“ขยับใหญ่” ลดโลกร้อนไทยปีหน้า เตรียมเคาะแผนปฎิบ้ติพร้อมเป้า-พรบ.

อธิบดีกรมโลกร้อนเผย เตรียมเคาะแผนปฏิบัติการลดโลกร้อนประเทศพร้อมเป้าชัดเจนภายในปีหน้า-

ดันร่างพรบ.โลกร้อนเข้าครม.ในไตรมาสแรก

ระบุ มาตรการหนุนซื้อขายคาร์บอนเครดิตพร้อมเป้า “มีแน่-จะพยายามไม่ให้เป็นฟอกเขียว-รับฟังเสียงค้าน”

ผลสรุปภาพรวม COP28 “ที่ทั้งโลกทำอยู่ (ลดโลกร้อน) ยังห่างจากเป้า 1.5 องศาไทยอยู่ในเกณฑ์ดี” 

“ยกเลิกฟอสซิล ท้าทายทั้งโลกไทยทยอยเลิกอยู่“เงินช่วยเปลี่ยนผ่านชดเชยที่ได้ ถือว่าไม่มาก

(ภาพ : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม)

“ที่ทั้งโลกทำอยู่ ยังห่างจากเป้า 1.5 องศา – ไทยอยู่ในเกณฑ์ดี” 

“การประชุม COP28 ในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการรับรองการประเมินสถานการณ์และการดำเนินงานระดับโลก (Global Stocktake) ซึ่งจะบ่งชี้ว่า การดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของทั้งโลก มีประสิทธิภาพมากแค่ไหน เป้าไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จะเป็นเพียงแค่ความฝันหรือไม่ 

ซึ่งจากการสรุป เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ทั้งโลกยังทำงานได้ดีไม่พอ แทนที่เราจะไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสแต่ ณ วันนี้จากการเปิดเผยล่าสุด ถ้าทั้งโลกยังทำแบบนี้ต่อไปอุณหภูมิจะขึ้นไปถึง 2.6 องศาเซลเซียส” 

พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.)เปิดเผยวันนี้ (20 ธ.ค. 2566) ภายในการประชุมเผยแพร่สรุปผลการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 28 (COP 28) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือ COP 28 Debrief ณ ห้องประชุมกมลทิพย์ 2-3 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร จัดโดย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมกับ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)

“สำหรับเป้าหมายสู่ Net Zero ในปี 2050 ได้นั้น ทั้งโลกต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 43% ภายในปี 2030 และต้องลดถึง 60% ในปี 2035 โดยเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อยในปี 2019 

ซึ่งเป้าของประเทศไทยที่กำหนดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 40% ภายในปี 2030 ถึงว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดี ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวได้ระบุไว้ใน Nationally Determined Contribution (NDC) ฉบับที่ 1 

ตอนนี้กรมฯ กำลังดำเนินการจัดทำ แผน NDC ฉบับที่ 2 โดยจะกำหนดเป้าหมายว่าในปี 2035 ประเทศไทยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละเท่าไหร่เพื่อให้สอดคล้องกับ เป้าหมายว่าจะไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส” อธิบดี สส. กล่าว 

(ภาพ : TCIJ)

ยกเลิกฟอสซิล “ท้าทายทั้งโลก-ไทยทยอยเลิกอยู่”

“คำถามต่อมาก็คือ ตัวเลขที่เรากำหนดไว้ว่าจะลดให้ได้ 40% ภายในปี 2030 จะทำได้แค่ไหน มีการพูดว่าถ้าจะบรรลุเป้าให้ได้ทั้งโลกจะต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน 3 เท่า เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 2 เท่า แล้วถ้าลองแจกแจงสัดส่วนของพลังงานของไทยออกมาว่า ณ ปี 2030 สัดส่วนพลังงานทดแทนของเราจะเป็นเท่าไหร่ พบว่าสัดส่วนพลังงานทดแทนของไทยจะเพิ่มขึ้น 2.6 – 2.7 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2019

ตอนนี้ทั่วโลกกำลังพูดถึงการเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ไม่มีการควบคุมการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ สำหรับประเทศไทย แผนพลังงานฉบับใหม่ของกระทรวงพลังงานก็มีการพูดถึงเรื่องนี้ เราเลิกอยู่ แต่จะเป็นการทยอยเลิก

ในเรื่องของการลดก๊าซอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ CO2 วันนี้ก็มีการพูดถึงเช่นกัน เพราะฉะนั้นต่อไปเราก็ต้องมีการพูดถึงการลดก๊าซอื่น ๆ มากขึ้น อาทิ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ ซึ่งในปี 2019 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่ใช่ co2 ของประเทศไทยสูงถึง 33% ของการปล่อยทั้งหมด แต่ถ้าเราจะไปถึงเป้า carbon neu net zero เราต้องคำนึงถึงสัดส่วนตรงนี้ให้มากขึ้น

นอกจากนั้นสำหรับประเทศไทยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเรายังมีบางภาคส่วนที่ยังไม่สามารถลดได้เร็วพอ เช่น ในภาคการเกษตร ของเสีย เป็นต้น ซึ่งเราก็ต้องผลักดันกันต่อไป” พิรุณ กล่าว

อธิบดี สส. กล่าวต่อว่า สำหรับประโยคที่สร้างความกังวลใจให้กับหลาย ๆ คนอย่าง “ถอยห่างจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (a transition away from fossil fuels)” ที่หลายคนสงสัยว่าทำไมถึงไม่ใช้คำว่า “fossil fuel phase out (ปลดระวางเชื้อเพลิงฟอสซิล)” ไปเลย เราต้องยอมรับความจริงว่า ถึงแม้ว่าทุกคนอยากจะเห็นการ phase out เนื่องจากทุกคนคงทราบแล้วว่าเป้าหมายอุณหภูมิ 1.5 องศาเซลเซียส เป็นไปไม่ได้ถ้าเรายังทำแบบที่ทำอยู่ปัจจุบัน แต่เนื่องจากว่าหลายประเทศมีข้อจำกัด จึงเกิดการ compromise (ประนีประนอม) ออกมาเป็น transition away ซึ่งก็จะต้องมีการเปลี่ยนผ่านที่เป็นลำดับ มีความเป็นธรรม และมีความเท่าเทียมซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ

ในช่วงเวทีเสวนา “สาระสำคัญจาก COP28 สู่การดำเนินการของประเทศไทย” น้ำฝน อัศวกิจกุลโรจน์ ตัวแทนจาก สส. เปิดเผยว่า ประเทศไทยจึงไม่ได้แสดงจุดยืนในเรื่องนี้ในการประชุมเนื่องจาก ประเทศไทยเป็นสมาชิกในกลุ่ม G-77 ซึ่งมีประเทศที่เป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ 

(ภาพ : AFP/TTXVN)

เงินช่วยเปลี่ยนผ่าน-ชดเชยที่ได้ “ถือว่าไม่มาก”

“เรื่องเงินที่มีการระดมทุนได้ในครั้งนี้ 83 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐที่มีการรวบรวมมา ซึ่งจะถูกส่งไปยังหลาย ๆ ส่วน สำหรับ กองทุน loss and damage จะได้รับประมาณ 792 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งยังมีเงินอีกจำนวนไม่น้อยที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องต่าง ๆ อาทิ พลังงาน การเปลี่ยนผ่าน วันนี้เราต้องกลับมาถามตัวเองว่าประเทศไทยพร้อมแค่ไหนกับการได้รับการสนับสนุนจากเงินในส่วนนี้ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย

สำหรับกองทุนชดเชยความสูญเสียและเสียหาย (Loss and Damage Fund) 792 ล้านเหรียญสหรัฐ นั้นถือว่าไม่เยอะเลย เพราะว่ามีประเทศเปราะบางกว่า 140 ประเทศ ถ้าให้ทุกประเทศคงได้ประเทศละไม่เท่าไหร่ แล้วประเทศไทยละจะสามารถเข้าถึงการเงินนี้ได้ไหม คำตอบคือได้ แต่คำถามสำคัญคือเราสามารถเสนอ โครงการของเราอย่างไรให้ดีพอจะขอเงินกับเขาได้ นี่คือโจทย์ที่เราจะต้องกลับไปคิดกันต่อ” อธิบดี สส. กล่าว

(ภาพ : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม)

เคาะแผนปฎิบ้ติการปีหน้า – ร่าง พรบ.โลกร้อนเข้า ครม. ไตรมาสแรก

“ในอนาคตอันใกล้ กรมฯ จะเริ่มเคาะแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี 2030 โดยจะมีเป้าในประเทศชัดเจน เป้าที่อยากจะได้เงินจากต่างประเทศชัดเจน เป้าที่จะเกิดจากการขายคาร์บอนเครดิตชัดเจน 

โดยจะกำหนดเงื่อนไขว่าถ้าจะขายคาร์บอนจะต้องทำอย่างไร และเราจะกำหนดกรอบว่าภายในปี 2035 ประเทศไทยจะตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงกี่เปอร์เซ็น ซึ่งคาดว่าจะเสร็จภายในปีหน้า

รวมถึงจะผลักดัน ร่างพรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้เข้าสู่ครม. ได้ภายในไตรมาสแรกของปีหน้า โดยในพรบ. จะมีกลไกสำคัญที่จะสามารถช่วยให้เราเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายที่เรากำหนดได้ก็คือ carbon pricing mechanism ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดสิทธิการปล่อยคาร์บอน ภาษีคาร์บอนสำหรับผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิต” อธิบดี สส. เปิดเผย

(ภาพ : THECITIZEN.PLUS Thai PBS)

มาตรการหนุนซื้อขายคาร์บอนเครดิต “มีแน่-จะพยายามไม่ให้เป็นฟอกเขียว-รับฟังเสียงค้าน”

“ปัจจุบันอาจมีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเป็นการฟอกเขียว หรือ green washing หรือไม่ 

แต่ทางเลือกไปสู่เป้าหมายไม่ให้อุณหภูมิของโลกพุ่งสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสมีให้เลือกไม่มากนัก เพราะฉะนั้นเราต้องสามารถนำทุกทางเลือกมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการลดก๊าซเรือนกระจกได้ แต่เราต้องฟังเสียงของพี่น้องประชาชน กลุ่ม NGO ที่ห่วงกังวล 

ถ้าคุณห่วงกังวลเรื่อง green washing คาร์บอนเครดิต ผมก็จะเอาข้อห่วงกังวลนั้นมากำหนดเป็นเงื่อนไข ทำอย่างไรประชาชนจะได้ประโยชน์จากการทำคาร์บอนเครดิต

ถ้าประชาชนกังวลว่า ถ้าการปลูกป่าชายเลนด้วยไม้ชนิดเดียวจะทำให้ Ecosystem services (บริการทางระบบนิเวศ : ประโยชน์ที่มนุษย์ได้รับจากระบบนิเวศเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางตรง และทางอ้อม) เสียไป หรือสูญเสียในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ทางกรมฯ จะกำหนดเงื่อนไขในการประเมินเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า Ecosystem services นั้นเสียหายไปจริงหรือไม่ เพื่อให้คาร์บอนเครดิตนั้นมีค่า นำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจก และสร้างความมั่นใจได้ว่าสิ่งที่ทำไปไม่เป็นการฟอกเขียว

วันนี้เราต้องฟังให้มาก และนำสิ่งที่ฟังกลับมาคิด นำมาสร้างกลไกเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

ภายในปีหน้า กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จะดำเนินการในรูปแบบใหม่ที่เข้มข้นกว่าเดิม รับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน และสร้างแผนการทำงานของประเทศไทยที่ชัดเจน ซึ่งในปีหน้า COP29 ทุกถ้อยคำใน Thailand’s National Statement ต้องมีการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม จับตั้งได้ และมีเป้าหมายชัดเจน” อธิบดี สส. กล่าว