได้

นอกจากนั้นบทสรุปของรายงานการศึกษาที่ทาง สนข.ทำก็ขัดแย้งกับบทสรุปของรายงานการศึกษาที่สภาพัฒนาการ และเศรษฐกิจแห่งชาติที่ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ศึกษา และมีข้อสรุปว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ในขณะที่ผลการศึกษาของสนข. กับให้ตัวเลขผลตอบแทนการลงทุนสูงถึง 17% ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจจะทำให้นายกฯ สื่อข้อมูลผิดกับนักลงทุนต่างประเทศ 

รวมถึงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาโครงการใช้งบประมาณเพื่อทำการศึกษาไปถึง 68 ล้านบาท รองประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวถึงเรื่องที่ยังไม่มีความชัดเจน” รองประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าว

(ภาพ : พรรคก้าวไกล)

ไม่เรียกสนข.มาชี้แจง-เร่งรวบรัดลงมติ-ไม่ต่ออายุ กมธ.

“จากการประชุมก่อนหน้านี้เมื่อ 22 ธ.ค. 2566 ที่ผ่านมา มีข้อซักถามที่ต้องการคำตอบจากทาง สนข. และที่ปรึกษาที่จัดทำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์ค้างอยู่ ในเรื่องเกี่ยวกับข้อสรุปความเป็นไปได้ ความคุ้มค่าของโครงการฯ ทั้งเรื่องการประมาณการสินค้า เส้นทางเดินเรือ ประเภทของเรือ สมมติฐานการเจริญเติบโตของท่าเรือเป็นอย่างไร ซึ่งจากการประชุมในครั้งนั้นทางสนข. ตอบไปเพียงคำถามเดียว และประธานกมธ. ก็สั่งปิดการประชุม และกล่าวว่าจะเรียกสนข. มาชี้แจงในการประชุมครั้งถัดไป เพื่อให้ตอบคำถามจนสิ้นสงสัย 

แต่การประชุมในวันนี้กลับเป็นการพิจารณาตัวรายงานของกมธ. ซึ่งหมายความว่าครั้งนี้จะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของกมธ. แล้ว แต่ข้อสงสัยต่าง ๆ กลับยังไม่ได้รับการชี้แจง 

นอกจากนั้นครั้งนี้ก็ไม่ได้เชิญสนข. เข้ามาร่วมด้วย และพยายามที่จะลงมติในตัวรายงานที่ยังไม่สมบูรณ์

จึงเป็นเหตุให้เราไม่สามารถร่วมลงมติหรือเป็นตรายางที่จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติได้ เพราะว่ายังไม่สามารถที่จะพิจารณาตัวรายงานฉบับนี้ได้อย่างแท้จริง 

และท้ายที่สุดก็ยังไม่ได้มีการขอต่อขยายอายุของคณะธิการชุดนี้ออกไป เพื่อที่จะให้การพิจารณาอย่างต่อเนื่อง จึงคิดว่าไม่สามารถที่จะดำรงตำแหน่งอยู่ในกรรมาธิการชุดนี้ได้” ศิริกัญญา กล่าว

(ภาพ : พรรคก้าวไกล)

ตัดทิ้งรายงานสภาพัฒน์ฯ-ใช้กลไก กมธ.หลอกต่างชาติมาลงทุน?

 “เจตนารมณ์หลักของคณะกรรมการธิการฯ คือการหาคำตอบว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะได้กำไรหรือขาดทุน สามารถลดระยะเวลา และจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยหรือไม่ อย่างไร แต่จากการทำงานกว่า 90 วัน เรายังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าทำไมรายงานของสภาพัฒน์ถึงแตกต่างจากของสนข. 

จนถึงทุกวันนี้ข้อมูลในรายงานของคณะกรรมาธิการฯ ที่กำลังจะมีการลงมติเห็นชอบก็ใช้ของสนข. เกือบทั้งหมด โดยที่เราไม่มีเหตุผลคำว่าทำไมเราถึงตัดข้อมูลของสภาพัฒน์ทิ้ง 

ในฐานะที่เราเป็นผู้ศึกษา เราไม่ควรเลือกว่าจะหยิบข้อมูลไหน และไม่หยิบข้อมูลไหนมาใช้ เรามีหน้าที่นำข้อมูลรอบด้านทั้งหมดใส่ลงไปในรายงาน และอ้างอิงว่าข้อมูลที่เราได้มานั้นได้มาจากหน่วยงานไหน

แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในรายงานของ กมธ. ที่ใช้ข้อมูลของ สนข.เป็นตัวตั้ง อาจสร้างความเสียหายให้กับประเทศได้ เพราะเรานำข้อมูลด้านเดียวจากหน่วยงานราชการไปขายกับต่างประเทศว่าสามารถลดระยะเวลาขนส่ง และทำกำไรจะสร้างเศรษฐกิจได้ 

จึงขอถามว่าหากต่างประเทศมีข้อมูลโต้แย้งว่าเมื่อศึกษาแล้วโครงการนี้ไม่คุ้มทุนเหมือนกับที่รัฐบาลไทยไปขาย จะหมายถึงว่าประสิทธิภาพในการทำข้อมูลศึกษาวิจัยของรัฐบาลไทยแย่หรือเปล่า หรือรัฐบาลไทยกำลังไปหลอกให้ต่างชาติมาลงทุนหรือเปล่า ดังนั้นหากรายงานออกไปแบบนี้เรากำลังใช้กรรมาธิการหรือสภาผู้แทนราษฎรเป็นตรายางประทับลงไป จึงไม่ขอมีส่วนในการรับรองรายงานชุดนี้” ศุภณัฐ กล่าว

(ภาพ : พรรคก้าวไกล)

“สินค้าถ่ายลำ” ส่อคาดการผลประโยชน์โครงการเกินจริง

“โครงการนี้ได้วิเคราะห์ความคุ้มค่าใน 3 กลุ่มเป้าหมาย เป้าหมายหลักคือสินค้าถ่ายลำ ประมาณ 78% ส่วนเป้าหมายที่สอง ก็คือการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ ซึ่งเราเห็นด้วย และควรเร่งทำ แต่การที่เราฝากไปกับตัวเลขของสินค้าถ่ายลำ จึงต้องการความชัดเจนจริงๆ เพราะเป็น 78% ของการประมาณการ 

ดังนั้นชะตากรรมของโครงการนี้ ขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ของปริมาณสินค้าถ่ายลำ ซึ่งสิ่งที่ยังไม่ชัดเจนก็คือปริมาณสินค้าถ่ายลำที่ประเมินไว้มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไหน

เราไม่สงสัยตัวเลขประมาณการสินค้าภาคใต้ หรือสินค้าของประเทศไทย แต่อยากให้มีความชัดเจนก่อน เรายินดีที่จะมีการกระตุ้นพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้อย่างจริงจัง แต่การที่โครงการนี้ไปวางความสำคัญไว้ที่สินค้าถ่ายลำหรือสินค้าต่างประเทศไว้มาก จริง ๆ เราอาจจะปรับก่อนไหม ออกแบบโครงการใหม่โดยให้ความสำคัญกับสินค้าที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ และลดสินค้าถ่ายลำเหลือเพียง 20% 

แต่หน่วยงานไม่ได้มีโอกาศมาชี้แจงถึงความชัดเจนของตัวเลขนี้ ทำให้ผมไม่สามารถทำหน้าที่กรรมาธิการได้” รศ.สมพงษ์ กล่าว